Showing posts with label กอร์ปศักดิ์. Show all posts
Showing posts with label กอร์ปศักดิ์. Show all posts

Friday, August 21, 2009

ลับ ลวง แพะ ชุมชนพอเพียง ปชป.เล่นกล "การเมือง"

ลับ ลวง แพะ ชุมชนพอเพียง ปชป.เล่นกล "การเมือง"

ถามว่าการลาออกของ รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน และประธานอนุกรรมการอำนวยการโครงการกลางคัน พร้อมหลีกทางให้ มีชัย วีระไวทยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและเครือข่ายองค์ความรู้ของโครงการ เจ้าของฉายา "ถุงยางมีชัย" ให้ขึ้นมานั่งแทน

เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีทุจริต "โครงการชุมชนพอเพียง" หรือไม่

มองเผินๆ ก็อาจจะใช่

"กอร์ปศักดิ์" ให้เหตุผลถึงการลุกออกจากเก้าอี้ว่า เป็นเพราะถูกการเมืองเล่นงาน หากเขายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่มองการเมืองต่างกันออกไป ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระทบกระเทือนกับโครงการนี้ ซึ่งตนยอมไม่ได้

"วันนี้ผมจึงยอมเดินออกไป เพื่อผลประโยชน์ของโครงการ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผม"

ส่วนการตรวจสอบการทุจริต เขาให้น้ำหนักกับการทำงานของกองปราบปราม รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อุตส่าห์เดินเข้าไปขอให้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ส่งทีมงานเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเอง

ภาพที่ออกตามสื่อ หลัง "กอร์ปศักดิ์" ทิ้งเก้าอี้ จึงดูดี มีความรับผิดชอบสูงส่งตามมาตรฐาน "ประชาธิปัตย์" แต่ใครจะรู้ว่า "หลังฉาก" มีการวางหมากไว้ 2-3 ชั้น ตามสไตล์การเล่นการเมืองของคน ปชป.ที่ไม่เคยคิดอะไรเพียง "ชั้นเดียว"

อย่าลืมว่า โครงการชุมชนพอเพียงเริ่มส่งกลิ่นตุๆ ออกมาราวต้นเดือนกรกฎาคม หลัง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเปิดเผยถึงความผิดปกติการใช้งบประมาณจัดซื้อ "ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์" ในหลายๆ ชุมชนทั่ว กทม. ทั้งราคาแพงเกินจริง สินค้าด้อยคุณภาพ ที่สำคัญมีนักการเมืองท้องถิ่นของ "พรรคการเมืองเก่าแก่" เข้าไปชี้นำให้ซื้อสินค้าบางประเภท ในลักษณะ "ล็อคสเปค"

เวลานั้น "กอร์ปศักดิ์" ต้องออกมาชี้แจงเป็นพัลวัน ทั้งความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับ ชุมชน (สพช.) บางคน กับบางบริษัทเอกชน

รวมถึงกรณี "น้องชาย" ที่อุตส่าห์ดึงมาช่วยงาน รับเงินเดือนเพียง 4 หมื่นบาท ทั้งที่เคยเป็นทั้ง ส.ว. และ ส.ส. จากข้อกล่าวหาว่า พาญาติพี่น้องเข้ามา "กอบโกย" เพื่อ "ผลประโยชน์" ของตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าตัวเคยตั้งเป็นข้อหาทิ่มแทง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยยังเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้ามเข้มข้นขึ้น รัฐบาลก็พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง ให้ เจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน

จากนั้น "กอร์ปศักดิ์" ก็มอบหมายให้ สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ไปแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่อาวุโส สพช. 3 ราย ที่สงสัยว่าไปมีส่วนกับการทุจริต ก่อนที่เจ้าตัวเดินเข้าไปขอให้ สตง.ตรวจสอบ พร้อมแถลงข่าววางมือจากโครงการ ในที่สุด

บทที่แกนนำรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์บางคนวางเอาไว้ เกือบจะ "สมบูรณ์แบบ"

หากไม่มีคนไปแอบเห็นว่า ข้อมูลที่ไปแจ้งให้ "กองปราบฯ-สตง." เข้ามาตรวจสอบ ไม่เกี่ยวข้องกับ "ตู้น้ำโซลาร์เซลล์" หรือสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก


และไม่เกี่ยวข้องกับ "บริษัทเอกชน" บางบริษัท ที่มี "สัมพันธ์พิเศษ" กับ "บิ๊กเบิ้ม" บางคนในรัฐบาล แม้แต่น้อย

แต่เป็นเรื่อง "โครงการจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ" ซึ่งสมาชิก ปชป.พยายามชี้เป้าว่า มีอดีตนายใหญ่ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และกล่าวหาว่า มีการทุจริตใน 11 จังหวัดทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน ล้วนๆ!!!

รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย มีวิธีการที่ "ง่ายที่สุด" ในการ "ตอบโต้" การตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยการ "ดิสเครดิต" ตัวผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล

ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางฝ่ายที่ออกมาร่วมตรวจสอบการทุจริตไป "ตามหน้าที่" แต่กลับถูกมือมืดไปปล่อยข่าวใน ปชป.ว่า

"ออกมาตีรัฐบาล เพราะเสียผลประโยชน์"

ที่ผ่านมา ความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียงมีการร้องเรียนเข้ามากว่า 200 ชุมชน จากทั้งหมด 8.8 หมื่นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ อนุมัติไปแล้ว 2.1 หมื่นโครงการ โอนเงินไปแล้ว 5,000 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงราวๆ 2,000 ล้านบาท

คำถามคือ หากต้องการสร้างภาพว่าตัวเอง "สะอาด" เหตุใด "กอร์ปศักดิ์" จึงไม่ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาสอบโครงการที่ตนถูกกล่าวหาก่อน

อย่าอ้างว่า รอผลสอบของคณะกรรม การชุด "เจริญ" ที่จะสรุปในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพราะใครก็รู้ว่า ฟันแค่นักการเมืองตัวเล็กๆ เท่านั้น

ไม่แตะ "ตู้น้ำ" แต่ไปไล่บี้กับ "ปุ๋ยชีวภาพ"

ไม่รู้ว่าใครบางคนคิดอะไร จึงออกมาเหน็บแนมฝ่ายที่ออกมาตรวจสอบการโกงกินภาษีประชาชน ว่า "เขียนกันสนุก"

"คุณชายสะอาด" ต้องอยู่เหนือการตรวจสอบ??

มติชนรายวัน วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11486

Wednesday, August 19, 2009

ข้อหา...ทุจริตแบบ พอเพียง ? จี้ใจ "มาร์ค" สะกดจุด "ปชป."

ข้อหา...ทุจริตแบบ พอเพียง ? จี้ใจ "มาร์ค" สะกดจุด "ปชป."

คงไม่มีวาระใดสะเทือนใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มากเท่าโครงการ "ชุมชนพอเพียง" ที่มีเสียงว่าลือ-อ้าง-อาจจะมีการ "ทุจริต"

เพราะเงินหลวงแม้ตกน้ำไม่ไหล- ตกไฟไม่ไหม้ เรื่องจึงบานปลาย จาก 88 โครงการ เพิ่มเป็นหลายร้อยโครงการที่อยู่ในลักษณะอาจมี "มลทิน"

แม้ "ประธาน" โครงการจะพยายามใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว แต่นับวันเรื่องราวโครงการชุมชนพอเพียง จะถูกกล่าวถึงวันละหลายเวลา หลายฝ่าย จนคึกคักโครมคราม เขย่าพรรคประชาธิปัตย์จนเสียขวัญ

"ผมเสียใจแน่นอนที่ทำให้มีปัญหากับโครงการอย่างนี้ และไม่พอใจอย่างมากที่มีคนหากินกับเรื่องแบบนี้ และจะเดินหน้าตรวจสอบ ในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข่าวออกมาว่ายังไม่มี หลักฐาน ผมก็ได้ส่งหลักฐานให้เพิ่มแล้ว เพราะมีคนร้องมา ไม่มีการที่จะไปฟอกใครทั้งสิ้น"

เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกร้าวกึกก้องจากตึกไทยคู่ฟ้า สั่นสะเทือนไปถึงห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และคณะที่อยู่ในระหว่างการสาง-ซ่อน เรื่องอื้อฉาวในโครงการชุมชนพอเพียง

เสียงเค้น-บีบ-บี้ ให้ผู้รับผิดชอบหน้าซื่อ-ตาใส อย่าง นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการชุมชนพอเพียง สังเวยมรสุม "ทุจริต" ที่พัดผ่านพรรคประชาธิปัตย์ราวกับพายุฤดูฝน

เพราะแกนนำคนสำคัญของ พรรคประชาธิปัตย์ ย้อนศร "กอร์ปศักดิ์" นักค้นข้อมูล "หุ้น" และนักคณิตศาสตร์ตัวยง เรื่อง "ลงทุน" ด้วยการเข้าไป "ค้น" ประวัติของ "สุมิท" เห็นประวัติแล้วต้องยอมจำนน ปล่อยให้มีการกดดันทั้งทางตรง-ทางอ้อม ผลักให้ "สุมิท" พ้นจากตำแหน่ง-ตามธรรมชาติ

นั่นอาจเป็นเพราะ ตัวตนที่แท้ของ "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผอ.สพช.ผู้นี้ ไม่ธรรมดา ? (อ่านประกอบ เปิดตัวตน สุมิท แช่มประสิทธิ์ (www.prachachat.net)

ปมปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน? ที่พรรคประชาธิปัตย์รังเกียจ-รำคาญ กำลังคืบคลานท้าทายกฎเหล็ก 9 ข้อของคณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว พร้อมพุ่งเข้าทำลายภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์-สุจริต ที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" หวงแหนและเชื่อมั่น

ประสบการณ์และคมเขี้ยวการเมือง ของพรรคเก่าแก่-อนุรักษนิยมกว่า 63 ปี ถูกลากพาให้เปลี่ยนแปลง ตามวัน-เวลา และกาละ-เงื่อนไข

คลื่นกระแสความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุด เมื่อคราวประกาศ ?กฎเหล็ก 9 ข้อ? ถูกปรับลดระดับ ลดความน่าเชื่อถือ แทบตกจากบัลลังก์อำนาจ เพราะเรื่องทุจริตร้อนในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยเหตุแห่งปลากระป๋องเน่าที่ติดฉลาก พาดพิง-พัวพัน ถึงตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจนต้องปล่อยเก้าอี้ร้อนพ้นมือ

กว่าจะออกมาแสดงสปิริตได้ทันเวลา เกือบทำให้พรรคประชาธิปัตย์เจียนอยู่-เจียนไป

ด้วยแม่ไม้การเมืองแบบประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" จึงตีลังกา ลอดหว่างขา รอดพ้นจากข้อครหา เรื่องกฎเหล็ก 9 ข้อมาได้อย่างหวุดหวิด

พ้นจากข้อครหาทุจริตไม่ทันข้ามเดือน พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากไปร่วมวงคดี "ก่อการร้าย" ท้าทายตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "กษิต ภิรมย์"

"อภิสิทธิ์? จึงเกือบติดกับดักแห่งกฎเหล็กอีกครั้ง ในวงล้อมแห่ง "พันธมิตร" ซึ่งเป็น "กรรม" ที่เคยร่วมก่อไว้กับมวลชน "เสื้อเหลือง" จากค่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

คำคม "ผมผิดอะไร" ย้อนรอยจนความยาม "ปลด" ให้ "กษิต" พ้นพันธนาการจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรามือ เพราะมี "มือที่มองไม่เห็น" และ "ขาใหญ่" ในพรรค-นอกพรรค กระโดดเข้าปกป้อง

คำประกาศเป็นลายลักษณ์-อักษร ถูกถ่ายทอดทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" กับ "นายกฯอภิสิทธิ์"

มาตรฐานแบบ "อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" ที่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองเหนือความรับผิดชอบตามกฎหมาย ถูกอรรถาธิบายอย่างยืดยาว

"กรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ตำรวจออกหมายเรียก แล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยของมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป

จึงเกิด คำนินทา-พงศาวดารกระซิบ ทั้งในวงใน-วงนอก กลุ่ม-ก๊ก ในพรรคร่วมรัฐบาล ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพวกพันธมิตร ออกโรงแฉเรื่องราว กดดัน "รัฐมนตรีเสื้อเหลือง"

คำตอบ-คำอธิบายจากปาก "อภิสิทธิ์" ถูกตั้งคำถามเรื่องวาจาสิทธิ์-กฎเหล็กอย่างหนัก-หนาหู แต่เรื่องราวทั้งหมดก็ถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับกระแส-ประเด็นร้อน-ข่าวร้าย เรื่องใหม่ ที่ถูกทยอยขุดค้นมาเปิดโปง

พฤติกรรมการเมืองแบบ "ประชาธิปัตย์" ถูกนักรัฐศาสตร์ การเมือง นำไปวิเคราะห์เฉพาะหน้าว่า ปัญหานี้แม้จะเป็นการทุจริตเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่การทุจริตเชิงนโยบายโจ๋งครึ่มเหมือนสมัยรัฐบาล "ทักษิณ" แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สะสางปัญหานี้อย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกฯอภิสิทธิ์ในระยะยาวก็เป็นได้

เพราะสังคมการเมืองไม่มีใครเคยลืมว่าในปี 2538 สมัยที่ นายชวน หลีกภัย นักการเมืองที่ "ใจซื่อ-มือสะอาด-ปราศจากทุจริต" ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะปมปัญหาแห่งคดีทุจริตและการตีความการแจก "ที่ดิน" ส.ป.ก.4-01 ว่าเป็นเหมือน "ทุนการศึกษา" ที่บังเอิญคนรวย-ก็มีสิทธิ

พรรคประชาธิปัตย์มักมีดวงชะตาได้รับอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องเข้าไปสุ่ม-เสี่ยงกับการ "ทุจริต" และมีอันเป็นไปด้วยเหตุทางการเมืองจนต้องล้มหายตายจากฝ่ายรัฐบาล ตกไปเป็น "ฝ่ายค้าน" นานนับ 8 ปี เพราะปฐมเหตุแห่งนโยบาย "หวังดี" แต่มี ผล "ร้าย" ในทางปฏิบัติ

คราวเหตุ ส.ป.ก.4-01 "นายชวน" และคณะ ไม่สามารถถอดสลัก "นายหัว" คนใกล้ชิด "อัญชลี เทพบุตร" ให้พ้นจากปมเงื่อนผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รัฐบาลจึงล้มลงอย่างไม่เป็นท่า

ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" เคยถูกตรา-เป็น "บาป" ติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อย่างยาวนาน

เมื่อเกิดเหตุ "ทุจริต" ในโครงการอันเป็นมงคล ที่ชุมชนพอเพียง ชื่อ "กอร์ปศักดิ์" เพื่อนรัก-คนใกล้ชิด "อภิสิทธิ์" ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นปมปัญหา และยังพัวพันไปถึง "สุมิท-คอนเน็กชั่น" ที่เหนือชั้นไม่ธรรมดายิ่งทำให้โครงการ "พอเพียง" มัวหมอง

ไม่แน่ว่า ประสบการณ์แห่งพงศาวดารอุบัติเหตุทางการเมืองในอดีต อาจยังคง ตามหลอนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป จนกว่าเงื่อนปมแห่ง "ผลประโยชน์ทับซ้อน"จะถูกสะสาง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4132

Sunday, August 16, 2009

ทุจริต พอเพียง กอร์ปศักดิ์-รัฐบาล"ติดเชื้อ" สัญญาณปรับ ครม.

ทุจริต พอเพียง กอร์ปศักดิ์-รัฐบาล"ติดเชื้อ" สัญญาณปรับ ครม.

อย่าคิดตื้นๆ ว่า หาก "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) แสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ลาออก" จากตำแหน่ง จริงตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์

เรื่องทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

เพราะการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เป็นเพียงแค่ "สปิริต" ไม่ใช่เกิดจากการกระทำ "ความผิด"

หากแต่โครงการชุมชนพอเพียง ได้เกิด "ผลแห่งการทุจริต" ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว

การลาออกของ "สุมิท" จะเท่ากับกลายเป็น "แรงบีบอัด" ที่ซัดเข้าใส่ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" อย่างมากมายทวีคูณ

เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่กำกับดูแลโครงการชุมชนพอเพียง

เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมชนพอเพียง

เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นคณะอนุกรรมการอำนาจการโครงการชุมชนพอเพียง ที่เซ็นคำสั่งตั้ง "ตัวเอง" เลขที่ 1/2552 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552

ภาพชัดเจนว่า "อำนาจหน้าที่" ของรองนายกฯกอร์ปศักดิ์ จะทำตั้งแต่ "ภาคนโยบาย" ลงมาถึง "ภาคปฏิบัติ"

เพราะหากดูตามเอกสารลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการโครงการชุมชนพอเพียง มีการเขียนอำนาจหน้าที่ไว้หลายข้อที่สำคัญ

เป็นอำนาจหน้าที่ของ "ระดับปฏิบัติ" อาทิ

ข้อ 3 ประสานงานและกลั่นกรองและอนุมัติการจัดสรรงบประมาณ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโครงการให้รับทราบ

ข้อ 4 กำกับดูแล และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนแทนคณะกรรมการ

จริง อยู่ ในทางปฏิบัติทั้ง "กอร์ปศักดิ์" และ "สุมิท" จะพยายามเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของ สพช.หลายคน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นัยหนึ่ง เพื่อกันตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โปร่งใส ไม่มีนอกมีใน

แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ "ภาพลักษณ์" ของทั้งหน่วยงานและตัวบุคคล ที่ถูกลาก ถูกโยง เข้ามาเกี่ยวพัน ถูกกันออกจากคำว่า "ทุจริต" ได้เลย

และยิ่งสาวลึก ยิ่งเห็นไส้ เห็นพุง

โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ "บริษัทเอกชน" ที่รับผิดชอบนำสินค้าไปขายให้ชุมชนในลักษณะ "แพงเกินจริง"

ถามว่า คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้จัก "ผู้บริหาร" ในบริษัทเอกชนรายดังกล่าวหรือไม่..?

คงต้องบอกว่า "รู้"

เพราะ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน บริษัทดังกล่าวเคยถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์นั่งเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อบัลลาสต์ ประหยัดไฟที่แพงเกินจริงมาแล้ว

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 สมัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงาน มี บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นเลขานุการ รมว.พลังงาน ซึ่งเป็นโครงการที่นำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีการจัดเก็บจำนวน 4 สตางค์ต่อลิตร ที่ประชาชนเติมน้ำมันมาใช้

มูลค่าโครงการครั้งนั้นราว 1,500 ล้านบาท

แต่ปรากฏว่า โครงการดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับโครงการชุมชนพอเพียง คือ "ราคาที่แพงเกินจริง-ของไม่มีคุณภาพ"

เมื่อมีการร้องเรียนจากประชาชน กระทรวงจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพื่อหาคนผิด

แต่สุดท้ายคนที่รับผิดชอบคือ "ข้าราชการ"

ส่วน "บริษัท" ก็ลอยตัว เพราะมี "ผู้ใหญ่" ในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งรับหน้าที่ "เคลียร์ใจ" ในทางการเมืองกับ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ให้

ความสัมพันธ์ครั้งนั้น...ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้

จับอาการของคนในพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่า "หวาดหวั่น" ว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ ส.ป.ก.4-01 ที่เป็น "ตราบาป" มาจนถึงวันนี้

โดย เฉพาะ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดชัดว่าโครงการดังกล่าวได้เกิดการทุจริตขึ้นแล้ว ที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นชื่อ "พระราชทาน"

พร้อมประกาศไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคประชาธิปัตย์จะปกป้องคนผิด แม้จะเป็นคนในพรรคเดียวกัน

ดูเหมือนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากจะต้องหาตัวคนผิด "ตัวจริง" มาลงโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังอาจต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย

เวลานี้เริ่มมีเสียงออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงอนาคตของ "กอร์ปศักดิ์" ในตำแหน่งรองนายกฯ ดังขึ้นมาเรื่อยๆ

เป็นไปได้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจจะมาเร็วกว่าที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ประกาศไว้ว่าจะไม่ปรับ ครม.จนกว่าจะสิ้นปี 2552

โดย จะอาศัยเหตุการณ์ที่รุมเร้าทางการเมืองหลายๆ เรื่อง ทั้งคดีเขาพระวิหาร ที่ ป.ป.ช.เตรียมจะสรุปในอีก 1-2 เดือนนี้ หรือคดี 44 ส.ส.ถือหุ้น เป็นโจทย์ในการปรับ ครม.ไปพร้อมๆ กันเลย

"กอร์ปศักดิ์" อาจเป็นโจทก์หนึ่ง แต่คงไม่ถึงขั้นกับ "ปรับออก" จากตำแหน่ง เพราะถ้าทำเช่นนั้น เท่ากับยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น

อาจแค่ "ปรับเปลี่ยน" ไปอยู่ในตำแหน่งอื่นเท่านั้น

มติชนรายวัน วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11482

Saturday, August 8, 2009

ทุจริตชุมชนพอเพียงลามทั่วประเทศ

ทุจริตชุมชนพอเพียงลามทั่วประเทศ

ข้อมูลทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงปูดอีกหลายพื้นที่ เผย 3 บริษัทขายอุปกรณ์พลังงานทดแทนเจ้าปัญหา โผล่ชักจูงชาวบ้านที่จังหวัดน่าน ขณะที่อำนาจเจริญแฉข้าราชการ-ลูกน้องนักการเมืองใหญ่มีเอี่ยว ด้าน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ป้อง "กอร์ปศักดิ์" พร้อมส่งเรื่องให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางเงินบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอำนาจเจริญ ว่า มีขบวนการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยรูปแบบ คือ มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทเอกชนติดต่อกับคนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นนายหน้าช่วยขายเครื่องผลิตปุ๋ยให้กับชุมชนต่างๆ ที่ต้องการของบประมาณจากโครงการชุมชนพอเพียง โดยอ้างว่าหากซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าว จะได้รับอนุมัติโครงการอย่างรวดเร็ว ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด รวมทั้งมีข้าราชการท้องถิ่นคอยเรียกเก็บค่าหัวคิวโครงการ และล่าสุด มีผู้อ้างตัวเป็นลูกน้องนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสาน คอยชักส่วนแบ่งจากบรรดานายหน้าด้วย

ชาวบ้านท่ายางชุม หมู่ 8 ต.หัวตะพาน อ.หัวตะพาน เล่าว่า ชุมชนได้ตกลงกันขอทำโครงการจุดผลิตปุ๋ยชีวภาพในชุมชน แต่เมื่อส่งเรื่องไปยังหน่วยงานท้องถิ่นปรากฏว่าต้องนำกลับมาแก้ไขหลายครั้ง และเจ้าหน้าที่ยังแสดงอาการไม่พอใจ โดยเมื่อสอบถามชุมชนอื่น ซึ่งตกลงซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยคนละบริษัทกัน กลับพบว่าเอกสารผ่านอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เครื่องผลิตปุ๋ยมีการผลิตจากโรงงานในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดใกล้เคียงหลายแห่ง ทำให้มีการแข่งขันกันเสนอราคาให้กับชุมชน และยังมีการเสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากขบวนการเบิกจ่ายเงินไม่ได้อยู่ที่ชุมชน แต่อยู่ที่ส่วนราชการ

แหล่งข่าวในพื้นที่ กล่าวว่า ชุมชนได้ของบประมาณซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยตามกรอบวงเงิน 2 แสนบาท โดยพ่อค้าที่มาติดต่อบอกว่าราคาเครื่องจริงๆ อยู่ที่ 1.5 แสนบาท ดังนั้น จะคืนเงินให้กับชุมชน 5 หมื่นบาท แต่เมื่อถึงเวลาปรากฏว่าคืนเงินเพียงไม่กี่พันบาท โดยพ่อค้าอ้างว่าจะต้องจ่ายส่วนแบ่งให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า รวมทั้งกรรมการชุมชนบางคน รวมแล้วเครื่องละ 3-4 หมื่นบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการที่พ่อค้าออกใบเสร็จและที่เป็นใบส่งของให้กับชุมชน ประกอบด้วย

1.จานปั้นเม็ดขนาด 1.50 เมตร ราคา 6.5 หมื่นบาท
2.เครื่องบดวัตถุดิบมอเตอร์ 3 แรง ราคา 3.7 หมื่นบาท
3.เครื่องผสมวัตถุดิบมอเตอร์ 5 แรง 4.5 หมื่นบาท
4.เครื่องพ่นจุลินทรีย์แบบอัตโนมัติ 1.5 หมื่นบาท
5.จักรเย็บกระสอบ ราคา 1.15 หมื่นบาท
6.ถังหมักจุลินทรีย์ขนาด 200 ลิตร 1,000 บาท
7.พลั่วพร้อมรถเข็น 3,500 บาท 8. ถาดรอง 1,500 บาท
และอื่นๆ รวมกันเป็นเงิน 2 แสนบาท

บริษัทเจ้าปัญหาบุกเมืองน่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดน่าน ว่า จังหวัดน่านมีการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงในลักษณะใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้น ในเขตกรุงเทพฯ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ชุมชนในอำเภอเมืองน่านได้เสนอโครงการซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ตลอดจนเครื่องผลิตน้ำหยอดเหรียญ และแผงโซลาร์เซลล์ จากบริษัทเดียวกันกับที่เป็นข่าวในกรุงเทพฯ

จากการตรวจสอบพบว่า ใน อ.เมืองน่าน มีหมู่บ้านที่นำเสนอโครงการเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพไม่ต่ำกว่า 10-20 หมู่บ้าน อาทิเช่น

1.บ้านผาขวาง ม.4 ต.บ่อ อ.เมืองน่าน 2.บ้านฟ้าใหม่ ม.9 ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน 3.บ้านนาท่อเด่น ม.4 ต.ถืมตอง อ.เมืองน่าน 4.บ้านกิ่งป่าห้า ม.5 ต.ถืมตอง อ.เมืองน่าน 5.บ้านศรีนาป่าน ม.1 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 6.บ้านดอนเฟือง ม.2 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 7.บ้านเรือง ม.3 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 8.บ้านนางาม ม.5 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 9.บ้านนาซาว ม.1 ต.นาซาว อ.เมืองน่าน 10.บ้านก๊อด ม.4 ต.นาซาว อ.เมืองน่าน 11.บ้านดู่เหนือ ม.1 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 12.บ้านเชียงราย ม.8 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 13.บ้านคอวัง ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 14.บ้านดู่เหนือพัฒนา ม.13 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 15.บ้านดอนมูลพัฒนา ม.13 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 16.บ้านธงใหม่พัฒนา ม.14 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 17.บ้านธงหลวง ม.1 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน 18.บ้านครกใหม่ ม.4 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน 19.บ้านดอนเจริญ ม.6 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหมู่บ้านใน ต.สวก ต.สะเนียบ ของ อ.เมืองน่าน อีก 4-5 แห่ง ทั้งนี้ ทุกชุมชนได้ทำโครงการจัดซื้อจากบริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี จำกัด

ชาวบ้านแฉขบวนการล็อบบี้

นายปรีชา ผาแก้ว ผู้ใหญ่บ้านผาขวาง ม.4 ต.บ่อ อ.เมืองน่าน จ.น่าน และประธานโครงการชุมชนพอเพียงบ้านผาขวาง ให้ข้อมูลว่า มีเอกชนนำข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ มาพร้อมหนังสือจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งแนบมากับแบบฟอร์มของโครงการชุมชนพอเพียง ให้ชุมชนดำเนินการจัดซื้อ ตามงบประมาณ 2.5 แสนบาท แต่สุดท้ายชุมชนปฏิเสธ

ผู้นำชุมชนรายหนึ่งใน อ.เมืองน่าน บอกว่า เชื่อว่ามีขบวนการพยายามหาผลประโยชน์จากโครงการ ซึ่งเห็นได้จากมีการนำเสนอโบรชัวร์มาพร้อมกับใบจัดซื้อจัดจ้างและใบโครงการ ตามแบบที่ทางการกำหนด และยังมีการโน้มน้าวให้ชาวบ้านขอโครงการตามที่กำหนดด้วย โดยอ้างว่าหากซื้อสินค้าดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน

สำหรับโบรชัวร์ที่แจกจ่ายให้กับชุมชนต่างๆ ในจังหวัดน่าน ได้แก่

1.โคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ Solarbank ราคา 5 หมื่นบาท ของบริษัท เอนเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด (EPT)
2.เครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ GAS มี 3 ราคา 2 แสนบาท 2.5 แสนบาท และ 2.99 แสนบาท ยี่ห้อ Cartel ของบริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี จำกัด
3.ระบบผลิตไบโอดีเซลรุ่น ECO-Premium ราคา 3 แสน และ 4.5 แสนบาท ยี่ห้อ EASY LINE ของบริษัท ฮีซี่ ไลน์ จำกัด
4.เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ รุ่น W-50F1 ราคา 2.5 แสนบาท แถมพัดลมไอน้ำ Cool Bank ฟรี 1 ชุด
5.เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ รุ่น W-50F2 ราคา 3 แสนบาท แถมเครื่องทำลมเย็น 2 ชุด ซึ่งเป็นของบริษัท เอนเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด
6.เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูง ขนาด 70 กก. ราคา 1 แสนบาท
7.ตู้เก็บความเย็น Cool Bank เพื่อเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตร เป็นของบริษัท เอนเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด เช่นกัน

ส.ส.ปชป.ออกโรงอุ้ม "กอร์ปศักดิ์"

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีทุจริตโครงเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (โครงการชุมชนพอเพียง) ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า โครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อกระจายอำนาจสู่ชุมชน จึงเป็นเรื่องของชุมชนดำเนินการ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการตรวจรับโครงการ ก็เป็นหน้าที่ของชุมชน

"กรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งที่ชุมชนวัดไผ่ตัน เขตพญาไท และแฟลตทหารบก เขตสามเสน โครงการจัดซื้อตู้น้ำดื่มพลังแสงอาทิตย์ และเสาไฟฟ้า เกิดจากความไม่เข้าใจของประชาชนเอง จึงไม่เกี่ยวกับ นายกอร์ปศักดิ์ (สภาวสุ)"

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า นายกอร์ปศักดิ์ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอ เพราะตามโครงสร้างแล้ว เป็นเรื่องของชุมชนที่ต้องรับผิดชอบกันเอง ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกอร์ปศักดิ์ด้วย พร้อมทั้งปฏิเสธว่าการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นการตัดตอน เพื่อไม่ให้โยงมาถึงรัฐบาล

ส่งเรื่อง ปปง.สอบเส้นทางเงินเอกชน

นอกจากนี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด ยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ รวมทั้งประสานไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อสั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าที่นำเสนอให้ ชุมชน

"อยากเรียกร้องให้ฝ่ายค้านช่วยค้นหาผู้ที่เข้า ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการหลอกลวงประชาชน หรือข่มขู่ให้เซ็นรับของ โดยอ้างว่าถ้าไม่ทำครั้งต่อไปอาจจะไม่ได้รับงบประมาณ ออกมาให้ได้รับทราบ เพื่อจะได้ช่วยกันหาตัวคนผิด"

พท.นำชาวบ้านแจ้งความ


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่พรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ถอดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารโครงการชุมชนพอเพียงอีก 2 คนออกจากตำแหน่งในโครงการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบทุจริต ขณะนี้ ยังไม่มีการตอบรับใดๆ จึงเกรงว่าจะมีความพยายามตัดตอน ปกปิดหลักฐาน

"จากข่าวที่ระบุว่า มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง 3 คน ที่ลงไปตรวจสอบในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า เป็นไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่ เหตุใดจึงสั่งให้ยุติการทำงาน หรือเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้องกับตัวเอง"

นอกจากนี้ ข่าวที่ระบุว่า มีผู้บริหารในโครงการชุมชนพอเพียง แจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คน ตนได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า ผู้บริหารคนดังกล่าวเพียงนำหลักฐานไปปรึกษากับตำรวจเท่านั้น ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า เป็นข่าวที่ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องการทุจริตหรือไม่

ด้านนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตที่ออกมามากมายขณะนี้ ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐไปข่มขู่ผู้ที่ให้ข้อมูลจากชุมชนต่างๆ ซึ่งในวันที่ 9 ส.ค. (วันนี้) จะนำผู้ที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ลาดพร้าว เพื่อลงบันทึกประจำวัน ป้องกันการถูกข่มขู่ รวมทั้งแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าท้ายที่สุด จะถูกใส่ร้ายว่ามีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

บุญจง ยังภท.ไม่เกี่ยวทุจริต


ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึง การตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียงของรัฐบาล ว่า โครงการนี้มีจุดประสงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และถ้าพบการทุจริตก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องตรวจสอบความไม่ถูกต้อง

ส่วนกรณีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะหาผลประโยชน์ในโครงการดังกล่าว โดยการโน้มน้าวชาวบ้านให้ซื้อสินค้าของบริษัทเอกชนที่เสนอผลประโยชน์ให้นั้น ตนเชื่อว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแต่มีไม่มาก ดังนั้น นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ต้องเข้าไปดูโครงการนี้

"ผมยืนยันว่า ไม่มีคนของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการนี้แน่นอน เพราะถ้ามี ส.ส.ในพื้นที่ต้องรายงานกลับมา และถ้าโครงการนี้พบว่ามีการทุจริตต้องมีการรับผิดชอบ"

กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Saturday, July 18, 2009

ตู้น้ำชุมชนพอเพียงใช้ไม่ถึง 2 เดือนแผงโซล่าร์เซลล์เจ๊ง

แฉตู้น้ำชุมชนพอเพียงใช้ไม่ถึง 2 เดือนแผงโซล่าร์เซลล์เจ๊ง "มาร์ค" สั่ง "กอร์ปศักดิ์" จัดการ

ชุมชนแฉตู้น้ำโครงการพอเพียงเจ๊งไม่ถึง 2เดือน คาดต่อวงจรแผงโซลาร์เซลล์ผิดต้องใช้ไฟบ้านแก้ขัด ชาวบ้านไม่กล้าใช้เตาเผาขยะ เผยบริการหลังการขายสุดแย่ อีกชุมชนป้ายข้างตู้ระบุยี่ห้อผู้ผลิตผิดชื่อ "มาร์ค" รับจนท.ยัดเยียดโครงการสั่ ง"กอร์ปศักดิ์" จัดการ

จากกรณีที่นายขันติ ปานขลิบ ผู้จัดการ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่เข้ามารับสินค้าตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสง อาทิตย์จากบริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปจำหน่ายให้ชุมชนในโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ออกมารับประกันว่า สินค้ามีคุณภาพ และมีราคาที่เหมาะสม เบื้องต้นได้จำหน่ายสินค้าไปให้กับหลายชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) อาทิ ชุมชนเปรมประชา และชุมชนร่วมใจรักในเขตดอนเมือง เป็นต้น สินค้าที่ขายไป มี 2 รุ่น คือ รุ่น w-50f2 ราคาเครื่องละ 280,373.83 บาท บวกแว็ต 7% รวมเป็นราคา 300,000 บาท ส่วนอีกรุ่นหนึ่งคือ w-50f1 ราคาเครื่องละ 233,644.88 บาท บวกแว็ต 7% รวมเป็นราคา 250,000 บาท

ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลในชุมชนเปรมประชา แขวงทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง เพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าว จากการเปิดเผยของ พล.อ.ต.สมพงษ์ แม้นสงวน ประธานชุมชนเปรมประชา ระบุว่า ชุมชนแห่งนี้ได้ใช้สิทธิจัดซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญตามโครงการชุมชนพอเพียงของ รัฐบาลจริง เป็นจำนวน 2 ตู้ วงเงินตู้ละ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการประชุมหารือร่วมกันของคนในชุมชนว่าต้องการเลือกซื้อสินค้า อะไร หลังจากได้รับแจ้งข้อมูลจากทางเขตดอนเมืองว่าชุนชนมีสิทธิได้รับเงินจาก โครงการฯจำนวน 6 แสนบาท ภายหลังจากทราบเรื่องงบฯไม่นานนัก ทางเขตได้จัดส่งเอกสารแสดงรายการสิ่งของ 4-5 รายการมาให้ชุมชนเลือกด้วย ได้แก่ ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องปั่นไฟ เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูง เป็นต้น ภายหลังจากชุมชนได้ประชุมกันแล้วมีมติว่าจะเลือกซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญ 2 เครื่องดังกล่าว ส่วนเงินที่เหลืออีก 1 แสนบาท ทีแรกไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดี แต่เนื่องจากเสียดายสิทธิส่วนนี้ เลยตัดสินใจซื้อเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน จากนั้นชุมชนได้แจ้งเรื่องไปยังเขตให้ทราบ

พล.อ.ต.สมพงษ์กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการจัดซื้อสินค้า ยอมรับกันตามตรงว่า ทางชุมชน ไม่ได้มีส่วนรวมอะไรมาก ผู้ที่รับผิดชอบจัดการมาให้หมด เพราะภายหลังจากแจ้งเรื่องไปที่เขต ไม่นานนักก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทเอกชนเพื่อนัดวันนำสินค้ามาติดตั้ง ชุมชนตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจรับสิ่งของอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ชุมชนได้ตู้น้ำหยอดเหรียญมาใช้ ผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน ตู้น้ำดังกล่าวเกิดปัญหาขึ้น แผงโซลาร์เซลล์ไม่สามารถปล่อยไฟเข้าตู้ได้ตามปกติ เข้าใจว่าอาจเกิดปัญหาการต่อแผงวงจรผิด ทำให้ต้องแก้ไขปัญหาด้วยการต่อไฟฟ้าบ้านปกติมาใช้แทน ตอนนี้เลยต้องหมุนเวียนกันใช้ทีละตู้เพื่อประหยัดไฟฟ้า

"สิ่งที่ผมไม่ชอบเอามากๆ กับตู้น้ำหยอดเหรียญ คือเรื่องบริการหลังการขายที่ไม่ค่อยดี เวลาเครื่องมีปัญหาโทร.ไปแจ้งบริษัท ก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้ามาดูให้ มันดูไม่ดีเลย ขนาดตัวแบตเตอรี่ ตอนแรกที่เอาของมาส่งเรา เขาไม่มีกล่องปกปิดอะไรให้เลย มาวางไว้เฉยๆ ผมต้องไปหักคออยู่นานกว่าจะได้มา" พล.อ.ต.สมพงษ์กล่าว

พล.อ.ต.สมพงษ์กล่าวด้วยว่า ส่วนเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงที่ซื้อมา ก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะขึ้นชื่อว่าเตาเผาขยะ ทุกคนกลัวว่าจะมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องกลิ่น แม้ว่าตอนที่ซื้อจะได้รับการันตีว่า มีประสิทธิภาพสูงเผาขยะไม่มีควัน แต่เป็นไอน้ำ แต่ไม่มีใครไว้ใจ กว่าจะหาที่ตั้งได้ก็ลำบาก แถมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีใครมาใช้งาน เนื่องจากทุกวันนี้ ทางเขตมีรถมาเก็บขยะอยู่แล้ว หลังจากผู้ขายทดลองเผาให้ชาวบ้านและนักศึกษาที่มาดูงาน 2 ครั้ง จากนั้นก็ไม่เคยได้ใช้งานอีกเลย

ต่อมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนร่วมใจรัก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน และถูกระบุว่าเป็นชุมชนที่เลือกซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญพลังแสงอาทิตย์ จากบริษัท เอ็นเนอร์ยีโปรฯ จากการสอบถามข้อมูลจากคนในชุมชน ทราบว่า ชุมชนแห่งนี้ซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญมาใช้ 2 ตู้ สังเกตพบว่า ตู้น้ำหยอดเหรียญของทั้งสองชุมชน มีรูปแบบเหมือนกันอย่างมาก น่าจะสั่งซื้อมาจากแหล่งเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้างตู้ กลับมีป้ายระบุบริษัท วอเทอร์ เน็ท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิต ไม่ได้ระบุชื่อของบริษัท บีเอ็นบีฯตามที่เจ้าของบริษัท เอ็นเนอร์ยีโปรฯเคยอ้างว่ารับสินค้ามาจากบริษัท บีเอ็นบีฯแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบตู้น้ำหยอดเหรียญของบริษัท เอ็นเนอร์ยีฯ ที่จำหน่ายให้ชุมชนทั้งสองแห่ง คือ รุ่น w-50f2 และรุ่น w-50f1 พบว่า มีคุณสมบัติเครื่องเหมือนกันทุกประการ ส่วนราคาที่แตกต่างกันมีเพียงอย่างเดียวคือ ราคาพัดลมไอน้ำรุ่น s-22 ซึ่งในรุ่น w-50f2 คิดยูนิตละ 40,000 บาท รวม 2 ยูนิต 80,000 บาท ขณะที่ w-50f1 คิดยูนิตเดียวคือ 40,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ทั้งสองชุมชนไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาได้เต็มประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดให้งบฯชุมชนไป ส่งเสริมทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนให้เพิ่มมากขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับฐานรากชุมชน อีกทั้งไม่อาจตอบสนองตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการที่กำหนดว่า 1.ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมคิด-ร่วมทำ ร่วมพัฒนา 2.ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เวลา 16.30 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงการสะท้อนของสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคอีสานในการ สัมมนาผู้นำชุมชนและท้องถิ่น ที่สะท้อนปัญหาโครงการชุมชนพอเพียงว่า อยากแยก 2 ส่วน คือ 1.มีเรื่องซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลย คือ แทนที่จะให้ประชาคมชาวบ้านคิดเอง แต่หลายพื้นที่มีเจ้าหน้าที่หรือใครก็แล้วแต่ ไปยัดเยียดโครงการให้ ได้บอกไปยังนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯที่ดูแลแล้ว ซึ่งก็ไม่ยอม และบอกว่าต้องเป็นเรื่องความต้องการชุมชน และ 2.เป็นเรื่องที่ลำบากเล็กน้อย เพราะบางทีโครงการที่ชุมชนต้องการไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงนัก แต่อย่างโครงการเรื่องปุ๋ยถือว่าสอดคล้อง แต่อย่างการซื้อโต๊ะเก้าอี้ มีโครงการแบบนี้เยอะแล้ว อยากให้ไปใช้ส่วนอื่น เพราะโครงการชุมชนพอเพียงนี้อยากได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ

ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกอร์ปศักดิ์กำลังพยายามกลบเกลื่อนความผิดที่เกิดขึ้น แล้วโยนความรับผิดชอบไปยังชุมชนและข้าราชการระดับล่างถือว่าไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ยังพบอีกว่าโครงการในบางจังหวัดมีลักษณะโครงการเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน ถือว่าผิดปกติมาก จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีใครช่วยเขียนโครงการ แล้วอนุมัติในลักษณะอัฐยายซื้อขนมยาย

"นายกอร์ปศักดิ์แสดงความไม่รู้กฎหมาย โดยการเข้าไปเสนอให้ชุมชนกำหนดราคากลางในการดำเนินโครงการ ถือว่าขัดหลักการโครงการ ในร่างโครงการได้มีการแนบหนังสือ เพื่อให้ประธานชุมชนลงนามท้ายหนังสือ ในลักษณะการยินยอมทุกอย่าง ถือว่าผิดปกติ ถ้าหากประธานชุมชนไม่อ่านรายละเอียด ก็จะเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลในการสมยอมให้กำหนดราคากลางในโครงการ จึงอยากเตือนประชาชนว่าไม่ควรให้ใครหลอกลวงซ้ำสอง และไม่ควรเซ็นเอกสารใดๆ หากใครทราบข้อมูลการทุจริตโครงการ สามารถส่งข้อมูลมาที่พรรคเพื่อไทยได้" นายอนุดิษฐ์กล่าว

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247926389&grpid=01&catid=01