เปิดผลสอบชุดหมอบรรลุ น้ำขึ้นให้รีบตัก (ตอน 1)
หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี นำเอกสารรายงานผลการสอบสวนเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล "มติชน" จึงได้คัดย่อสาระสำคัญในรายงานมานำเสนอเป็นตอนต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้อ่านที่สนใจและติดตามในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
ผลการพิจารณา แยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สำนักงานปลัด สธ. 2.กรมการแพทย์
สำนักงานปลัด สธ. พบความผิดปกติ ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ
1.สิ่งก่อสร้าง
-การบริหารจัดการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่มีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ตามที่ควร และไม่มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ ที่จำเป็นเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามนโยบาย
ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ ปล่อยให้มีการดำเนินการตามอำเภอใจ ในลักษณะ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" หรือในลักษณะ "น้ำขึ้นให้รีบตัก" และมีการแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูงโดยมิชอบ
-ผลการจัดสรรเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบบริการทั้งในปัจจุบันและในอนาคต หลายแห่งได้รับงบประมาณเกินความจำเป็นในขณะที่หน่วยงานที่ขาดแคลนไม่ได้รับงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลทำให้เพิ่มปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา หลายแห่งจะได้อาคารที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นภาระแก่การบำรุงรักษา ขณะที่หลายแห่งไม่ได้รับอาคารที่จำเป็น
-ราคาสิ่งก่อสร้างที่กำหนดไว้ มีจำนวนมากที่สูงเกินความเป็นจริงไปมาก โดยน่าสงสัยว่าหน่วยงานและบุคคลที่มีหน้าที่ในการกำหนดราคา จะดำเนินการโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
-มีการแทรกแซงการดำเนินการโดยผู้มีอำนาจ ดังกรณีตัวอย่างใน จ.ราชบุรี
-ความบกพร่อง ผิดพลาดที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากการขาดความรู้ความสามารถ การขาดความเอาใจใส่ เจตนาปล่อยปละละเลย เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทั้งในการดึงงบประมาณลงพื้นที่ และการตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร
-มีผู้สมควรต้องรับผิดชอบกับความบกพร่อง ผิดพลาดและการดำเนินการที่ไม่สุจริต เปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ ดังนี้ อดีตปลัด สธ. (นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์) อดีตรองปลัด สธ. (พญ.ศิริพร กัญชนะ) ได้รับมอบหมายโดยตรงให้รับผิดชอบโครงการ ปลัด สธ. (นพ.ไพจิตร์ วราชิต) รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) สมัยเป็นรองปลัด สธ. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ. ผอ.กองแบบแผน สำนักงานปลัด สธ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำหนดราคากลาง และกำหนดราคากลางที่สูงเกินสมควรมาก ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบโครงการก่อนเสนอผู้มีอำนาจลงนามถึงสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายมานิต นพอมรบดี) ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการดำเนินงานและโยกย้ายข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความผิดพลาด
2.ครุภัณฑ์การแพทย์ มี 12 รายการ ได้แก่
-เครื่องตรวจสารชีวเคมีในเลือด(Automate Blood Chemistry) และเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ เป็นครุภัณฑ์การแพทย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ จะนำเครื่องมือไปติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า แต่มีบริษัทไปติดต่อโรงพยาบาลต่างๆ ให้ทำคำของบประมาณโดยส่งสเปคให้ และบางโรงพยาบาลถูกเร่งรัดข่มขู่ให้จัดทำคำขอ บริษัทดังกล่าวคือบริษัท Imed มีผู้ถือหุ้นรายหนึ่งคือ นพ.เศรษฐพันธ์ อัตถากรวัฒน์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ.ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำคำของบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ทั้งหมดกว่า 7,000 รายการ
-เครื่องช่วยหายใจมีการจัดสรรเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ และไม่ตรงกับความต้องการ เช่น รพ.ป่าโมก รพ.โพธิ์ทอง รพ.ไชโย และ รพ.แสวงหา จ.อ่างทอง ไม่มีอายุรแพทย์ แต่ได้รับจัดสรรเครื่องช่วยหายใจชนิดวัดความจุปอดได้ ส่วน รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพราะไฟฟ้าดับบ่อย แต่ไม่ได้ กลับได้เครื่องช่วยหายใจแบบหย่าเครื่องอัตโนมัติแทน รพ.สกลนคร ต้องการเครื่องช่วยหายใจชนิดธรรมดา 6 เครื่อง แต่กลับได้ชนิดวัดความจุปอด 3 เครื่อง ทำให้เปิดไอซียูเพิ่มอีก 6 เตียงไม่ได้
-เครื่องดมยาสลบมีการจัดสรรเครื่องที่มีระบบการทำงานสูงเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ เช่น รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย รพ.สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา จ.ยะลา รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก รพ.หลังสวน จ.ชุมพร, รพ.พาน จ.เชียงราย ได้รับจัดสรรเครื่องแบบมีระบบวัดความลึกของการสลบ (BIS Monitor) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็น แต่ทำให้ราคาแพงเกินเหตุ บางโรงพยาบาล เช่น รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี รพ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับเครื่องดมยาสลบแบบมีเครื่องบันทึกการใช้ยาของวิสัญญีแพทย์ (Electronic Charting) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นและทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ
-เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจกลาง(Central Monitor) มีการจัดทำคำของบประมาณในราคาแพงเกินสมควร และแตกต่างกันมาก 3-10 ล้านบาท และมีการระบุข้อความที่เข้าข่ายเป็นการล็อคสเปคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทที่ครองตลาดอยู่เดิม คือข้อความว่าต้อง "เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้"
-เครื่องเอ็กซเรย์เต้านม(Mammogram) มีการจัดสรรเครื่องแบบดิจิตอล ในราคาแตกต่างกันมาก 17-28 ล้านบาท เครื่องแบบดังกล่าวราคาแพงกว่าแบบฟิล์ม 3-5.6 เท่า โดยที่คณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐมีคำแนะนำว่าเครื่องทั้ง 2 แบบ ให้ผลลัพธ์การทำงานไม่แตกต่างกัน เพราะแบบดิจิตอลที่มีราคาแพงมาก ไม่มีผลต่อการลดอัตราตายจากโรคมะเร็งเต้านม
-เครื่องสลายนิ่วไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ
-เครื่องพ่นยุงติดรถยนต์มีการเขียนโครงการจัดซื้อในลักษณะเร่งรัดผิดสังเกต โดยกำหนดสเปคที่อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ และตั้งราคาสูงเกินสมควร บริษัทจำหน่ายเครื่องเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ รมช.สธ.
-เครื่องทำลายเชื้อด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด (ยูวี-แฟน) มีการจัดสรรให้ รพ.ชุมชนแห่งละ 1 เครื่อง รวม 800 เครื่อง ในราคาสูงเกินสมควร มีผู้เกี่ยวข้องในการสั่งการมาก
-รถปิคอัพดับเบิลแค็บ 320 คันราคาแพงเกินสมควร คันละ 1.72 แสนบาท และรถปิคอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อีก 42 คัน ซึ่งแพงเกินสมควรคันละ 1 แสนบาท รวมมูลค่าที่แพงเกินสมควร 59.24 ล้านบาท
-รถพยาบาลมีความพยายาม "ฮั้ว" ซึ่งหากฮั้วสำเร็จจะทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณคันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน มูลค่า 80 ล้านบาท โดยอาจมีการลดคุณภาพอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ประจำรถ ซึ่งเป็นการไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย
-ยูนิตทำฟัน 400 เครื่องจากสถาบันพระบรมราชชนก ราคายูนิตละ 6 แสนบาท เทียบกับที่จัดสรรให้สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ยูนิตละ 415,000 บาท จึงแพงกว่ายูนิตละ 185,000 บาท รวมแพงเกินสมควร 74 ล้านบาท
ครุภัณฑ์ทั้ง 12 รายการ หากมีการทบทวนจะประหยัดงบประมาณได้ 719.74 ล้านบาท และป้องกันการสูญเสียในอนาคตได้ 645-1,308 ล้านบาท
3.รถพยาบาล
-มีการเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ในโครงการไทยเข้มแข็งจริง
-น่าเชื่อว่ามีการไปร่วมกินอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารไดแนสตี้ในโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 จริง โดยผู้ร่วมกินอาหาร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรถพยาบาลรายใหญ่ในประเทศไทย ทั้ง 2 ราย (บริษัท พูลภัณฑ์พัฒนา จำกัด 2 คน และบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด 2 คน) นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ที่ปรึกษา รมช.สธ. นายมานิต นพอมรบดี รมช. และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สธ.
-น่าเชื่อว่าในการกินอาหารในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว มีความพยายามในการเจรจาให้มีการฮั้วกันเรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลจริงด้วยเหตุผลดังนี้
1.แม้คำให้การของผู้บริหารระดับสูงของ สธ.จะเป็นเพียง "พยานบอกเล่า" แต่เนื้อหาสาระสำคัญตรงกันกับคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์จริงทุกประการ ทั้งเรื่องชื่อบริษัทรถที่มีการไปขอล็อคโควต้า ชื่อล็อบบี้ยิสต์ที่ทำหน้าที่เจรจา วิธีการฮั้ว จำนวนเงินผลประโยชน์ต่อคันที่ขอ และการแจ้งว่าถ้าไม่ร่วม "ฮั้ว" ก็จะไม่มีโอกาสได้งานนี้ เป็นต้น
2.นางศิริวรรณ ยอมรับว่าได้ไปพบปะ รมช.สธ.ในห้องอาหารดังกล่าว ในวันเวลาดังกล่าวจริง
3.นายมานิต ยอมรับว่าได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ในวัน-เวลา ตามข่าวจริง และได้พบกับนางศิริวรรณจริง แม้จะอ้างว่าไปพบเพื่อนเก่าชื่อนายวิจิตร และไม่ได้พบนายสุทธิชัย ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะอ้างว่านายวิจิตร ไปขอพบถึงหน้าห้อง แต่ไม่ได้ให้เข้าพบ และได้นัดพบตอนเย็นหลังเลิกงานแทน โดยที่นายมานิตย้ำว่า ปกติตนจะกลับพื้นที่ราชบุรีเป็นประจำทุกวัน เว้นเฉพาะเมื่อมีภารกิจจำเป็น เมื่อเพื่อนเก่ามาขอพบถึงหน้าห้องกลับไม่ให้เข้าพบ แต่นัดให้ไปพบตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ตนจะกลับราชบุรี การที่ต้องเดินทางไปที่โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าวเวลาหัวค่ำ ย่อมต้องเสียเวลามาก เพราะบริเวณนั้นรถติดมาก เมื่อไปพบก็อ้างว่าพบกันเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัย สำหรับนายสุทธิชัย นายมานิต รับว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพราะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคณะและแผนกเดียวกัน เมื่อเรียนจบยังมาทำงานด้วยกันและมีที่ทำการบริษัทอยู่สถานที่เดียวกัน เมื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งให้นายสุทธิชัยเป็นที่ปรึกษา แต่น่าแปลกที่มอบหมายงานทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งนายสุทธิชัยไม่มีความรู้ความชำนาญให้ทำ คือ เรื่องวัคซีนไข้สมองอักเสบ เจอี และเรื่องโรคชิคุนกุนยา
4.นายสุทธิชัย ยอมรับว่าสนิทสนมกับนายมานิต เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็มาตั้งบริษัทรับเหมาด้วยกัน และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เมื่อนายมานิตได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.สธ.โดยได้รับให้คำปรึกษาเรื่องโรคชิคุนกุนยา และเรื่องการก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีแผ่นดินไหวซึ่งตนเป็นวิศวกร แต่ไม่ระบุว่าที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นมีการพิจารณาเรื่องอาคารสำหรับบริเวณที่มีแผ่นดินไหวในประเทศไทยหรือไม่ นายสุทธิชัยยืนยันว่าตนไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 อย่างไรก็ดี
นายสุทธิชัยยอมรับว่าในวันดังกล่าว นายวิจิตรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ไปหาตนที่กระทรวงสาธารณสุข ช่วง 09.00-11.00 น. ได้พบตน แต่ไม่ได้พบนายมานิตโดยอ้างว่านายมานิตไม่อยู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของนายมานิต และนายสุทธิชัยยังยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนางศิริวรรณเลย ทั้งๆ ที่ห้องที่ปรึกษาที่ตนเข้าไปทำงานเป็นประจำกับห้องทำงานของนางศิริวรรณอยู่ใกล้ๆ กัน กรณีที่อ้างว่า ทีมงานของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย "เกาเหลา" กัน ก็ขัดต่อข้อเท็จจริงที่นางศิริวรรณได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการว่าตนได้ไปที่โรงแรมเซนทารา และเมื่อทราบว่ารัฐมนตรีช่วยกินอาหารอยู่ที่ภัตตาคารไดแนสตี้ยังได้ขึ้นไปพบและร่วมกินอาหารด้วย รวมทั้งเมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีการระบุชื่อย่อผู้เกี่ยวข้อง มีอักษร "ส" อยู่ด้วย นายสุทธิชัยก็เฉยๆ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า
คำให้การของนายสุทธิชัยมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะเรื่องนายวิจิตรกับนายมานิต และเรื่องที่ไม่รู้จักกับนางศิริวรรณ คณะกรรมการไม่แปลกใจที่นายสุทธิชัยจะให้การว่าไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 สอดคล้องกับคำให้การของนายมานิต ซึ่งก็ให้การว่าไม่พบนายสุทธิชัยในห้องอาหารที่ภัตตาคารไดแนสตี้มีข้อสังเกตว่าเมื่อคณะกรรมการได้เรียกนายสุทธิชัยมาให้ถ้อยคำครั้งแรก เพื่อให้ไม่มีเวลาซักซ้อมกับนายมานิต นายสุทธิชัยอ้างติดภารกิจในต่างจังหวัด และได้ขอไปให้ถ้อยคำในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2552 แทน ซึ่งเหตุผลความจำเป็นเรื่องติดภารกิจไปปลูกต้นไม้ น่าจะไม่ใช่เหตุผลสมควร
สรุปแล้ว คณะกรรมการเชื่อว่า มีความพยายามดำเนินการเพื่อให้มีการ "ฮั้ว" การจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจริง โดยมีการขอผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท ซึ่งตรงกับการขอปรับราคารถพยาบาลที่เคยจัดซื้อได้เดิมคันละ 1.7 ล้านบาท เป็นคันละ 1.8 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีเรื่องราวปรากฏเป็นข่าว ก็อาจมีการ "ฮั้ว" สำเร็จ และวงเงินผลประโยชน์ในรายการนี้ก็สูงถึง 80 ล้านบาท
4.เครื่องยูวี-แฟน
-การของบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรจากส่วนกลางจริง โดยไม่มีคำขอจากหน่วยงานผู้ใช้
-การจัดสรรงบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะราคาต่อหน่วยเพียง 40,000 บาท ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าครุภัณฑ์การแพทย์สำหรับบริการทุติยภูมิให้มีราคาตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ครุภัณฑ์ราคา 40,000 บาทโรงพยาบาลต่างๆ สามารถใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจัดซื้อได้เอง
-มีการเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจริง ที่ จ.สงขลา โดยจังหวัดสั่งการให้ดำเนินการ "ด่วนที่สุด" โดยใช้สเปคของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัดจริง ซึ่งสเปคดังกล่าวมีความบกพร่องและมีลักษณะเป็นการล็อคสเปคให้แก่สินค้าของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย
-มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้บรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟน เข้าในโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ดังนี้
1.นพ.สุชาติ ได้จัดทำเอกสาร "สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการของบประมาณเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตราไวโอเลต" หลังปรากฏเป็นข่าวครึกโครมแล้ว เอกสารดังกล่าวน่าเชื่อถือ เพราะ นพ.สุชาติได้ประชุมสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใน สบภ.และได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วก่อนเผยแพร่ สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
-นพ.กฤษดา มนูญวงษ์ ที่ปรึกษา รมว.สธ.เป็นผู้นำโครงการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนไปมอบให้ แต่ นพ.สุชาติแจ้งว่าจะบรรจุรายการดังกล่าวได้ต้องเป็นการสั่งการจากปลัด สธ.หรือรองปลัด สธ.ที่ได้รับมอบหมาย
-พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัด สธ. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง ได้สั่งการให้บรรจุรายการดังกล่าวเข้าโครงการไทยเข้มแข็ง ต่อมารายการดังกล่าวถูกตัดออก เพื่อนำยอดงบประมาณรายการนี้ไปจัดสรรให้โครงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของ จ.ระยอง พญ.ศิริพร ตรวจพบจึงได้สั่งการโดยตรงกับนางจุฑารัตน์ มากคงแก้ว เจ้าหน้าที่ใน สบภ. ให้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่
-นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ. ได้เป็นผู้ติดตามการบรรจุครุภัณฑ์รายการนี้กับ นพ.สุชาติ และเมื่อหัวหน้าฝ่ายแผนของ สบภ.คือนางศุภรดา รอดอาตม์ ได้ทักท้วงกับ นพ.สุชาติว่าผิดหลักเกณฑ์ นพ.สุชาติได้ต่อโทรศัพท์ให้คุยกับ นพ.ปราชญ์โดยตรง หลังจากพูดโทรศัพท์แล้วนางศุภรดาก็มิได้ทักท้วงเรื่องนี้อีก
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าสาระสำคัญตามที่ นพ.สุชาติสรุปเกี่ยวกับผู้สั่งการให้บรรจุยูวี-แฟนในโครงการไทยเข้มแข็งน่าจะเป็นความจริง ด้วยเหตุผลดังนี้
ก. นอกจากความน่าเชื่อถือในกระบวนการจัดทำเอกสารแล้วเอกสารของ นพ.สุชาติ สื่อมวลชนได้นำไปลงข่าวเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ย่อมกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลทั้งสามคือ นพ.กฤษดา มนูญวงษ์ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ และ พญ.ศิริพร กัญชนะ อย่างมาก แต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลออกมาปฏิเสธ หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง โดยเฉพาะ นพ.กฤษดา และ พญ.ศิริพร รับว่าไม่เคยสอบถามหรือต่อว่า นพ.สุชาติ ทั้งๆ ที่รู้จักกันดี รวมทั้งเมื่อคณะกรรมการสอบถามว่าจะให้มาให้ถ้อยคำต่อหน้า นพ.สุชาติ บุคคลทั้งสองก็ปฏิเสธ และรับว่าไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองใดๆ กับ นพ.สุชาติมาก่อน สำหรับ นพ.ปราชญ์ รับว่าเป็นผู้รับ นพ.สุชาติกลับเข้ารับราชการเอง และมอบให้ทำหน้าที่สำคัญคือ ผอ.สบภ. และรับว่าได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนางศุภรดา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมจริง
ข. พยานปากสำคัญคือ นางจุฑารัตน์ มากคงแก้ว ให้การยืนยันการสั่งการของ พญ.ศิริพรให้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งการสั่งการดังกล่าวเป็นการสั่งการล้วงลึกถึงตัวเจ้าหน้าที่ และเป็นการสั่งการข้ามสายงาน เพราะ พญ.ศิริพรไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สบภ. โดย พญ.ศิริพรรับว่าไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองใดๆ กับนางจุฑารัตน์มาก่อน นอกจากนี้ นางจิราภรณ์ สิงหเสนี เจ้าหน้าที่ใน สบภ.ก็ยืนยันว่า เป็นผู้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่ โดยต้องตัดรายการที่มียอดงบประมาณเท่ากันออกไป และเป็นการดำเนินการตามการสั่งการของนางศุภรดา รอดอาตม์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของตน
-นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ได้มีบันทึกข้อความ ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2550 ถึง ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ระบุชัดเจนว่า "รมว.สธ.มีนโยบายให้การบรรจุรายการครุภัณฑ์เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ในโครงการพัฒนาระบบบริการทุติยภูมิจำนวน 800 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 32,000,000 บาท ภายใต้ระบบปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" ประเด็นดังกล่าวนี้ คณะกรรมการได้สอบถามผู้เกี่ยวข้อง 5 คน และ รมว.สธ.และพิจารณาแล้วมีความเห็นสรุปได้ว่า รมว.สธ.น่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือเห็นชอบกับการบรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟนเข้าไปในโครงการไทยเข้มแข็งจริง
-นอกจากผลประโยชน์โดยมิชอบจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนแล้ว เฉพาะ นพ.ปราชญ์และ พญ.ศิริพร น่าจะมีเหตุจูงใจส่วนตน ดังนี้
1.นพ.ปราชญ์ได้มีนโยบายเร่งรัด หยุดยั้งวัณโรคโดยอ้างอย่างผิดหลักวิชา ว่า ประเทศไทยติดอันดับมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่สูงเป็นอันดับ 18 ใน 22 ประเทศในโลก และได้มอบให้สำนักตรวจราชการ สธ.จัดทำโครงการเร่งรัด หยุดยั้งวัณโรค โดย นพ.ปราชญ์ได้ไปบรรยายทางวิชาการด้วยตนเอง กำหนดให้รับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งผิดหลักวิชาการ และแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก เพราะจะทำให้มีการแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลมากขึ้น นโยบายดังกล่าวทำให้มีการจัดทำห้องแยกโรคตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศซึ่งมีระบบทำลายเชื้อด้วยรังสียูวี โดยราคาเครื่องมือดังกล่าวพร้อมค่าบำรุงรักษาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท และนโยบายดังกล่าว หลายจังหวัดได้นำไปอ้างเพื่อจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนอย่างมีเงื่อนงำ นโยบายดังกล่าวน่าเชื่อว่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงเป็นอันมาก ควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
การลงไปเร่งรัดงานวัณโรคของ นพ.ปราชญ์ เป็นเรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งเป็นโครงการใหญ่ มีความสำคัญมาก และเป็นเรื่องรับผิดชอบโดยตรงของปลัด สธ. แต่ นพ.ปราชญ์มิได้เอาใจใส่เท่าที่ควร ไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และหลักเกณฑ์การดำเนินการทั้งเรื่องแนวทางการจัดสรรและการกำหนดราคา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรองปลัดฝ่ายบริหาร คือ พญ.ศิริพร กัญชนะ ซึ่งก็ไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร นพ.ปราชญ์ อ้างว่ามีการประชุมติดตามเรื่องนี้ในที่ประชุมเช้าวันอังคาร ที่เรียกว่า Tuesday Breakfast Meeting เรียกย่อว่า TBM แต่ตรวจสอบจากรายงานการประชุม TBM แล้วมีการพิจารณาติดตามโครงการนี้น้อยมาก
-นพ.ปราชญ์ และ พญ.ศิริพร ได้ร่วมกันเสนอบริจาคเงินแก่ โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) รวมเป็นเงิน 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 6.8 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าจ้างให้ พญ.ศิริพรไปเป็นผู้ปฏิบัติงานของโครงการดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี หลังเกษียณอายุราชการ ทั้งๆ ที่ พญ.ศิริพรเคยสมัครไปทำงานกับโครงการดังกล่าว แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก การดำเนินการดังกล่าว นพ.ปราชญ์ ได้ลงนามในหนังสือแจ้งต่อโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติโดยไม่มีอำนาจ เพราะการบริจาคเงินในลักษณะดังกล่าวแก่องค์การระหว่างประเทศเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี หนังสือที่ นพ.ปราชญ์ลงนามดังกล่าว มิได้จัดทำโดยสำนักการสาธารณสุขต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้ประโยชน์จากการกระทำนี้คือ พญ.ศิริพรที่จะได้ไปทำงานในโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติหลังเกษียณอายุราชการโดยใช้เงินจากภาษีอากรของประชาชนไทยเป็นเงินประมาณ 6.8 ล้านบาท และ นพ.ปราชญ์จะได้ประโยชน์จากการมีโอกาสเสนอแต่งตั้งรองปลัด สธ.ทดแทนก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ
-การจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนอย่างมีเงื่อนงำ ได้ดำเนินการไปแล้วในหลายจังหวัดโดยใช้งบประมาณอื่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น สามจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 ของ สธ. ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม และ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น โดยมีการดำเนินการที่มิชอบในลักษณะต่างๆ ดังนี้
1.สามจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 ได้แก่ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด พบความผิดปกติ เช่น มีการกำหนดสเปคที่บกพร่องและในลักษณะที่มีการล็อคสเปคให้บริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย ดังนี้
2.น่าสงสัยว่า สินค้าที่มีการจัดซื้อและโรงพยาบาลต่างๆ ได้รับ อาจมิใช่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ควรมีการสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ข้อเท็จจริงโดยกระจ่างต่อไป
3.สถาบันโรคทรวงอกได้ผลิตเครื่องดังกล่าวได้ในราคาเพียง 7,000 บาท (ต้นทุนเพียง 4,920 บาท) แต่สินค้ารายการนี้ขายในราคาสูงถึงเครื่องละ 40,000 บาท และต่อมามีการปรับปรุงการผลิตเหลือต้นทุนราว 2,000 บาท
4.สืบเนื่องจากการจัดซื้อครุภัณฑ์รายการนี้มีการไปทัศนศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 14-20 ตุลาคม พ.ศ.2552 โดยผู้ร่วมคณะประกอบด้วยผู้บริหารสาธารณสุขในเขต 12 และผู้รับหน้าที่สาธารณสุขนิเทศก์ในเขต พร้อมครอบครัวโดยอ้างว่าใช้เงินส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อเพราะพบพิรุธมากมาย น่าเชื่อว่าใช้เงินจากการจัดซื้อยูวี-แฟน
5.ผู้บริหารสาธารณสุขในเขต 12 ในส่วนกลางที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องยูวี-แฟนในเขต ได้แก่ นพ.สมชัย ภิญโญพรพานิชย์ ผู้ตรวจราชการ นพ.คำรณ ไชยศิริ สาธารณสุขนิเทศก์ และ นพ.ธำรง สมบุญตนนท์ ผู้ทำหน้าที่สาธารณสุขนิเทศก์ แทน นพ.คำรณ ไชยศิริ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง
-อบจ.ขอนแก่น เคยจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน 230 เครื่อง ในปี พ.ศ.2550 แจกจ่ายแก่โรงพยาบาลต่างๆ ใน จ.ขอนแก่น ปรากฏว่าโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นได้ส่งเครื่องดังกล่าวคืน เพราะคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล พิจารณาถึงคุณประโยชน์ ผลดี ผลเสีย ความคุ้มค่า คุ้มทุน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแล้ว "ได้มีมติร่วมกันที่จะส่งครุภัณฑ์ที่ได้รับการสนับสนุนครั้งนี้คืน..."เป็นการไม่ยอมรับแม้จะให้ฟรี
กรณีดังกล่าวทำให้ในปีงบประมาณ 2552 ผอ.รพ.ขอนแก่น ไม่ยอมจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนตาม "นโยบาย" ของเขต และไม่ได้ร่วมไปกับคณะทัศนศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ด้วย จากการตรวจสอบสเปคของเครื่องยูวี-แฟนที่ อบจ.ขอนแก่น จัดซื้อในปี 2550 พบความผิดปกติเช่นเดียวกัน
-จ.นครศรีธรรมราช มีการจัดซื้อตามคำร้องขอของ นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้ทำหน้าที่ตรวจราชการเขต ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ในราคาสูงถึงเครื่องละ 99,000 บาท ซึ่งมีความผิดปกติในเรื่องสเปคและสินค้าเช่นเดียวกันแม้จะเป็นสินค้าคนละยี่ห้อกัน และซื้อจากคนละบริษัท
ทั้งนี้ นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ยังมีกรณีขอเงินจากโรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ พัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลละ 4 แสน-1 ล้านบาท นำไปจัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน ให้ รมว.สธ.ใช้ด้วย และต่อมา นพ.จักรกฤษณ์ ได้รับแต่งตั้งเลื่อนฐานะเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2552
มติชนออนไลน์, 30 ธันวาคม 2552
Showing posts with label ทุจริต. Show all posts
Showing posts with label ทุจริต. Show all posts
Monday, January 4, 2010
Monday, December 28, 2009
เปิดสารพัดวิธีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง สธ. นักการเมือง-บิ๊กขรก.เปิดช่อง-นัดพ่อค้ากินข้าว เรียกสินบน80ล้าน
เปิดสารพัดวิธีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข นักการเมือง-บิ๊กขรก.เปิดช่อง-นัดพ่อค้ากินข้าว เรียกสินบน80ล้าน
ทันทีที่ทีมมือปราบโกง นำทีมโดย นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวผลการสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง สาวไส้ความผิดทั้งนักการเมือง และข้าราชการประจำ ร่วมยกกระบิ มีคนผิดทั้งที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน และไม่มีเอี่ยวทุจริต แต่บกพร่องต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาล
ภาพรวมของความผิดแบ่งได้ ดังนี้
1.นัดฮั้วเรียกเงินรถพยาบาลคันละ 1 แสนบาท
ผลตรวจสอบพบว่าจากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าได้มีการพยายามเจรจาเพื่อ เตรียมการให้มีการฮั้วกันจริง โดยมีนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นัดบริษัทรถยนต์ 2 บริษัท มารับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารไดนาสตี้งโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ช่วงค่ำของวันที่ 17 สิงหาคม 2552
นพ.บรรลุกล่าวยืนยันว่า มีผู้ประกอบการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ได้ร่วมในการทานอาหารมื้อนั้น ได้ทำหนังสือยืนยันมายังคณะกรรมการ รวมทั้งมาให้ถ้อยคำต่อกรรมการตรวจสอบด้วยว่ามีนักการเมืองคนใดร่วมทานอาหาร บ้าง โดยระบุชัดเจนว่า นายมานิต และนางศิริวรรณ ได้มีการเจรจาเรียกรับผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน เป็นเงิน 80 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีมูลความผิดทางอาญาด้วย ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด
2.ยูวี แฟน ทำเป็นขบวนการ สอบ 5 คน ผิดตั้งแต่อดีตปลัด กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงสาธารณสุข ผอ.สบภ.มีเอี่ยว
สำหรับยูวี แฟน พบเงื่อนงำความผิดปกติมากมาย ทำอย่างเป็นขบวนการทั้งในและนอก กระทรวงสาธารณสุข มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้สั่งการเรื่องนี้โดยตรง คือ
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัด มีมูลเหตุจูงใจ คือ มีการสั่งนโยบายโครงการเร่งรัดหยุดวัณโรค ที่ขัดต่อหลักวิชาการให้รับผู้ป่วยในโรงพยาบาล 14 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล และสั่งให้ทำห้องแยกโรคพร้อมมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้รังสียูวี ราคาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท จึงเป็นเหตุให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการจัดซื้อยูวี แฟน
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัด กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะดูแลโครงการไทยเข้มแข็งภาพรวม
3.น่าเชื่อว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจมีส่วนโดยตรงหรืออ้อมในการสั่งบรรจุยูวี แฟน ในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยมีนพ.กฤษฎา มนูญวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นนำไปส่งให้กับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. สอดคล้องกับที่ นพ.สุชาติ มีบันทึกชัดเจนว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4.นอกจากนี้ยังพบว่ามีการจัดซื้อยูวี แฟน ที่ใช้งบฯอื่น โดย นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศ ขณะนั้น ขอให้โรงพยาบาลใน จ.นครศรีธรรมราช จัดซื้อยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 99,000 บาท และน่าจะเป็นสินค้ายอมแมว ไม่ใช่ของนอก
5.พบว่ามี 3 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ซื้อยูวี แฟน ที่มีการล็อกสเปคในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะที่สถาบันทรวงอกผลิตได้ในราคาต้นทุน 2,000-5,000 บาท และมีผู้บริหารพาครอบครัวไปทัศนศึกษาที่นิวซีแลนด์ ขณะที่โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่นกลับปฏิเสธไม่ขอรับยูวี แฟน ที่ อบจ. ขอนแก่น ได้จัดซื้อให้ฟรี เมื่อปี 2550 เพราะพิจารณาแล้วไม่คุ้มค่าบำรุงรักษา
3.มั่วงบฯก่อสร้าง รมช.กระทรวงสาธารณสุขล้วงลูกชัดเจน
เอกสารผลการสอบสวนระบุว่า 60% ของงบประมาณไทยเข้มแข็งทั้งหมด เป็นงบฯก่อสร้าง พบว่ามีการจัดสรรมั่วแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สาเหตุเพราะไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย หลักเกณฑ์ และไม่มีการตั้งคณะกรรมการดูแลพิเศษ ส่งผลให้การจัด สรรงบฯกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เห็นได้ชัดเจน โดยมีโรงพยาบาลศูนย์ ทั่วไป และศูนย์ความเป็นเลิศ รวม 115 แห่ง ที่ได้งบฯก่อสร้างมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนที่ได้เพียง 235 แห่ง จากทั้งหมด 735 แห่ง และสถานีอนามัย 9,762 แห่งทั่วประเทศรวมกัน
ที่สำคัญ ยังพบว่านายมานิตลงไปล้วงลูกด้วยตนเอง จัดสรงบฯสร้างอาคารถึง 5 หลัง ที่โรงพยาบาลราชบุรี ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลต้องการเพียง 2 หลังเท่านั้น และยังต้องทุบอาคารเก่าอีกหลายหลังด้วย มีการกดดันผู้อำนวยการโรงพยาบาลจนต้องถูกย้ายในที่สุด
นอกจากนี้ ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินเหตุ ทั้งที่มีผลการประมูลก่อสร้างต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้มาก ก็ไม่ยอมปรับลดราคาลง ส่อเจตนาว่าไม่สุจริต เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ ยังมีอาคารแบบเดียวกันแต่ราคาต่างกัน อาทิ
1.อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ สูง 5 ชั้น ตั้งราคา 168-185 ล้านบาท แต่มีประวัติที่โรงพยาบาลท่าศาลา เคยสร้างจริงในปี 2552 ใช้งบฯเพียง 128 ล้านบาท
2.อาคารพักพยาบา สูง 3 ชั้น ขนาด 24 ห้อง ตั้งงบประมาณ 9.57 ล้านบาท แต่มีประวัติสร้างจริงเพียง 7 ล้านบาท
3.เสาธงสูง 20 เมตร ตั้งงบฯ 495,000 บาท แต่มีราคากลางเพียง 367,700 บาท และควรเลือกเสาธงแบบสูง 12 เมตร มีราคาเพียง 119,700 บาทเท่านั้น
4.กรมการแพทย์ตั้งราคาครุภัณฑ์แพงผิดปกติ
กรมการแพทย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท แต่พบว่ามีการตั้งราคาครุภัณฑ์และงบฯก่อสร้างแพงเกินจริงหลายหลายการเมื่อ เปรียบเทียบกับครุภัณฑ์การแพทย์ของโรงพยาบาลอื่นๆ ในโครงการไทยเข้มแข็งด้วยกันเอง ส่อไปในทางทุจริต เปิดทางให้มีการแสงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลนพรัตน์ โรงพยาบาลเลิดสิน
1.เครื่องเอ็กซเรย์ส่องตรวจระบบดิจิตอล (Digital Fluoroscopy) ของโรงพยาบาลนพรัตน์ และศูนย์มะเร็ง ชลบุรี ตั้งงบฯไว้ที่ 15 ล้านบาท ขณะที่เครื่องชนิดเดียวกันของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ตั้งราคาเพียง 8 ล้านบาท
2.เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจ ของโรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งงบฯไว้ 9.2 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลแห่งนี้เคยจัดซื้อเพียง 3.5 ล้านบาทเท่านั้น
3.เครื่องใส่แร่อัตโนมัติปริมาณรังสีสูง ของสถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯไว้ 27 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็ง ลพบุรี เคยจัดซื้อเมื่อปี 2550 ราคาเพียง 19.2 ล้านบาท
4.เครื่องจัดเก็บระบบข้อมูลเฉพาะทางการแพทย์ด้วยคอมพิวเตอร์ สถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯ 60 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็งอุบลราชบุรี และโรงพยาบาลศูนย์หลายแห่งเคยจัดซื้อในราคาเพียง 15-30 ล้านบาท เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของบทสรุปความผิดโครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ของทีมสอบสวนของ นพ.บรรลุ ส่วนใครจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้อย่างไร..คงต้องยกคำของ นพ.บรรลุ ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า
สรุปผลชี้มูลผู้เกี่ยวข้อง
นักการเมือง 4 ราย
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีพฤติกรรมส่อทุจริต ล้วงลูก ดึงงบฯเข้า จ.ราชบุรี และนัดกินข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการ มีพฤติกรรมส่อทุจริต โดยนัดกินข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด (ยูวี-แฟน)
ข้าราชการประจำ 8 ราย
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณสูง
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
4.นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ อนุมัติจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการ สบภ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ในสมัยเป็นรองปลัด กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ สบภ.
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ รับผิดชอบโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ปัดความรับผิดชอบ
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 6 ให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ราคาแพง ขณะดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์
มติชนออนไลน์, 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ทันทีที่ทีมมือปราบโกง นำทีมโดย นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวผลการสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง สาวไส้ความผิดทั้งนักการเมือง และข้าราชการประจำ ร่วมยกกระบิ มีคนผิดทั้งที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน และไม่มีเอี่ยวทุจริต แต่บกพร่องต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาล
ภาพรวมของความผิดแบ่งได้ ดังนี้
1.นัดฮั้วเรียกเงินรถพยาบาลคันละ 1 แสนบาท
ผลตรวจสอบพบว่าจากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าได้มีการพยายามเจรจาเพื่อ เตรียมการให้มีการฮั้วกันจริง โดยมีนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นัดบริษัทรถยนต์ 2 บริษัท มารับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารไดนาสตี้งโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ช่วงค่ำของวันที่ 17 สิงหาคม 2552
นพ.บรรลุกล่าวยืนยันว่า มีผู้ประกอบการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ได้ร่วมในการทานอาหารมื้อนั้น ได้ทำหนังสือยืนยันมายังคณะกรรมการ รวมทั้งมาให้ถ้อยคำต่อกรรมการตรวจสอบด้วยว่ามีนักการเมืองคนใดร่วมทานอาหาร บ้าง โดยระบุชัดเจนว่า นายมานิต และนางศิริวรรณ ได้มีการเจรจาเรียกรับผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน เป็นเงิน 80 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีมูลความผิดทางอาญาด้วย ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด
2.ยูวี แฟน ทำเป็นขบวนการ สอบ 5 คน ผิดตั้งแต่อดีตปลัด กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงสาธารณสุข ผอ.สบภ.มีเอี่ยว
สำหรับยูวี แฟน พบเงื่อนงำความผิดปกติมากมาย ทำอย่างเป็นขบวนการทั้งในและนอก กระทรวงสาธารณสุข มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้สั่งการเรื่องนี้โดยตรง คือ
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัด มีมูลเหตุจูงใจ คือ มีการสั่งนโยบายโครงการเร่งรัดหยุดวัณโรค ที่ขัดต่อหลักวิชาการให้รับผู้ป่วยในโรงพยาบาล 14 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล และสั่งให้ทำห้องแยกโรคพร้อมมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้รังสียูวี ราคาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท จึงเป็นเหตุให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการจัดซื้อยูวี แฟน
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัด กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะดูแลโครงการไทยเข้มแข็งภาพรวม
3.น่าเชื่อว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจมีส่วนโดยตรงหรืออ้อมในการสั่งบรรจุยูวี แฟน ในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยมีนพ.กฤษฎา มนูญวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นนำไปส่งให้กับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. สอดคล้องกับที่ นพ.สุชาติ มีบันทึกชัดเจนว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4.นอกจากนี้ยังพบว่ามีการจัดซื้อยูวี แฟน ที่ใช้งบฯอื่น โดย นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศ ขณะนั้น ขอให้โรงพยาบาลใน จ.นครศรีธรรมราช จัดซื้อยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 99,000 บาท และน่าจะเป็นสินค้ายอมแมว ไม่ใช่ของนอก
5.พบว่ามี 3 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ซื้อยูวี แฟน ที่มีการล็อกสเปคในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะที่สถาบันทรวงอกผลิตได้ในราคาต้นทุน 2,000-5,000 บาท และมีผู้บริหารพาครอบครัวไปทัศนศึกษาที่นิวซีแลนด์ ขณะที่โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่นกลับปฏิเสธไม่ขอรับยูวี แฟน ที่ อบจ. ขอนแก่น ได้จัดซื้อให้ฟรี เมื่อปี 2550 เพราะพิจารณาแล้วไม่คุ้มค่าบำรุงรักษา
3.มั่วงบฯก่อสร้าง รมช.กระทรวงสาธารณสุขล้วงลูกชัดเจน
เอกสารผลการสอบสวนระบุว่า 60% ของงบประมาณไทยเข้มแข็งทั้งหมด เป็นงบฯก่อสร้าง พบว่ามีการจัดสรรมั่วแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สาเหตุเพราะไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย หลักเกณฑ์ และไม่มีการตั้งคณะกรรมการดูแลพิเศษ ส่งผลให้การจัด สรรงบฯกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เห็นได้ชัดเจน โดยมีโรงพยาบาลศูนย์ ทั่วไป และศูนย์ความเป็นเลิศ รวม 115 แห่ง ที่ได้งบฯก่อสร้างมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนที่ได้เพียง 235 แห่ง จากทั้งหมด 735 แห่ง และสถานีอนามัย 9,762 แห่งทั่วประเทศรวมกัน
ที่สำคัญ ยังพบว่านายมานิตลงไปล้วงลูกด้วยตนเอง จัดสรงบฯสร้างอาคารถึง 5 หลัง ที่โรงพยาบาลราชบุรี ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลต้องการเพียง 2 หลังเท่านั้น และยังต้องทุบอาคารเก่าอีกหลายหลังด้วย มีการกดดันผู้อำนวยการโรงพยาบาลจนต้องถูกย้ายในที่สุด
นอกจากนี้ ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินเหตุ ทั้งที่มีผลการประมูลก่อสร้างต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้มาก ก็ไม่ยอมปรับลดราคาลง ส่อเจตนาว่าไม่สุจริต เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ ยังมีอาคารแบบเดียวกันแต่ราคาต่างกัน อาทิ
1.อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ สูง 5 ชั้น ตั้งราคา 168-185 ล้านบาท แต่มีประวัติที่โรงพยาบาลท่าศาลา เคยสร้างจริงในปี 2552 ใช้งบฯเพียง 128 ล้านบาท
2.อาคารพักพยาบา สูง 3 ชั้น ขนาด 24 ห้อง ตั้งงบประมาณ 9.57 ล้านบาท แต่มีประวัติสร้างจริงเพียง 7 ล้านบาท
3.เสาธงสูง 20 เมตร ตั้งงบฯ 495,000 บาท แต่มีราคากลางเพียง 367,700 บาท และควรเลือกเสาธงแบบสูง 12 เมตร มีราคาเพียง 119,700 บาทเท่านั้น
4.กรมการแพทย์ตั้งราคาครุภัณฑ์แพงผิดปกติ
กรมการแพทย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท แต่พบว่ามีการตั้งราคาครุภัณฑ์และงบฯก่อสร้างแพงเกินจริงหลายหลายการเมื่อ เปรียบเทียบกับครุภัณฑ์การแพทย์ของโรงพยาบาลอื่นๆ ในโครงการไทยเข้มแข็งด้วยกันเอง ส่อไปในทางทุจริต เปิดทางให้มีการแสงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลนพรัตน์ โรงพยาบาลเลิดสิน
1.เครื่องเอ็กซเรย์ส่องตรวจระบบดิจิตอล (Digital Fluoroscopy) ของโรงพยาบาลนพรัตน์ และศูนย์มะเร็ง ชลบุรี ตั้งงบฯไว้ที่ 15 ล้านบาท ขณะที่เครื่องชนิดเดียวกันของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ตั้งราคาเพียง 8 ล้านบาท
2.เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจ ของโรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งงบฯไว้ 9.2 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลแห่งนี้เคยจัดซื้อเพียง 3.5 ล้านบาทเท่านั้น
3.เครื่องใส่แร่อัตโนมัติปริมาณรังสีสูง ของสถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯไว้ 27 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็ง ลพบุรี เคยจัดซื้อเมื่อปี 2550 ราคาเพียง 19.2 ล้านบาท
4.เครื่องจัดเก็บระบบข้อมูลเฉพาะทางการแพทย์ด้วยคอมพิวเตอร์ สถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯ 60 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็งอุบลราชบุรี และโรงพยาบาลศูนย์หลายแห่งเคยจัดซื้อในราคาเพียง 15-30 ล้านบาท เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของบทสรุปความผิดโครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ของทีมสอบสวนของ นพ.บรรลุ ส่วนใครจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้อย่างไร..คงต้องยกคำของ นพ.บรรลุ ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า
สรุปผลชี้มูลผู้เกี่ยวข้อง
นักการเมือง 4 ราย
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีพฤติกรรมส่อทุจริต ล้วงลูก ดึงงบฯเข้า จ.ราชบุรี และนัดกินข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการ มีพฤติกรรมส่อทุจริต โดยนัดกินข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด (ยูวี-แฟน)
ข้าราชการประจำ 8 ราย
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณสูง
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
4.นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ อนุมัติจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการ สบภ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ในสมัยเป็นรองปลัด กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ สบภ.
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ รับผิดชอบโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ปัดความรับผิดชอบ
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 6 ให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ราคาแพง ขณะดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์
มติชนออนไลน์, 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552
"หมอบรรลุ" แถลงผลสอบไทยเข้มแข็งจี้ 4นักการเมือง 8ขรก.รับผิดชอบส่อโกง "วิทยา-มานิต-แม่เลี้ยงติ๊ก-กฤษดา"
"หมอบรรลุ" แถลงผลสอบไทยเข้มแข็งจี้4นักการเมือง-8ขรก.รับผิดชอบส่อโกง "วิทยา-มานิต-แม่เลี้ยงติ๊ก-กฤษดา"
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.บรรลุ ศิริพานิช ในฐานประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกรรมการ ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งของ สธ. และมอบหลักฐาน จำนวน 4,733 แผ่น ให้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้กรรมการตรวจสอบฯ หลังใช้เวลาสอบสวนนานร่วม 2 เดือน
จากนั้นเวลา 14.20 น. นพ.บรรลุ ได้เปิดแถลงข่าวรายงานผลการตรวจสอบให้สื่อมวลชนรับทราบ โดยนพ.บรรลุ แถลงว่า ผลการสอบสวนโดยภาพรวมพบว่า การจัดตั้งงบประมาณ มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ที่น่าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ ไทยเข้มแข็ง สมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่างกว้างขึ้น ประชาชนต้องหลั่งไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และ เพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มีความกระจุกตัวในบางจังหวัด ในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 โรง และยังมีโรงพยาบาลศูนย์อยู่อีก 1 โรง ทั้งที่ส่วนใหญ่ จังหวัดหนึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดเพียงแห่งเดียว ขณะที่ บางจังหวัดซึ่งขาดแคลนกลับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ มีการจัดซื้อสิ่งไม่จำเป็น และราคาแพงจำนวนมาก นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต ครุภัณฑ์บางอย่าง หน่วยงานมิได้ต้องการหรือขอมา กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้น ครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สาเหตุของความบกพร่องผิดพลาด ส่อไปในทางจะทำให้เกิดทุจริต สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร โครงการใหญ่ขนาดนี้ ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบาย และหลักเกณฑ์การพิจารณา ทั้งในเรื่องการกระจายงบประมาณอย่างเหมาะสม และการพิจารณากำหนดราคาที่สมควร กลับปล่อยปละละเลย ให้รองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย (รองปลัดฝ่ายบริหาร) ซึ่งอ่อนประสบการณ์ และมีความรู้ความสามารถไม่พอเพียง
"รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร ปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) ซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียว รับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนี้ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดกระทรวงฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฎิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมวดเงินให้ตรงตามที่ได้รับจัดสรรเท่านั้น" นพ.บรรลุ กล่าว
นพ.บรรลุ กล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยตนเอง ประกอบกับการไม่มีคณะกรรมการมาร่วมพิจารณา และไม่มีเกณฑ์วางไว้ งานจึงไม่มีระบบ ใครจะของบอย่างไรก็ขอจะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบและขาดความรู้ความสามารถแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สำหรับนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง ส่อเจตนาไม่สุจริต และการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสธ. ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วมีข้อเสนอ ดังนี้
1.ควรมีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง รายการครุภัณฑ์การแพทย์ และรายการรถพยาบาล ทั้งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอื่นๆ โดยเฉพาะกรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะต้องได้สัดส่วนเหมาะสมกัน ทั้งนี้ ควรดำเนินการโดยมุ่งคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง มิใช่ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง และสร้างปัญหาในระยะยาว โดยปลัด สธ. จะต้องลงมาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างสมเหตุสมผล โปร่งใส ใช้บุคลากร สธ. ที่มีคุณภาพซึ่งมีอยู่มากช่วยกันทำ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน
2.ควรมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องทั้งที่ยังรับราชการและที่เกษียณอายุไปแล้ว ในกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นความผิดที่ได้ทำมา เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
3.ควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม "กฎเหล็ก 9 ข้อ" ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ "เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด" และข้อ 9 ที่ระบุว่า "ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"
นพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการและกรรมการฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่มีความผิดชัดเจน แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
ฝ่ายข้าราชการการเมือง มี 4 ราย ได้แก่
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงสาธารณสุข ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่และไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นในสธ.ในฐานะเจ้ากระทรวง
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมที่ส่อในการทุจริต คือ ไม่ดูแลโครงการไทยเข้มแข็งแต่ล้วงลูกดึงงบเข้าจังหวัดราชบุรี และนัดทานข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตโดยนัดทานข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล และ
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดเป็นผู้ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด(ยูวี แฟน)
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนข้าราชการประจำ มี 8 ราย ได้แก่
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดสธ. ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณมากระดับ8.6 หมื่นล้านบาทกลับไม่ดูแลด้วยตนเอง เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดสธ. ฐานความผิดไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณมาก โดยให้สำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคที่มีผู้ทำงานกว่า 50 คนดูแล โครงการใหญ่ขนาดนี้ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ขณะนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ฐานความผิดที่มีการปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
4. นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ ฐานความผิดจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟน
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนรายที่ 6-8 พบว่า บกพร่องต่อหน้าที่แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต คือ
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.ในปัจจุบัน ฐานความผิดที่สมัยเป็นรองปลัดสธ.รับผิดชอบสบภ. แต่โครงการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของพญ.ศิริพรดูแล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ฐานความผิดที่รับผิดชอบการดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งแต่ปัดความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น อ้างว่าทำหน้าที่เพียงการตรวจสอบยอดการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 6 สมัยนั้นดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ ฐานความผิดให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนราคาแพง
"หมอชนบท"พอใจผลสอบสวน
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุด นพ.บรรลุ อย่างมาก ที่สามารถหาคนผิดได้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของนักการเมืองที่ส่อทุจริต เพราะยืนยันมาตลอดว่ามีนักการเมืองพัวพัน 100% อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามดูผลการลงโทษคนผิดต่อไป
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติก่อนการเมืองภายในพรรคและความอยู่รอดของรัฐบาล ส่วนการเดินหน้าต่อของโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ควรจัดตามยุทธศาสตร์สุขภาพของประเทศ ไม่ใช่จัดตามพื้นที่ของนักการเมือง และต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการที่มีคนนอก สธ.ที่สังคมให้ความเชื่อถือมาช่วยให้ความเห็นเช่น ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เป็นต้น
มติชนออนไลน์, 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.บรรลุ ศิริพานิช ในฐานประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกรรมการ ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งของ สธ. และมอบหลักฐาน จำนวน 4,733 แผ่น ให้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้กรรมการตรวจสอบฯ หลังใช้เวลาสอบสวนนานร่วม 2 เดือน
จากนั้นเวลา 14.20 น. นพ.บรรลุ ได้เปิดแถลงข่าวรายงานผลการตรวจสอบให้สื่อมวลชนรับทราบ โดยนพ.บรรลุ แถลงว่า ผลการสอบสวนโดยภาพรวมพบว่า การจัดตั้งงบประมาณ มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ที่น่าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ ไทยเข้มแข็ง สมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่างกว้างขึ้น ประชาชนต้องหลั่งไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และ เพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มีความกระจุกตัวในบางจังหวัด ในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 โรง และยังมีโรงพยาบาลศูนย์อยู่อีก 1 โรง ทั้งที่ส่วนใหญ่ จังหวัดหนึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดเพียงแห่งเดียว ขณะที่ บางจังหวัดซึ่งขาดแคลนกลับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ มีการจัดซื้อสิ่งไม่จำเป็น และราคาแพงจำนวนมาก นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต ครุภัณฑ์บางอย่าง หน่วยงานมิได้ต้องการหรือขอมา กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้น ครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สาเหตุของความบกพร่องผิดพลาด ส่อไปในทางจะทำให้เกิดทุจริต สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร โครงการใหญ่ขนาดนี้ ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบาย และหลักเกณฑ์การพิจารณา ทั้งในเรื่องการกระจายงบประมาณอย่างเหมาะสม และการพิจารณากำหนดราคาที่สมควร กลับปล่อยปละละเลย ให้รองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย (รองปลัดฝ่ายบริหาร) ซึ่งอ่อนประสบการณ์ และมีความรู้ความสามารถไม่พอเพียง
"รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร ปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) ซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียว รับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนี้ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดกระทรวงฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฎิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมวดเงินให้ตรงตามที่ได้รับจัดสรรเท่านั้น" นพ.บรรลุ กล่าว
นพ.บรรลุ กล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยตนเอง ประกอบกับการไม่มีคณะกรรมการมาร่วมพิจารณา และไม่มีเกณฑ์วางไว้ งานจึงไม่มีระบบ ใครจะของบอย่างไรก็ขอจะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบและขาดความรู้ความสามารถแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สำหรับนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง ส่อเจตนาไม่สุจริต และการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสธ. ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วมีข้อเสนอ ดังนี้
1.ควรมีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง รายการครุภัณฑ์การแพทย์ และรายการรถพยาบาล ทั้งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอื่นๆ โดยเฉพาะกรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะต้องได้สัดส่วนเหมาะสมกัน ทั้งนี้ ควรดำเนินการโดยมุ่งคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง มิใช่ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง และสร้างปัญหาในระยะยาว โดยปลัด สธ. จะต้องลงมาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างสมเหตุสมผล โปร่งใส ใช้บุคลากร สธ. ที่มีคุณภาพซึ่งมีอยู่มากช่วยกันทำ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน
2.ควรมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องทั้งที่ยังรับราชการและที่เกษียณอายุไปแล้ว ในกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นความผิดที่ได้ทำมา เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
3.ควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม "กฎเหล็ก 9 ข้อ" ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ "เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด" และข้อ 9 ที่ระบุว่า "ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"
นพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการและกรรมการฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่มีความผิดชัดเจน แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
ฝ่ายข้าราชการการเมือง มี 4 ราย ได้แก่
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงสาธารณสุข ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่และไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นในสธ.ในฐานะเจ้ากระทรวง
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมที่ส่อในการทุจริต คือ ไม่ดูแลโครงการไทยเข้มแข็งแต่ล้วงลูกดึงงบเข้าจังหวัดราชบุรี และนัดทานข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตโดยนัดทานข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล และ
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดเป็นผู้ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด(ยูวี แฟน)
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนข้าราชการประจำ มี 8 ราย ได้แก่
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดสธ. ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณมากระดับ8.6 หมื่นล้านบาทกลับไม่ดูแลด้วยตนเอง เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดสธ. ฐานความผิดไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณมาก โดยให้สำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคที่มีผู้ทำงานกว่า 50 คนดูแล โครงการใหญ่ขนาดนี้ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ขณะนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ฐานความผิดที่มีการปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
4. นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ ฐานความผิดจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟน
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนรายที่ 6-8 พบว่า บกพร่องต่อหน้าที่แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต คือ
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.ในปัจจุบัน ฐานความผิดที่สมัยเป็นรองปลัดสธ.รับผิดชอบสบภ. แต่โครงการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของพญ.ศิริพรดูแล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ฐานความผิดที่รับผิดชอบการดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งแต่ปัดความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น อ้างว่าทำหน้าที่เพียงการตรวจสอบยอดการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 6 สมัยนั้นดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ ฐานความผิดให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนราคาแพง
"หมอชนบท"พอใจผลสอบสวน
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุด นพ.บรรลุ อย่างมาก ที่สามารถหาคนผิดได้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของนักการเมืองที่ส่อทุจริต เพราะยืนยันมาตลอดว่ามีนักการเมืองพัวพัน 100% อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามดูผลการลงโทษคนผิดต่อไป
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติก่อนการเมืองภายในพรรคและความอยู่รอดของรัฐบาล ส่วนการเดินหน้าต่อของโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ควรจัดตามยุทธศาสตร์สุขภาพของประเทศ ไม่ใช่จัดตามพื้นที่ของนักการเมือง และต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการที่มีคนนอก สธ.ที่สังคมให้ความเชื่อถือมาช่วยให้ความเห็นเช่น ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เป็นต้น
มติชนออนไลน์, 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สอบไทยเข้มแข็ง 8 ข้าราชการ 4 นักการเมืองทุจริต
สอบไทยเข้มแข็ง 8 ข้าราชการ 4 นักการเมืองทุจริต
"หมอบรรลุ"เผยผล สอบไทยเข้มแข็งมี 8 ข้าราชการประจำ 4 นักการเมือง เกี่ยวปัญหาส่อทุจริต แนะนายกรัฐมนตรีรื้อไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข
นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้แถลงข่าวผลสรุปการตรวจสอบหลังจากได้เข้ารายงานต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ พร้อมมอบพยานหลักฐานจำนวน 4,733 หน้า โดย นพ.บรรลุ กล่าวว่า ผลการสอบสวนโดยรวม พบว่า การจัดตั้งงบประมาณดังกล่าว มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง เช่น การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ไทยเข้มแข็งสมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหา คือ
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้างเป็นการมุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่าง กว่างขึ้น ประชาชนต้องรั่วไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้างมีความกระจุกตัวในบางจังหวัดในลักษณะมือใครสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ที่มีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง ทั้งที่จังหวัดหนึ่งจะมีโรงพยาบาลจังหวัดเพียงแห่เดียวขณะที่บางจังหวัดซึ่ง ขาดแคลนกับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์มีการจัดซื้อ สิ่งไม่จำเป็นและราคาแพงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต นอกจากนี้ครุภัณฑ์บางอย่างหน่วยงานไม่ได้ต้องการหรือขอมา แต่กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้นครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
และ 4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุของความบกพร่องผิดพลาดที่ส่อไปในทางจะทำให้เกิดการทุจริตนั้น คณะกรรมาการฯ ได้สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร ซึ่งโครงการใหญ่ขนาดนี้ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การพิจารณา แต่กลับปล่อยปละละเลยให้รองปลัดฝ่ายบริหารที่ได้รับมอบหมายที่อ่อนต่อ ประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร โดยปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค (สบภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียวแต่ต้องรับผิดชอบงานโครงการใหญ่ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฏิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมาดเงินให้ตรงตามที่ได้รับการจัดสรร เท่านั้น
การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่ลงมารับผิดชอบโดยตรง งานจึงไม่มีระบบ ใครจะขออย่างไรก็ขอ จะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาทั้งหมดเห็นว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ในความบกพร่องที่เกิดขึ้น ส่อเจตนาไม่สุจริตเช่นกัน และยังเป็นการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตนเอง รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากผลสรุปสอบดังกล่าวแล้ว ทางคณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอต่อนากยกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจากนี้ คือ ควรให้มีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ และรถพยาบาล ทั้งในส่วนสำนักปลัด กรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากรที่ต้องได้สัดส่วนเหมาะสมเพื่อให้ความเข้มแข็ง ต่อประเทศ ไม่ใช่ทำให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมา และปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์วิธีการอย่างเหมาะสม โปร่งใส และต้องมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่ยังรับราชการและเกษียณอายุไปแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป และควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม “กฎเหล็ก 9 ข้อ” ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อ 2 เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด และข้อ 9 ที่ระบุว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ด้านนพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการคณะกรรมการฯ กล่าวว่า รายงานสอบสวนนี้ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ส่วนจะส่งไปยัง ปปช.หรือไม่นั้น อาจมีบางเรื่องที่ต้องส่งไป แต่ทั้งนี้ก็ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี สำหรับรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโครงการไทยเข้มแข็งนี้ในส่วนข้า ราชการประจำมี 8 คน คือ 1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2. พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3. นายกษิณ วิเศษสิทธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน 4.นพ.สุชาติ เลาหบริพัตร อดีต ผอ.สำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิ 5.นพ.ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 6. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และ 7.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสด์ อดีตผู้ตรวจราชการเขต 6 สำหรับในส่วนข้าราชการการเมืองนั้น มี 4คน ได้แก่ 1.นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข 2.นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข 3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และ 4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารมว.สธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการระบุว่า นายมานิต ส่อว่าจะมีการฮั้วรถพยาบาลมีหลักฐานอย่างไร นพ.บรรลุ กล่าวว่า กรณีการจัดซื้อรถพยาบาลผู้สื่อข่าวได้นำเสนอปัญหาการฮั้วก่อน และจากการสอบสวนของคณะกรรมการพบว่า มีข้อเท็จจริง คือมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้จัดสรรรถพยาบาล บริษัทจำหน่ายและล็อบบี้ยิส และยังพบว่าในการหารือดังกล่าวมีนายมานิตและนางศิริวรรณอยู่ในวงการหารือ จึงเชื่อว่ามีการฮั้วรถพยาบาล ทั้งนี้จึงต้องเข้าใจว่า การสอบสวนเป็นเรื่องยากเพราะยังไม่มีการทุจริต เป็นเพียงแต่ส่อทุจริต จึงต้องใช้เวลาสอบสวน
กรุงเทพธุรกิจ, 28 ธันวาคม 2552
"หมอบรรลุ"เผยผล สอบไทยเข้มแข็งมี 8 ข้าราชการประจำ 4 นักการเมือง เกี่ยวปัญหาส่อทุจริต แนะนายกรัฐมนตรีรื้อไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข
นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้แถลงข่าวผลสรุปการตรวจสอบหลังจากได้เข้ารายงานต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ พร้อมมอบพยานหลักฐานจำนวน 4,733 หน้า โดย นพ.บรรลุ กล่าวว่า ผลการสอบสวนโดยรวม พบว่า การจัดตั้งงบประมาณดังกล่าว มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง เช่น การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ไทยเข้มแข็งสมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหา คือ
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้างเป็นการมุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่าง กว่างขึ้น ประชาชนต้องรั่วไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้างมีความกระจุกตัวในบางจังหวัดในลักษณะมือใครสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ที่มีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง ทั้งที่จังหวัดหนึ่งจะมีโรงพยาบาลจังหวัดเพียงแห่เดียวขณะที่บางจังหวัดซึ่ง ขาดแคลนกับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์มีการจัดซื้อ สิ่งไม่จำเป็นและราคาแพงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต นอกจากนี้ครุภัณฑ์บางอย่างหน่วยงานไม่ได้ต้องการหรือขอมา แต่กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้นครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
และ 4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุของความบกพร่องผิดพลาดที่ส่อไปในทางจะทำให้เกิดการทุจริตนั้น คณะกรรมาการฯ ได้สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร ซึ่งโครงการใหญ่ขนาดนี้ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การพิจารณา แต่กลับปล่อยปละละเลยให้รองปลัดฝ่ายบริหารที่ได้รับมอบหมายที่อ่อนต่อ ประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร โดยปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค (สบภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียวแต่ต้องรับผิดชอบงานโครงการใหญ่ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฏิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมาดเงินให้ตรงตามที่ได้รับการจัดสรร เท่านั้น
การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่ลงมารับผิดชอบโดยตรง งานจึงไม่มีระบบ ใครจะขออย่างไรก็ขอ จะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาทั้งหมดเห็นว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ในความบกพร่องที่เกิดขึ้น ส่อเจตนาไม่สุจริตเช่นกัน และยังเป็นการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตนเอง รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากผลสรุปสอบดังกล่าวแล้ว ทางคณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอต่อนากยกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจากนี้ คือ ควรให้มีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ และรถพยาบาล ทั้งในส่วนสำนักปลัด กรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากรที่ต้องได้สัดส่วนเหมาะสมเพื่อให้ความเข้มแข็ง ต่อประเทศ ไม่ใช่ทำให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมา และปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์วิธีการอย่างเหมาะสม โปร่งใส และต้องมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่ยังรับราชการและเกษียณอายุไปแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป และควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม “กฎเหล็ก 9 ข้อ” ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อ 2 เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด และข้อ 9 ที่ระบุว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ด้านนพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการคณะกรรมการฯ กล่าวว่า รายงานสอบสวนนี้ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ส่วนจะส่งไปยัง ปปช.หรือไม่นั้น อาจมีบางเรื่องที่ต้องส่งไป แต่ทั้งนี้ก็ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี สำหรับรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโครงการไทยเข้มแข็งนี้ในส่วนข้า ราชการประจำมี 8 คน คือ 1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2. พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3. นายกษิณ วิเศษสิทธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน 4.นพ.สุชาติ เลาหบริพัตร อดีต ผอ.สำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิ 5.นพ.ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 6. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และ 7.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสด์ อดีตผู้ตรวจราชการเขต 6 สำหรับในส่วนข้าราชการการเมืองนั้น มี 4คน ได้แก่ 1.นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข 2.นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข 3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และ 4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารมว.สธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการระบุว่า นายมานิต ส่อว่าจะมีการฮั้วรถพยาบาลมีหลักฐานอย่างไร นพ.บรรลุ กล่าวว่า กรณีการจัดซื้อรถพยาบาลผู้สื่อข่าวได้นำเสนอปัญหาการฮั้วก่อน และจากการสอบสวนของคณะกรรมการพบว่า มีข้อเท็จจริง คือมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้จัดสรรรถพยาบาล บริษัทจำหน่ายและล็อบบี้ยิส และยังพบว่าในการหารือดังกล่าวมีนายมานิตและนางศิริวรรณอยู่ในวงการหารือ จึงเชื่อว่ามีการฮั้วรถพยาบาล ทั้งนี้จึงต้องเข้าใจว่า การสอบสวนเป็นเรื่องยากเพราะยังไม่มีการทุจริต เป็นเพียงแต่ส่อทุจริต จึงต้องใช้เวลาสอบสวน
กรุงเทพธุรกิจ, 28 ธันวาคม 2552
Tuesday, October 13, 2009
ผลสอบสธ.ชี้ชัดยัดไส้ซื้อครุภัณฑ์ ฟันข้าราชการไร้เงานักการเมือง
ผลสอบสธ.ชี้ชัดยัดไส้ซื้อครุภัณฑ์ ฟันข้าราชการไร้เงานักการเมือง
สธ. เผยผลสอบ "โครงการไทยเข้มแข็ง" พบยัดไส้จัดซื้อจริง รพ.ไม่ได้ขอ ทั้งยูวีแฟน เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ โดยเฉพาะเครื่องตรวจชีวเคมีในเลือดจัดซื้อถึง 40 เครื่องๆ ละ 3 ล้านบาท เผยข้าราชการมีเอี่ยว แต่ขออุบชื่อ "ไอ้โม่ง" ก่อน พร้อมตั้ง คกก.สอบวินัย ด้าน "วิทยา" รับมีบีบให้ลาออกจาก รมว.สธ.จริง แต่ชี้แจง พรรคเข้าใจ ขอเวลา 1 วันหารือตั้งคณะกรรมการคนนอก ด้าน "หมอเกรียง" ผิดหวัง ผลสอบฟันแค่ข้าราชการประจำ ไม่มีนักการเมืองเอี่ยว
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ และคณะกรรมการทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวผลการตรวจสอบ ภายหลังจากที่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มีคำสั่งแต่งตั้งและให้สรุปภายใน 2 สัปดาห์
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบหลังดำเนินการ 1 สัปดาห์ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
1.มีการจัดสรรครุภัณฑ์บางรายการที่ไม่ตรงกับความต้องการ และไม่มีคำขอแต่กลับมีการจัดสรรให้ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระบบยูวี-แฟน
2.มีการจัดสรรเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และไม่เหมาะสม เช่น เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลชุมชน แต่กลับมีรายการจัดซื้อ
3.สิ่งก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้สูงกว่าที่เคยก่อสร้างมาจากการประเมิน เช่น อาคารพักพยาบาล 24 ห้อง ที่มีการวางงบประมาณที่มากกว่าราคากลาง ซึ่งมีเหตุผลจากการประเมินราคาในอนาคตทำให้ราคาสูงกล่าวปกติ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงให้ทบทวนหามาตรการคำนวณให้สมเหตุ สมผลมากกว่านี้ โดยให้หน่วยงานภายนอกมาร่วมคำนวณราคารวมกับกองแบบแผน
"หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเพื่อให้ทราบว่ามีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความบกพร่องในการจัดซื้อที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องสอบสวนต่อไปว่า เกิดโดยเจตนา หรือความไม่รอบคอบ แต่เพื่อความเป็นธรรมและปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบ สวนขึ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ และให้โอกาสบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อนที่จะมีการเปิดเผยชื่อบุคคล เหล่านั้นได้ ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นแค่การตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น"
สั่งทุกจังหวัดทบทวนรายการจัดซื้อ
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดไปทบทวนรายการ จัดซื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ทบทวนรายการจัดซื้อในโรงพยาบาลชุมชน และ นพ.วีรพงษ์ เพ่งวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา ทบทวนรายการจัดซื้อใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และศูนย์ และในอีก 2 สัปดาห์ จะเชิญคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุมกันใหม่เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อใน โครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด
ส่วนผลสอบสวนมีข้าราชการและนักการเมืองเกี่ยว ข้องกี่คน นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงยังไม่สามารถลงรายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่ยอมรับว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งจะสอบสวนให้เร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการชุด นพ.เสรี ชี้แล้วว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น และนำเสนอรายงานผลสอบมายังตนเพื่อเร่งตั้ง คณะกรรมการสอบต่อไป
ต่อข้อซักถามว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีใบสั่งจากการเมืองจริงหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า "คงเป็นที่รับทราบว่ามีข้าราชการระดับ ผอ.ไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ ซึ่งก็มีคนที่เกี่ยวข้องจริง"
ชี้มีแค่ข้าราชการพัวพัน
ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก ประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเพียงแค่เรียกข้าราชการ และสรุปเฉพาะแค่ ข้าราชการเท่านั้น และลูกจ้างในกระทรวงมาชี้แจงเท่านั้น ส่วนคนนอกไม่มีสิทธิเรียกมาให้ข้อมูลได้ ดังนั้นกรณีที่เป็นข่าวอักษรย่อก่อนหน้านี้ จึงไม่มีสิทธิเรียกมาสอบได้ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า มีรายการจัดซื้อที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะเครื่องตรวจสารเคมีในเลือดมูลค่า 3 ล้านบาท ที่ไม่จำเป็น ไม่มีการขอแต่กลับมีการสั่งจัดซื้อให้กับโรงพยาบาลเล็กขนาด 30 เตียงถึง 40 แห่ง จึงมีการตั้งคำถาม รวมทั้งเครื่องยูวี-แฟนและเครื่องดมยาสลบ ที่เป็นหลักฐานชัดเจน
ตั้งกรรมการคนนอกตรวจซ้ำ
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งสธ.ว่า ขอเวลาอีก 1 วันเพื่อพูดคุยกับ นพ.เสรี หงษ์หยก ก่อน และจึงจะพิจารณาว่าจะจัดตั้งคณะกรรมการคนนอกเพื่อสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตรวจของคณะกรรมการทุกชุด โดยให้ทำงานเป็นอิสระ ส่วนที่การไม่มีเปิดเผยรายชื่อผู้ที่พัวพันปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในครั้ง นี้นั้น เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายสธ.แนะนำเพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อน
หมอชนบทผิดหวังผลสอบ
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนว่าพูดไม่หมด เนื่องจากผลการสอบไม่มีถึงฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง จึงรู้สึกไม่สบายใจ และคลางแคลงใจ กังวลว่าในสุดเรื่องนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอที่สั่งดำเนินการ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจในระดับล่างทำงานให้ผู้มีอำนาจในระดับบน ก็จะยังมีความเกรงกันอยู่ ดังนั้น จึงเสนอว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นคนนอกเข้ามาตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณีสอบทุจริตยา
สำหรับผู้ที่เหมาะมาเป็นประธานคณะกรรมการกลาง เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้นั้น ตนยังเห็นว่า นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขมานาน เป็นคนมีความรู้ มีบารมี เกียรติภูมิน่าเชื่อถือ หากผลสอบของ นพ.บรรลุ ระบุว่า ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวตนก็จะเชื่อ แต่เมื่อการสอบยังดำเนินการโดยคนในกระทรวง ตนจึงไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบนี้
"ผมสงสัยว่า ทำไมผลสอบในครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงฝ่ายการเมืองเลย ทั้งๆ ก็มีการให้ข้อมูลฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ และมีการรับรู้เป็นวงกว้าง แต่กรรมการชุดนี้กลับไม่รู้และไม่พูดถึงเลย" ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว
ครม.แต่งตั้งซี9-10สธ.
นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายมานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายนรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นอธิบดีกรมอนามัย นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นาย
ทนงสรรค์ สุธาธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นายสถาพร วงษ์เจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง และนางวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย คือ นายศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์ นางชุติมา กาญจนวงศ์ และนายศุภชัย ไพบูลย์ผล ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงานอีก 1 ราย คือ น.ส.นันธิกา ทังสุพาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตรวจราชการ
พท.ตั้งคณะ กก.เงาบี้ทุจริตรายกระทรวง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ถึงการตั้งคณะกรรมการติดตามการทุจริตของรัฐบาลรายกระทรวง ว่า แกนนำพรรคเสนอให้มีคณะกรรมการเงาติดตามรายกระทรวงการทุจริตและทำงานผิด กฎหมาย รวมถึงการใช้งบไทยเข้มแข็งโดยให้ ส.ส.เข้าชื่อว่าอยากเป็นกรรมการชุดไหน
ทั้งนี้ กรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มติดตามการตรวจสอบงบชุมชนพอเพียง รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุข ที่รัฐมนตรีบอกว่ายังไม่มีการโกงเพราะยังไม่ได้อนุมัติเป็นการพูดจาตามพรรค ประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีการยัดไส้ครุภัณฑ์ซึ่งถือว่าโกงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่นายกฯ กลับถามหาใบเสร็จ คิดว่าสุดท้ายคงไม่พ้นข้าราชการ ทั้งนี้การทำงานของคณะกรรมการเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สธ. เผยผลสอบ "โครงการไทยเข้มแข็ง" พบยัดไส้จัดซื้อจริง รพ.ไม่ได้ขอ ทั้งยูวีแฟน เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ โดยเฉพาะเครื่องตรวจชีวเคมีในเลือดจัดซื้อถึง 40 เครื่องๆ ละ 3 ล้านบาท เผยข้าราชการมีเอี่ยว แต่ขออุบชื่อ "ไอ้โม่ง" ก่อน พร้อมตั้ง คกก.สอบวินัย ด้าน "วิทยา" รับมีบีบให้ลาออกจาก รมว.สธ.จริง แต่ชี้แจง พรรคเข้าใจ ขอเวลา 1 วันหารือตั้งคณะกรรมการคนนอก ด้าน "หมอเกรียง" ผิดหวัง ผลสอบฟันแค่ข้าราชการประจำ ไม่มีนักการเมืองเอี่ยว
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ และคณะกรรมการทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวผลการตรวจสอบ ภายหลังจากที่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มีคำสั่งแต่งตั้งและให้สรุปภายใน 2 สัปดาห์
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบหลังดำเนินการ 1 สัปดาห์ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
1.มีการจัดสรรครุภัณฑ์บางรายการที่ไม่ตรงกับความต้องการ และไม่มีคำขอแต่กลับมีการจัดสรรให้ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระบบยูวี-แฟน
2.มีการจัดสรรเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และไม่เหมาะสม เช่น เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลชุมชน แต่กลับมีรายการจัดซื้อ
3.สิ่งก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้สูงกว่าที่เคยก่อสร้างมาจากการประเมิน เช่น อาคารพักพยาบาล 24 ห้อง ที่มีการวางงบประมาณที่มากกว่าราคากลาง ซึ่งมีเหตุผลจากการประเมินราคาในอนาคตทำให้ราคาสูงกล่าวปกติ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงให้ทบทวนหามาตรการคำนวณให้สมเหตุ สมผลมากกว่านี้ โดยให้หน่วยงานภายนอกมาร่วมคำนวณราคารวมกับกองแบบแผน
"หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเพื่อให้ทราบว่ามีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความบกพร่องในการจัดซื้อที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องสอบสวนต่อไปว่า เกิดโดยเจตนา หรือความไม่รอบคอบ แต่เพื่อความเป็นธรรมและปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบ สวนขึ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ และให้โอกาสบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อนที่จะมีการเปิดเผยชื่อบุคคล เหล่านั้นได้ ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นแค่การตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น"
สั่งทุกจังหวัดทบทวนรายการจัดซื้อ
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดไปทบทวนรายการ จัดซื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ทบทวนรายการจัดซื้อในโรงพยาบาลชุมชน และ นพ.วีรพงษ์ เพ่งวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา ทบทวนรายการจัดซื้อใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และศูนย์ และในอีก 2 สัปดาห์ จะเชิญคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุมกันใหม่เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อใน โครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด
ส่วนผลสอบสวนมีข้าราชการและนักการเมืองเกี่ยว ข้องกี่คน นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงยังไม่สามารถลงรายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่ยอมรับว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งจะสอบสวนให้เร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการชุด นพ.เสรี ชี้แล้วว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น และนำเสนอรายงานผลสอบมายังตนเพื่อเร่งตั้ง คณะกรรมการสอบต่อไป
ต่อข้อซักถามว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีใบสั่งจากการเมืองจริงหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า "คงเป็นที่รับทราบว่ามีข้าราชการระดับ ผอ.ไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ ซึ่งก็มีคนที่เกี่ยวข้องจริง"
ชี้มีแค่ข้าราชการพัวพัน
ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก ประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเพียงแค่เรียกข้าราชการ และสรุปเฉพาะแค่ ข้าราชการเท่านั้น และลูกจ้างในกระทรวงมาชี้แจงเท่านั้น ส่วนคนนอกไม่มีสิทธิเรียกมาให้ข้อมูลได้ ดังนั้นกรณีที่เป็นข่าวอักษรย่อก่อนหน้านี้ จึงไม่มีสิทธิเรียกมาสอบได้ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า มีรายการจัดซื้อที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะเครื่องตรวจสารเคมีในเลือดมูลค่า 3 ล้านบาท ที่ไม่จำเป็น ไม่มีการขอแต่กลับมีการสั่งจัดซื้อให้กับโรงพยาบาลเล็กขนาด 30 เตียงถึง 40 แห่ง จึงมีการตั้งคำถาม รวมทั้งเครื่องยูวี-แฟนและเครื่องดมยาสลบ ที่เป็นหลักฐานชัดเจน
ตั้งกรรมการคนนอกตรวจซ้ำ
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งสธ.ว่า ขอเวลาอีก 1 วันเพื่อพูดคุยกับ นพ.เสรี หงษ์หยก ก่อน และจึงจะพิจารณาว่าจะจัดตั้งคณะกรรมการคนนอกเพื่อสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตรวจของคณะกรรมการทุกชุด โดยให้ทำงานเป็นอิสระ ส่วนที่การไม่มีเปิดเผยรายชื่อผู้ที่พัวพันปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในครั้ง นี้นั้น เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายสธ.แนะนำเพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อน
หมอชนบทผิดหวังผลสอบ
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนว่าพูดไม่หมด เนื่องจากผลการสอบไม่มีถึงฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง จึงรู้สึกไม่สบายใจ และคลางแคลงใจ กังวลว่าในสุดเรื่องนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอที่สั่งดำเนินการ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจในระดับล่างทำงานให้ผู้มีอำนาจในระดับบน ก็จะยังมีความเกรงกันอยู่ ดังนั้น จึงเสนอว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นคนนอกเข้ามาตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณีสอบทุจริตยา
สำหรับผู้ที่เหมาะมาเป็นประธานคณะกรรมการกลาง เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้นั้น ตนยังเห็นว่า นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขมานาน เป็นคนมีความรู้ มีบารมี เกียรติภูมิน่าเชื่อถือ หากผลสอบของ นพ.บรรลุ ระบุว่า ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวตนก็จะเชื่อ แต่เมื่อการสอบยังดำเนินการโดยคนในกระทรวง ตนจึงไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบนี้
"ผมสงสัยว่า ทำไมผลสอบในครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงฝ่ายการเมืองเลย ทั้งๆ ก็มีการให้ข้อมูลฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ และมีการรับรู้เป็นวงกว้าง แต่กรรมการชุดนี้กลับไม่รู้และไม่พูดถึงเลย" ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว
ครม.แต่งตั้งซี9-10สธ.
นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายมานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายนรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นอธิบดีกรมอนามัย นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นาย
ทนงสรรค์ สุธาธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นายสถาพร วงษ์เจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง และนางวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย คือ นายศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์ นางชุติมา กาญจนวงศ์ และนายศุภชัย ไพบูลย์ผล ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงานอีก 1 ราย คือ น.ส.นันธิกา ทังสุพาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตรวจราชการ
พท.ตั้งคณะ กก.เงาบี้ทุจริตรายกระทรวง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ถึงการตั้งคณะกรรมการติดตามการทุจริตของรัฐบาลรายกระทรวง ว่า แกนนำพรรคเสนอให้มีคณะกรรมการเงาติดตามรายกระทรวงการทุจริตและทำงานผิด กฎหมาย รวมถึงการใช้งบไทยเข้มแข็งโดยให้ ส.ส.เข้าชื่อว่าอยากเป็นกรรมการชุดไหน
ทั้งนี้ กรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มติดตามการตรวจสอบงบชุมชนพอเพียง รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุข ที่รัฐมนตรีบอกว่ายังไม่มีการโกงเพราะยังไม่ได้อนุมัติเป็นการพูดจาตามพรรค ประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีการยัดไส้ครุภัณฑ์ซึ่งถือว่าโกงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่นายกฯ กลับถามหาใบเสร็จ คิดว่าสุดท้ายคงไม่พ้นข้าราชการ ทั้งนี้การทำงานของคณะกรรมการเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Sunday, October 4, 2009
แพทย์ชนบทปูด 4 ข้อส่อทุจริต ซื้อเครื่องมือแพทย์ไทยเข้มแข็ง
แพทย์ชนบทปูด 4 ข้อส่อทุจริต ซื้อเครื่องมือแพทย์ไทยเข้มแข็ง
"แพทย์ชนบท" ออกโรงแฉไทยเข้มแข็งซ้ำ 4 ประเด็นส่อเค้าทุจริต เสนอรื้อโครงการใหม่ เชื่อประหยัดงบได้หมื่นล้าน ปูดค่าหัวคิวซื้อรถหวอ 1,000 คันๆ ละ 1 แสนบาท ราคากลางก่อสร้างเพิ่ม 20-50% ชี้ "ยูวี-แฟน" ตัวแทนจำหน่ายสนิทเมียนักการเมืองชื่อดัง ด้าน "วิทยา" รายงานโครงการไทยเข้มแข็งส่งกลิ่นให้ นายกฯ ทราบแล้ว ยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการภาย ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP2" มูลค่า 86,685.61 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV-FAN) ว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามีการประมูลจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้อธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการทุจริตตนก็ทราบจากนักข่าว ไม่มีใครร้องเรียนมายังตนโดยตรง ซึ่งนายกฯก็รับทราบ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ
แต่ยืนยันว่า การติดตามการทุจริตยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด ในการพิจารณาการจัดซื้อ โดยมีตัวแทนจาก รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน สสจ. ตัวแทนผู้ตรวจกระทรวง ร่วมดำเนินการทบทวนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องนี้อาจให้คณะกรรมการตรวจสอบดูก่อน ก่อนที่จะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตที่มีรายชื่อบริษัท จำหน่ายในเอกสารแนบท้าย เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องตามดูว่าออกมาจากจังหวัดใด ว่าเป็นแบบใด มีใครเอาชื่อไปใส่หรือเปล่า ต้องไปตามข้อมูลจากผู้ที่นำมาเผยแพร่ เพราะหากไปแกล้งคนดีๆ ก็จะเสียหาย ตนไม่อยากใครเป็นเหยื่อ คนดีๆ ต้องได้รับการปกป้อง
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ควรมีการทบทวนดังนี้
1.ราคาการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีราคากลางสูงเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาการก่อสร้างในปี 2551
ดังนั้นน่าจะมีการรื้อและทบทวนโครงการใหม่ หากทำได้จะประหยัดงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น อาคารหอพักพยาบาลที่สเปคเดียวกันจากเดิมราคากลาง 6.67 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9.57 ล้านบาท
2.มีการร้องเรียนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เข้าไปวิ่งเต้นโครงการใหญ่ 700-800 ล้านบาท ที่ จ.พิษณุโลกและนครสวรรค์
เพราะมีโควตาบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองจองไว้แล้ว กรณีนี้เป็นโจรร้องโจรทำให้ทราบข้อมูล
3. รถพยาบาล มีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับผู้จัดการศูนย์รถยนต์ที่เซ็นทรัล บางนา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท
ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คัน ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญ 2 รายการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องกระตุกหัวใจ ที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท
4.เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องดมยาสลบ ที่มีบางบริษัทให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แต่กลับมีการตั้งราคาถึง 1.5 ล้านบาท
ซึ่งตนเกรงว่าในบางพื้นที่ไม่รู้และมีการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ราคา 5-6 แสนบาท แต่ไปซื้อถึง 1.5 ล้านบาท จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
"ถ้านายวิทยาจริงใจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ สวนเพื่อดูรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้ขอไป แต่กลับจะให้มีการซื้อแบบปูพรมเต็มพื้นที่ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งหากยกเลิกได้ก็ยกเลิก" นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ควรเลือกประธานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่ควรเลือกผู้ตรวจราชการ
จี้ทบทวนจัดสรรงบใหม่
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งใหม่ เนื่องจากมีการจัดสรรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เห็นได้ชัดคืองบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลศูนย์ 94 แห่ง เป็นเงินกว่า 40,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลชุมชน 800 แห่ง ได้เพียงแค่ 8-9 พันล้านบาท ดังนั้นเรื่องนี้ต้องทบทวนให้กระจ่าง ไม่ใช่จัดสรรแบบสะเปะสะปะ และ ครม.ต้องกล้าตัดสินใจชะลอโครงการ เรื่องนี้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ตนจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภา
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่าการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต ว่า เป็นเรื่องที่มีการสอดไส้ลงไปทั้งที่ไม่มีการร้องขอจากพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าในท้ายที่สุดก็คงมีการยกเลิกโครงการนี้ไป จากการตรวจสอบบริษัทที่นำเข้าพบว่า ไม่ใช่บริษัทที่ไปเสนอราคาขายให้โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว แต่บริษัทที่ไปเสนอขายเป็นแค่ตัวแทน จำหน่ายเท่านั้น เท่าที่ทราบมีสายสัมพันธ์กับเมียนักการเมืองชื่อดัง
สธ.ชี้ 46 รายการแค่เสนอ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สธ. กล่าวว่า สถานีอนามัยได้งบประมาณกว่า 1.35 ล้านบาท โดย 5 แสนบาทเป็นงบปรับปรุงสถานีอนามัย ส่วนอีก 8.5 แสนบาท เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เดิมมีเพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น แต่ได้เพิ่มเป็น 46 รายการ ในการทำเรื่องเสนอของงบฯนั้น หากให้ทางสถานีอนามัยกว่า 9,000 แห่งเสนอมานั้นจะต้องคีย์ข้อมูลกว่าเป็นแสนๆ รายการ ใครจะทำ ทั้งยังมีเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงได้เชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องมา หารือเพื่อกำหนดครุภัณฑ์ที่ควรมีการจัดซื้อ โดยพิจารณาเฉพาะรายการใหญ่ๆ ส่วนรายการครุภัณฑ์ยิบย่อยนั้นสถานีอนามัยสามารถใช้งบลงทุน สปสช. จัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งไม่กระทบ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสนอสำนักงบประมาณในกลางเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 46 รายการนั้น ไม่ให้สธ.ซื้อทั้งหมด เป็นแค่รายการให้เลือกเท่านั้น ซึ่งบางรายการยังระบุด้วยว่า ให้จัดซื้อในกรณีที่มีแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้นในการใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะหากจัดซื้อทั้งหมดจะต้องใช้งบหลายล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักแสน
นพ.คำรณ ไชยสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า เหตุผลที่กำหนดราคาเครื่องยูวี-แฟน ที่ 40,000 บาท เนื่องจากไปดูราคาการจัดซื้อเมื่อปีก่อน ซึ่งมีโรงพยาบาลบางแห่งในภาคอีสานจัดซื้อ เมื่อมีการวิจารณ์ขึ้นก็ต้องบอกว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคากลาง แต่เป็นราคาที่ตั้งงบฯไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับครุภัณฑ์ 46 รายการ เช่น ชุดยูนิตทำฟัน 438,000 บาท เครื่องอัลตร้าซาวด์ 5 แสนบาท เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ ชนิด 12 ลีด พร้อมอ่านแปลผล 1.2 แสนบาท รถบรรทุกดีเซลขนาด 1 ตัน แบบมีช่องว่าด้านหลังคนขับ พร้อมหลังคาไฟเบอร์กลาส ราคา 5.6 แสนบาท ชุดอุปกรณ์ให้การรักษาทันตกรรม 1 แสนบาท ชุดกายภาพบำบัด 138,500 บาท หม้อต้มแผ่นให้ความร้อน 107,000 บาท เป็นต้น
เพื่อไทยเผยสั่งเพิ่มรายการครุภัณฑ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยสธ.ได้กำหนดรายการครุภัณฑ์ส่งให้สถานีอนามัย 20 รายการ ในเย็นวันศุกร์ พร้อมกำชับให้ส่งความต้องการว่าต้องการครุภัณฑ์อะไร ใน20 รายการนี้ ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8.5 แสนบาท และให้ส่งกลับมายังสาธารณสุขจังหวัดภายในวันจันทร์ จึงเกิดการทักท้วงโดยฝ่ายค้านและข้าราชการ ระบุว่าไม่ได้สำรวจความต้องการของแพทย์สาธารณสุขโดยตรง จึงมีการระงับโครงการไป แล้วเรียกประชุม แต่ก็ไม่ได้รับฟังความเห็นจากคนที่ต้องใช้ครุภัณฑ์เหล่านี้เท่าใดนัก แล้วจึงกำหนดรายการเพิ่มเป็น 46 รายการ แล้วส่งไปยังสถานีอนามัยใหม่ แต่ 20 รายการเดิมก็ยังคงอยู่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เคยเตือนในสภาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 2553 วาระ2 และ3 ให้ระวังการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการอ้างว่า นำไปให้โรงพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพทย์และศูนย์สุขภาพตำบลอยากได้งบ แต่ปรากฏว่าไปยัดเยียดอุปกรณ์ให้ไม่ตรงกับความต้องการ
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
"แพทย์ชนบท" ออกโรงแฉไทยเข้มแข็งซ้ำ 4 ประเด็นส่อเค้าทุจริต เสนอรื้อโครงการใหม่ เชื่อประหยัดงบได้หมื่นล้าน ปูดค่าหัวคิวซื้อรถหวอ 1,000 คันๆ ละ 1 แสนบาท ราคากลางก่อสร้างเพิ่ม 20-50% ชี้ "ยูวี-แฟน" ตัวแทนจำหน่ายสนิทเมียนักการเมืองชื่อดัง ด้าน "วิทยา" รายงานโครงการไทยเข้มแข็งส่งกลิ่นให้ นายกฯ ทราบแล้ว ยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการภาย ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP2" มูลค่า 86,685.61 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV-FAN) ว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามีการประมูลจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้อธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการทุจริตตนก็ทราบจากนักข่าว ไม่มีใครร้องเรียนมายังตนโดยตรง ซึ่งนายกฯก็รับทราบ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ
แต่ยืนยันว่า การติดตามการทุจริตยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด ในการพิจารณาการจัดซื้อ โดยมีตัวแทนจาก รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน สสจ. ตัวแทนผู้ตรวจกระทรวง ร่วมดำเนินการทบทวนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องนี้อาจให้คณะกรรมการตรวจสอบดูก่อน ก่อนที่จะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตที่มีรายชื่อบริษัท จำหน่ายในเอกสารแนบท้าย เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องตามดูว่าออกมาจากจังหวัดใด ว่าเป็นแบบใด มีใครเอาชื่อไปใส่หรือเปล่า ต้องไปตามข้อมูลจากผู้ที่นำมาเผยแพร่ เพราะหากไปแกล้งคนดีๆ ก็จะเสียหาย ตนไม่อยากใครเป็นเหยื่อ คนดีๆ ต้องได้รับการปกป้อง
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ควรมีการทบทวนดังนี้
1.ราคาการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีราคากลางสูงเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาการก่อสร้างในปี 2551
ดังนั้นน่าจะมีการรื้อและทบทวนโครงการใหม่ หากทำได้จะประหยัดงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น อาคารหอพักพยาบาลที่สเปคเดียวกันจากเดิมราคากลาง 6.67 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9.57 ล้านบาท
2.มีการร้องเรียนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เข้าไปวิ่งเต้นโครงการใหญ่ 700-800 ล้านบาท ที่ จ.พิษณุโลกและนครสวรรค์
เพราะมีโควตาบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองจองไว้แล้ว กรณีนี้เป็นโจรร้องโจรทำให้ทราบข้อมูล
3. รถพยาบาล มีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับผู้จัดการศูนย์รถยนต์ที่เซ็นทรัล บางนา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท
ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คัน ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญ 2 รายการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องกระตุกหัวใจ ที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท
4.เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องดมยาสลบ ที่มีบางบริษัทให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แต่กลับมีการตั้งราคาถึง 1.5 ล้านบาท
ซึ่งตนเกรงว่าในบางพื้นที่ไม่รู้และมีการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ราคา 5-6 แสนบาท แต่ไปซื้อถึง 1.5 ล้านบาท จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
"ถ้านายวิทยาจริงใจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ สวนเพื่อดูรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้ขอไป แต่กลับจะให้มีการซื้อแบบปูพรมเต็มพื้นที่ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งหากยกเลิกได้ก็ยกเลิก" นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ควรเลือกประธานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่ควรเลือกผู้ตรวจราชการ
จี้ทบทวนจัดสรรงบใหม่
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งใหม่ เนื่องจากมีการจัดสรรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เห็นได้ชัดคืองบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลศูนย์ 94 แห่ง เป็นเงินกว่า 40,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลชุมชน 800 แห่ง ได้เพียงแค่ 8-9 พันล้านบาท ดังนั้นเรื่องนี้ต้องทบทวนให้กระจ่าง ไม่ใช่จัดสรรแบบสะเปะสะปะ และ ครม.ต้องกล้าตัดสินใจชะลอโครงการ เรื่องนี้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ตนจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภา
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่าการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต ว่า เป็นเรื่องที่มีการสอดไส้ลงไปทั้งที่ไม่มีการร้องขอจากพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าในท้ายที่สุดก็คงมีการยกเลิกโครงการนี้ไป จากการตรวจสอบบริษัทที่นำเข้าพบว่า ไม่ใช่บริษัทที่ไปเสนอราคาขายให้โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว แต่บริษัทที่ไปเสนอขายเป็นแค่ตัวแทน จำหน่ายเท่านั้น เท่าที่ทราบมีสายสัมพันธ์กับเมียนักการเมืองชื่อดัง
สธ.ชี้ 46 รายการแค่เสนอ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สธ. กล่าวว่า สถานีอนามัยได้งบประมาณกว่า 1.35 ล้านบาท โดย 5 แสนบาทเป็นงบปรับปรุงสถานีอนามัย ส่วนอีก 8.5 แสนบาท เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เดิมมีเพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น แต่ได้เพิ่มเป็น 46 รายการ ในการทำเรื่องเสนอของงบฯนั้น หากให้ทางสถานีอนามัยกว่า 9,000 แห่งเสนอมานั้นจะต้องคีย์ข้อมูลกว่าเป็นแสนๆ รายการ ใครจะทำ ทั้งยังมีเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงได้เชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องมา หารือเพื่อกำหนดครุภัณฑ์ที่ควรมีการจัดซื้อ โดยพิจารณาเฉพาะรายการใหญ่ๆ ส่วนรายการครุภัณฑ์ยิบย่อยนั้นสถานีอนามัยสามารถใช้งบลงทุน สปสช. จัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งไม่กระทบ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสนอสำนักงบประมาณในกลางเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 46 รายการนั้น ไม่ให้สธ.ซื้อทั้งหมด เป็นแค่รายการให้เลือกเท่านั้น ซึ่งบางรายการยังระบุด้วยว่า ให้จัดซื้อในกรณีที่มีแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้นในการใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะหากจัดซื้อทั้งหมดจะต้องใช้งบหลายล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักแสน
นพ.คำรณ ไชยสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า เหตุผลที่กำหนดราคาเครื่องยูวี-แฟน ที่ 40,000 บาท เนื่องจากไปดูราคาการจัดซื้อเมื่อปีก่อน ซึ่งมีโรงพยาบาลบางแห่งในภาคอีสานจัดซื้อ เมื่อมีการวิจารณ์ขึ้นก็ต้องบอกว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคากลาง แต่เป็นราคาที่ตั้งงบฯไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับครุภัณฑ์ 46 รายการ เช่น ชุดยูนิตทำฟัน 438,000 บาท เครื่องอัลตร้าซาวด์ 5 แสนบาท เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ ชนิด 12 ลีด พร้อมอ่านแปลผล 1.2 แสนบาท รถบรรทุกดีเซลขนาด 1 ตัน แบบมีช่องว่าด้านหลังคนขับ พร้อมหลังคาไฟเบอร์กลาส ราคา 5.6 แสนบาท ชุดอุปกรณ์ให้การรักษาทันตกรรม 1 แสนบาท ชุดกายภาพบำบัด 138,500 บาท หม้อต้มแผ่นให้ความร้อน 107,000 บาท เป็นต้น
เพื่อไทยเผยสั่งเพิ่มรายการครุภัณฑ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยสธ.ได้กำหนดรายการครุภัณฑ์ส่งให้สถานีอนามัย 20 รายการ ในเย็นวันศุกร์ พร้อมกำชับให้ส่งความต้องการว่าต้องการครุภัณฑ์อะไร ใน20 รายการนี้ ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8.5 แสนบาท และให้ส่งกลับมายังสาธารณสุขจังหวัดภายในวันจันทร์ จึงเกิดการทักท้วงโดยฝ่ายค้านและข้าราชการ ระบุว่าไม่ได้สำรวจความต้องการของแพทย์สาธารณสุขโดยตรง จึงมีการระงับโครงการไป แล้วเรียกประชุม แต่ก็ไม่ได้รับฟังความเห็นจากคนที่ต้องใช้ครุภัณฑ์เหล่านี้เท่าใดนัก แล้วจึงกำหนดรายการเพิ่มเป็น 46 รายการ แล้วส่งไปยังสถานีอนามัยใหม่ แต่ 20 รายการเดิมก็ยังคงอยู่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เคยเตือนในสภาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 2553 วาระ2 และ3 ให้ระวังการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการอ้างว่า นำไปให้โรงพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพทย์และศูนย์สุขภาพตำบลอยากได้งบ แต่ปรากฏว่าไปยัดเยียดอุปกรณ์ให้ไม่ตรงกับความต้องการ
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
Saturday, August 29, 2009
ผีซ้ำด้ำพลอย (น้ำลดตอผุด) ที่ สตง
ผีซ้ำด้ำพลอย (น้ำลดตอผุด?) ที่ สตง
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเเงินแผ่นดิน(สตง.)ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย
เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมาก จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว
หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ
1. เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งน.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง.(ส่วนกลาง)ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)
2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์(หมายเลขแดงที่ 1357/2552)
ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)ได้กำหนดไว้
แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม
ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร กรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษา ที่คุณหญิงจารวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้
1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง เนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมายฯลฯ
2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง
อย่างไรก็ตามคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆจนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมาย และดำเนินการเกี่ยวกับคดี ตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549
ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวรซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2548
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)
ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อน เช่นเดียวกับนายอภิชัย
ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น
ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้
ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่
มติชนออนไลน์ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเเงินแผ่นดิน(สตง.)ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย
เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมาก จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว
หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ
1. เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งน.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง.(ส่วนกลาง)ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)
2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์(หมายเลขแดงที่ 1357/2552)
ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)ได้กำหนดไว้
แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม
ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร กรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษา ที่คุณหญิงจารวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้
1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง เนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมายฯลฯ
2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง
อย่างไรก็ตามคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆจนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมาย และดำเนินการเกี่ยวกับคดี ตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549
ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวรซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2548
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)
ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อน เช่นเดียวกับนายอภิชัย
ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น
ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้
ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่
มติชนออนไลน์ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
Friday, August 21, 2009
ลับ ลวง แพะ ชุมชนพอเพียง ปชป.เล่นกล "การเมือง"
ลับ ลวง แพะ ชุมชนพอเพียง ปชป.เล่นกล "การเมือง"
ถามว่าการลาออกของ รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน และประธานอนุกรรมการอำนวยการโครงการกลางคัน พร้อมหลีกทางให้ มีชัย วีระไวทยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและเครือข่ายองค์ความรู้ของโครงการ เจ้าของฉายา "ถุงยางมีชัย" ให้ขึ้นมานั่งแทน
เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีทุจริต "โครงการชุมชนพอเพียง" หรือไม่
มองเผินๆ ก็อาจจะใช่
"กอร์ปศักดิ์" ให้เหตุผลถึงการลุกออกจากเก้าอี้ว่า เป็นเพราะถูกการเมืองเล่นงาน หากเขายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่มองการเมืองต่างกันออกไป ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระทบกระเทือนกับโครงการนี้ ซึ่งตนยอมไม่ได้
"วันนี้ผมจึงยอมเดินออกไป เพื่อผลประโยชน์ของโครงการ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผม"
ส่วนการตรวจสอบการทุจริต เขาให้น้ำหนักกับการทำงานของกองปราบปราม รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อุตส่าห์เดินเข้าไปขอให้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ส่งทีมงานเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเอง
ภาพที่ออกตามสื่อ หลัง "กอร์ปศักดิ์" ทิ้งเก้าอี้ จึงดูดี มีความรับผิดชอบสูงส่งตามมาตรฐาน "ประชาธิปัตย์" แต่ใครจะรู้ว่า "หลังฉาก" มีการวางหมากไว้ 2-3 ชั้น ตามสไตล์การเล่นการเมืองของคน ปชป.ที่ไม่เคยคิดอะไรเพียง "ชั้นเดียว"
อย่าลืมว่า โครงการชุมชนพอเพียงเริ่มส่งกลิ่นตุๆ ออกมาราวต้นเดือนกรกฎาคม หลัง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเปิดเผยถึงความผิดปกติการใช้งบประมาณจัดซื้อ "ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์" ในหลายๆ ชุมชนทั่ว กทม. ทั้งราคาแพงเกินจริง สินค้าด้อยคุณภาพ ที่สำคัญมีนักการเมืองท้องถิ่นของ "พรรคการเมืองเก่าแก่" เข้าไปชี้นำให้ซื้อสินค้าบางประเภท ในลักษณะ "ล็อคสเปค"
เวลานั้น "กอร์ปศักดิ์" ต้องออกมาชี้แจงเป็นพัลวัน ทั้งความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับ ชุมชน (สพช.) บางคน กับบางบริษัทเอกชน
รวมถึงกรณี "น้องชาย" ที่อุตส่าห์ดึงมาช่วยงาน รับเงินเดือนเพียง 4 หมื่นบาท ทั้งที่เคยเป็นทั้ง ส.ว. และ ส.ส. จากข้อกล่าวหาว่า พาญาติพี่น้องเข้ามา "กอบโกย" เพื่อ "ผลประโยชน์" ของตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าตัวเคยตั้งเป็นข้อหาทิ่มแทง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยยังเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อการตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้ามเข้มข้นขึ้น รัฐบาลก็พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง ให้ เจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน
จากนั้น "กอร์ปศักดิ์" ก็มอบหมายให้ สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ไปแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่อาวุโส สพช. 3 ราย ที่สงสัยว่าไปมีส่วนกับการทุจริต ก่อนที่เจ้าตัวเดินเข้าไปขอให้ สตง.ตรวจสอบ พร้อมแถลงข่าววางมือจากโครงการ ในที่สุด
บทที่แกนนำรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์บางคนวางเอาไว้ เกือบจะ "สมบูรณ์แบบ"
หากไม่มีคนไปแอบเห็นว่า ข้อมูลที่ไปแจ้งให้ "กองปราบฯ-สตง." เข้ามาตรวจสอบ ไม่เกี่ยวข้องกับ "ตู้น้ำโซลาร์เซลล์" หรือสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก
และไม่เกี่ยวข้องกับ "บริษัทเอกชน" บางบริษัท ที่มี "สัมพันธ์พิเศษ" กับ "บิ๊กเบิ้ม" บางคนในรัฐบาล แม้แต่น้อย
แต่เป็นเรื่อง "โครงการจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ" ซึ่งสมาชิก ปชป.พยายามชี้เป้าว่า มีอดีตนายใหญ่ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และกล่าวหาว่า มีการทุจริตใน 11 จังหวัดทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน ล้วนๆ!!!
รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย มีวิธีการที่ "ง่ายที่สุด" ในการ "ตอบโต้" การตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยการ "ดิสเครดิต" ตัวผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางฝ่ายที่ออกมาร่วมตรวจสอบการทุจริตไป "ตามหน้าที่" แต่กลับถูกมือมืดไปปล่อยข่าวใน ปชป.ว่า
"ออกมาตีรัฐบาล เพราะเสียผลประโยชน์"
ที่ผ่านมา ความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียงมีการร้องเรียนเข้ามากว่า 200 ชุมชน จากทั้งหมด 8.8 หมื่นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ อนุมัติไปแล้ว 2.1 หมื่นโครงการ โอนเงินไปแล้ว 5,000 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงราวๆ 2,000 ล้านบาท
คำถามคือ หากต้องการสร้างภาพว่าตัวเอง "สะอาด" เหตุใด "กอร์ปศักดิ์" จึงไม่ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาสอบโครงการที่ตนถูกกล่าวหาก่อน
อย่าอ้างว่า รอผลสอบของคณะกรรม การชุด "เจริญ" ที่จะสรุปในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพราะใครก็รู้ว่า ฟันแค่นักการเมืองตัวเล็กๆ เท่านั้น
ไม่แตะ "ตู้น้ำ" แต่ไปไล่บี้กับ "ปุ๋ยชีวภาพ"
ไม่รู้ว่าใครบางคนคิดอะไร จึงออกมาเหน็บแนมฝ่ายที่ออกมาตรวจสอบการโกงกินภาษีประชาชน ว่า "เขียนกันสนุก"
"คุณชายสะอาด" ต้องอยู่เหนือการตรวจสอบ??
มติชนรายวัน วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11486
ถามว่าการลาออกของ รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน และประธานอนุกรรมการอำนวยการโครงการกลางคัน พร้อมหลีกทางให้ มีชัย วีระไวทยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและเครือข่ายองค์ความรู้ของโครงการ เจ้าของฉายา "ถุงยางมีชัย" ให้ขึ้นมานั่งแทน
เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีทุจริต "โครงการชุมชนพอเพียง" หรือไม่
มองเผินๆ ก็อาจจะใช่
"กอร์ปศักดิ์" ให้เหตุผลถึงการลุกออกจากเก้าอี้ว่า เป็นเพราะถูกการเมืองเล่นงาน หากเขายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่มองการเมืองต่างกันออกไป ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระทบกระเทือนกับโครงการนี้ ซึ่งตนยอมไม่ได้
"วันนี้ผมจึงยอมเดินออกไป เพื่อผลประโยชน์ของโครงการ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผม"
ส่วนการตรวจสอบการทุจริต เขาให้น้ำหนักกับการทำงานของกองปราบปราม รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อุตส่าห์เดินเข้าไปขอให้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ส่งทีมงานเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเอง
ภาพที่ออกตามสื่อ หลัง "กอร์ปศักดิ์" ทิ้งเก้าอี้ จึงดูดี มีความรับผิดชอบสูงส่งตามมาตรฐาน "ประชาธิปัตย์" แต่ใครจะรู้ว่า "หลังฉาก" มีการวางหมากไว้ 2-3 ชั้น ตามสไตล์การเล่นการเมืองของคน ปชป.ที่ไม่เคยคิดอะไรเพียง "ชั้นเดียว"
อย่าลืมว่า โครงการชุมชนพอเพียงเริ่มส่งกลิ่นตุๆ ออกมาราวต้นเดือนกรกฎาคม หลัง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเปิดเผยถึงความผิดปกติการใช้งบประมาณจัดซื้อ "ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์" ในหลายๆ ชุมชนทั่ว กทม. ทั้งราคาแพงเกินจริง สินค้าด้อยคุณภาพ ที่สำคัญมีนักการเมืองท้องถิ่นของ "พรรคการเมืองเก่าแก่" เข้าไปชี้นำให้ซื้อสินค้าบางประเภท ในลักษณะ "ล็อคสเปค"
เวลานั้น "กอร์ปศักดิ์" ต้องออกมาชี้แจงเป็นพัลวัน ทั้งความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับ ชุมชน (สพช.) บางคน กับบางบริษัทเอกชน
รวมถึงกรณี "น้องชาย" ที่อุตส่าห์ดึงมาช่วยงาน รับเงินเดือนเพียง 4 หมื่นบาท ทั้งที่เคยเป็นทั้ง ส.ว. และ ส.ส. จากข้อกล่าวหาว่า พาญาติพี่น้องเข้ามา "กอบโกย" เพื่อ "ผลประโยชน์" ของตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าตัวเคยตั้งเป็นข้อหาทิ่มแทง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยยังเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อการตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้ามเข้มข้นขึ้น รัฐบาลก็พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง ให้ เจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน
จากนั้น "กอร์ปศักดิ์" ก็มอบหมายให้ สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ไปแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่อาวุโส สพช. 3 ราย ที่สงสัยว่าไปมีส่วนกับการทุจริต ก่อนที่เจ้าตัวเดินเข้าไปขอให้ สตง.ตรวจสอบ พร้อมแถลงข่าววางมือจากโครงการ ในที่สุด
บทที่แกนนำรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์บางคนวางเอาไว้ เกือบจะ "สมบูรณ์แบบ"
หากไม่มีคนไปแอบเห็นว่า ข้อมูลที่ไปแจ้งให้ "กองปราบฯ-สตง." เข้ามาตรวจสอบ ไม่เกี่ยวข้องกับ "ตู้น้ำโซลาร์เซลล์" หรือสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก
และไม่เกี่ยวข้องกับ "บริษัทเอกชน" บางบริษัท ที่มี "สัมพันธ์พิเศษ" กับ "บิ๊กเบิ้ม" บางคนในรัฐบาล แม้แต่น้อย
แต่เป็นเรื่อง "โครงการจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ" ซึ่งสมาชิก ปชป.พยายามชี้เป้าว่า มีอดีตนายใหญ่ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และกล่าวหาว่า มีการทุจริตใน 11 จังหวัดทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน ล้วนๆ!!!
รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย มีวิธีการที่ "ง่ายที่สุด" ในการ "ตอบโต้" การตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยการ "ดิสเครดิต" ตัวผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางฝ่ายที่ออกมาร่วมตรวจสอบการทุจริตไป "ตามหน้าที่" แต่กลับถูกมือมืดไปปล่อยข่าวใน ปชป.ว่า
"ออกมาตีรัฐบาล เพราะเสียผลประโยชน์"
ที่ผ่านมา ความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียงมีการร้องเรียนเข้ามากว่า 200 ชุมชน จากทั้งหมด 8.8 หมื่นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ อนุมัติไปแล้ว 2.1 หมื่นโครงการ โอนเงินไปแล้ว 5,000 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงราวๆ 2,000 ล้านบาท
คำถามคือ หากต้องการสร้างภาพว่าตัวเอง "สะอาด" เหตุใด "กอร์ปศักดิ์" จึงไม่ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาสอบโครงการที่ตนถูกกล่าวหาก่อน
อย่าอ้างว่า รอผลสอบของคณะกรรม การชุด "เจริญ" ที่จะสรุปในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพราะใครก็รู้ว่า ฟันแค่นักการเมืองตัวเล็กๆ เท่านั้น
ไม่แตะ "ตู้น้ำ" แต่ไปไล่บี้กับ "ปุ๋ยชีวภาพ"
ไม่รู้ว่าใครบางคนคิดอะไร จึงออกมาเหน็บแนมฝ่ายที่ออกมาตรวจสอบการโกงกินภาษีประชาชน ว่า "เขียนกันสนุก"
"คุณชายสะอาด" ต้องอยู่เหนือการตรวจสอบ??
มติชนรายวัน วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11486
Wednesday, August 19, 2009
ข้อหา...ทุจริตแบบ พอเพียง ? จี้ใจ "มาร์ค" สะกดจุด "ปชป."
ข้อหา...ทุจริตแบบ พอเพียง ? จี้ใจ "มาร์ค" สะกดจุด "ปชป."
คงไม่มีวาระใดสะเทือนใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มากเท่าโครงการ "ชุมชนพอเพียง" ที่มีเสียงว่าลือ-อ้าง-อาจจะมีการ "ทุจริต"
เพราะเงินหลวงแม้ตกน้ำไม่ไหล- ตกไฟไม่ไหม้ เรื่องจึงบานปลาย จาก 88 โครงการ เพิ่มเป็นหลายร้อยโครงการที่อยู่ในลักษณะอาจมี "มลทิน"
แม้ "ประธาน" โครงการจะพยายามใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว แต่นับวันเรื่องราวโครงการชุมชนพอเพียง จะถูกกล่าวถึงวันละหลายเวลา หลายฝ่าย จนคึกคักโครมคราม เขย่าพรรคประชาธิปัตย์จนเสียขวัญ
"ผมเสียใจแน่นอนที่ทำให้มีปัญหากับโครงการอย่างนี้ และไม่พอใจอย่างมากที่มีคนหากินกับเรื่องแบบนี้ และจะเดินหน้าตรวจสอบ ในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข่าวออกมาว่ายังไม่มี หลักฐาน ผมก็ได้ส่งหลักฐานให้เพิ่มแล้ว เพราะมีคนร้องมา ไม่มีการที่จะไปฟอกใครทั้งสิ้น"
เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกร้าวกึกก้องจากตึกไทยคู่ฟ้า สั่นสะเทือนไปถึงห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และคณะที่อยู่ในระหว่างการสาง-ซ่อน เรื่องอื้อฉาวในโครงการชุมชนพอเพียง
เสียงเค้น-บีบ-บี้ ให้ผู้รับผิดชอบหน้าซื่อ-ตาใส อย่าง นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการชุมชนพอเพียง สังเวยมรสุม "ทุจริต" ที่พัดผ่านพรรคประชาธิปัตย์ราวกับพายุฤดูฝน
เพราะแกนนำคนสำคัญของ พรรคประชาธิปัตย์ ย้อนศร "กอร์ปศักดิ์" นักค้นข้อมูล "หุ้น" และนักคณิตศาสตร์ตัวยง เรื่อง "ลงทุน" ด้วยการเข้าไป "ค้น" ประวัติของ "สุมิท" เห็นประวัติแล้วต้องยอมจำนน ปล่อยให้มีการกดดันทั้งทางตรง-ทางอ้อม ผลักให้ "สุมิท" พ้นจากตำแหน่ง-ตามธรรมชาติ
นั่นอาจเป็นเพราะ ตัวตนที่แท้ของ "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผอ.สพช.ผู้นี้ ไม่ธรรมดา ? (อ่านประกอบ เปิดตัวตน สุมิท แช่มประสิทธิ์ (www.prachachat.net)
ปมปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน? ที่พรรคประชาธิปัตย์รังเกียจ-รำคาญ กำลังคืบคลานท้าทายกฎเหล็ก 9 ข้อของคณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว พร้อมพุ่งเข้าทำลายภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์-สุจริต ที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" หวงแหนและเชื่อมั่น
ประสบการณ์และคมเขี้ยวการเมือง ของพรรคเก่าแก่-อนุรักษนิยมกว่า 63 ปี ถูกลากพาให้เปลี่ยนแปลง ตามวัน-เวลา และกาละ-เงื่อนไข
คลื่นกระแสความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุด เมื่อคราวประกาศ ?กฎเหล็ก 9 ข้อ? ถูกปรับลดระดับ ลดความน่าเชื่อถือ แทบตกจากบัลลังก์อำนาจ เพราะเรื่องทุจริตร้อนในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยเหตุแห่งปลากระป๋องเน่าที่ติดฉลาก พาดพิง-พัวพัน ถึงตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจนต้องปล่อยเก้าอี้ร้อนพ้นมือ
กว่าจะออกมาแสดงสปิริตได้ทันเวลา เกือบทำให้พรรคประชาธิปัตย์เจียนอยู่-เจียนไป
ด้วยแม่ไม้การเมืองแบบประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" จึงตีลังกา ลอดหว่างขา รอดพ้นจากข้อครหา เรื่องกฎเหล็ก 9 ข้อมาได้อย่างหวุดหวิด
พ้นจากข้อครหาทุจริตไม่ทันข้ามเดือน พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากไปร่วมวงคดี "ก่อการร้าย" ท้าทายตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "กษิต ภิรมย์"
"อภิสิทธิ์? จึงเกือบติดกับดักแห่งกฎเหล็กอีกครั้ง ในวงล้อมแห่ง "พันธมิตร" ซึ่งเป็น "กรรม" ที่เคยร่วมก่อไว้กับมวลชน "เสื้อเหลือง" จากค่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
คำคม "ผมผิดอะไร" ย้อนรอยจนความยาม "ปลด" ให้ "กษิต" พ้นพันธนาการจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรามือ เพราะมี "มือที่มองไม่เห็น" และ "ขาใหญ่" ในพรรค-นอกพรรค กระโดดเข้าปกป้อง
คำประกาศเป็นลายลักษณ์-อักษร ถูกถ่ายทอดทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" กับ "นายกฯอภิสิทธิ์"
มาตรฐานแบบ "อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" ที่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองเหนือความรับผิดชอบตามกฎหมาย ถูกอรรถาธิบายอย่างยืดยาว
"กรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ตำรวจออกหมายเรียก แล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยของมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป
จึงเกิด คำนินทา-พงศาวดารกระซิบ ทั้งในวงใน-วงนอก กลุ่ม-ก๊ก ในพรรคร่วมรัฐบาล ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพวกพันธมิตร ออกโรงแฉเรื่องราว กดดัน "รัฐมนตรีเสื้อเหลือง"
คำตอบ-คำอธิบายจากปาก "อภิสิทธิ์" ถูกตั้งคำถามเรื่องวาจาสิทธิ์-กฎเหล็กอย่างหนัก-หนาหู แต่เรื่องราวทั้งหมดก็ถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับกระแส-ประเด็นร้อน-ข่าวร้าย เรื่องใหม่ ที่ถูกทยอยขุดค้นมาเปิดโปง
พฤติกรรมการเมืองแบบ "ประชาธิปัตย์" ถูกนักรัฐศาสตร์ การเมือง นำไปวิเคราะห์เฉพาะหน้าว่า ปัญหานี้แม้จะเป็นการทุจริตเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่การทุจริตเชิงนโยบายโจ๋งครึ่มเหมือนสมัยรัฐบาล "ทักษิณ" แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สะสางปัญหานี้อย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกฯอภิสิทธิ์ในระยะยาวก็เป็นได้
เพราะสังคมการเมืองไม่มีใครเคยลืมว่าในปี 2538 สมัยที่ นายชวน หลีกภัย นักการเมืองที่ "ใจซื่อ-มือสะอาด-ปราศจากทุจริต" ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะปมปัญหาแห่งคดีทุจริตและการตีความการแจก "ที่ดิน" ส.ป.ก.4-01 ว่าเป็นเหมือน "ทุนการศึกษา" ที่บังเอิญคนรวย-ก็มีสิทธิ
พรรคประชาธิปัตย์มักมีดวงชะตาได้รับอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องเข้าไปสุ่ม-เสี่ยงกับการ "ทุจริต" และมีอันเป็นไปด้วยเหตุทางการเมืองจนต้องล้มหายตายจากฝ่ายรัฐบาล ตกไปเป็น "ฝ่ายค้าน" นานนับ 8 ปี เพราะปฐมเหตุแห่งนโยบาย "หวังดี" แต่มี ผล "ร้าย" ในทางปฏิบัติ
คราวเหตุ ส.ป.ก.4-01 "นายชวน" และคณะ ไม่สามารถถอดสลัก "นายหัว" คนใกล้ชิด "อัญชลี เทพบุตร" ให้พ้นจากปมเงื่อนผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รัฐบาลจึงล้มลงอย่างไม่เป็นท่า
ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" เคยถูกตรา-เป็น "บาป" ติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อย่างยาวนาน
เมื่อเกิดเหตุ "ทุจริต" ในโครงการอันเป็นมงคล ที่ชุมชนพอเพียง ชื่อ "กอร์ปศักดิ์" เพื่อนรัก-คนใกล้ชิด "อภิสิทธิ์" ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นปมปัญหา และยังพัวพันไปถึง "สุมิท-คอนเน็กชั่น" ที่เหนือชั้นไม่ธรรมดายิ่งทำให้โครงการ "พอเพียง" มัวหมอง
ไม่แน่ว่า ประสบการณ์แห่งพงศาวดารอุบัติเหตุทางการเมืองในอดีต อาจยังคง ตามหลอนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป จนกว่าเงื่อนปมแห่ง "ผลประโยชน์ทับซ้อน"จะถูกสะสาง
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4132
คงไม่มีวาระใดสะเทือนใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มากเท่าโครงการ "ชุมชนพอเพียง" ที่มีเสียงว่าลือ-อ้าง-อาจจะมีการ "ทุจริต"
เพราะเงินหลวงแม้ตกน้ำไม่ไหล- ตกไฟไม่ไหม้ เรื่องจึงบานปลาย จาก 88 โครงการ เพิ่มเป็นหลายร้อยโครงการที่อยู่ในลักษณะอาจมี "มลทิน"
แม้ "ประธาน" โครงการจะพยายามใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว แต่นับวันเรื่องราวโครงการชุมชนพอเพียง จะถูกกล่าวถึงวันละหลายเวลา หลายฝ่าย จนคึกคักโครมคราม เขย่าพรรคประชาธิปัตย์จนเสียขวัญ
"ผมเสียใจแน่นอนที่ทำให้มีปัญหากับโครงการอย่างนี้ และไม่พอใจอย่างมากที่มีคนหากินกับเรื่องแบบนี้ และจะเดินหน้าตรวจสอบ ในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข่าวออกมาว่ายังไม่มี หลักฐาน ผมก็ได้ส่งหลักฐานให้เพิ่มแล้ว เพราะมีคนร้องมา ไม่มีการที่จะไปฟอกใครทั้งสิ้น"
เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกร้าวกึกก้องจากตึกไทยคู่ฟ้า สั่นสะเทือนไปถึงห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และคณะที่อยู่ในระหว่างการสาง-ซ่อน เรื่องอื้อฉาวในโครงการชุมชนพอเพียง
เสียงเค้น-บีบ-บี้ ให้ผู้รับผิดชอบหน้าซื่อ-ตาใส อย่าง นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการชุมชนพอเพียง สังเวยมรสุม "ทุจริต" ที่พัดผ่านพรรคประชาธิปัตย์ราวกับพายุฤดูฝน
เพราะแกนนำคนสำคัญของ พรรคประชาธิปัตย์ ย้อนศร "กอร์ปศักดิ์" นักค้นข้อมูล "หุ้น" และนักคณิตศาสตร์ตัวยง เรื่อง "ลงทุน" ด้วยการเข้าไป "ค้น" ประวัติของ "สุมิท" เห็นประวัติแล้วต้องยอมจำนน ปล่อยให้มีการกดดันทั้งทางตรง-ทางอ้อม ผลักให้ "สุมิท" พ้นจากตำแหน่ง-ตามธรรมชาติ
นั่นอาจเป็นเพราะ ตัวตนที่แท้ของ "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผอ.สพช.ผู้นี้ ไม่ธรรมดา ? (อ่านประกอบ เปิดตัวตน สุมิท แช่มประสิทธิ์ (www.prachachat.net)
ปมปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน? ที่พรรคประชาธิปัตย์รังเกียจ-รำคาญ กำลังคืบคลานท้าทายกฎเหล็ก 9 ข้อของคณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว พร้อมพุ่งเข้าทำลายภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์-สุจริต ที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" หวงแหนและเชื่อมั่น
ประสบการณ์และคมเขี้ยวการเมือง ของพรรคเก่าแก่-อนุรักษนิยมกว่า 63 ปี ถูกลากพาให้เปลี่ยนแปลง ตามวัน-เวลา และกาละ-เงื่อนไข
คลื่นกระแสความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุด เมื่อคราวประกาศ ?กฎเหล็ก 9 ข้อ? ถูกปรับลดระดับ ลดความน่าเชื่อถือ แทบตกจากบัลลังก์อำนาจ เพราะเรื่องทุจริตร้อนในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยเหตุแห่งปลากระป๋องเน่าที่ติดฉลาก พาดพิง-พัวพัน ถึงตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจนต้องปล่อยเก้าอี้ร้อนพ้นมือ
กว่าจะออกมาแสดงสปิริตได้ทันเวลา เกือบทำให้พรรคประชาธิปัตย์เจียนอยู่-เจียนไป
ด้วยแม่ไม้การเมืองแบบประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" จึงตีลังกา ลอดหว่างขา รอดพ้นจากข้อครหา เรื่องกฎเหล็ก 9 ข้อมาได้อย่างหวุดหวิด
พ้นจากข้อครหาทุจริตไม่ทันข้ามเดือน พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากไปร่วมวงคดี "ก่อการร้าย" ท้าทายตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "กษิต ภิรมย์"
"อภิสิทธิ์? จึงเกือบติดกับดักแห่งกฎเหล็กอีกครั้ง ในวงล้อมแห่ง "พันธมิตร" ซึ่งเป็น "กรรม" ที่เคยร่วมก่อไว้กับมวลชน "เสื้อเหลือง" จากค่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
คำคม "ผมผิดอะไร" ย้อนรอยจนความยาม "ปลด" ให้ "กษิต" พ้นพันธนาการจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรามือ เพราะมี "มือที่มองไม่เห็น" และ "ขาใหญ่" ในพรรค-นอกพรรค กระโดดเข้าปกป้อง
คำประกาศเป็นลายลักษณ์-อักษร ถูกถ่ายทอดทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" กับ "นายกฯอภิสิทธิ์"
มาตรฐานแบบ "อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" ที่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองเหนือความรับผิดชอบตามกฎหมาย ถูกอรรถาธิบายอย่างยืดยาว
"กรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ตำรวจออกหมายเรียก แล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยของมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป
จึงเกิด คำนินทา-พงศาวดารกระซิบ ทั้งในวงใน-วงนอก กลุ่ม-ก๊ก ในพรรคร่วมรัฐบาล ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพวกพันธมิตร ออกโรงแฉเรื่องราว กดดัน "รัฐมนตรีเสื้อเหลือง"
คำตอบ-คำอธิบายจากปาก "อภิสิทธิ์" ถูกตั้งคำถามเรื่องวาจาสิทธิ์-กฎเหล็กอย่างหนัก-หนาหู แต่เรื่องราวทั้งหมดก็ถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับกระแส-ประเด็นร้อน-ข่าวร้าย เรื่องใหม่ ที่ถูกทยอยขุดค้นมาเปิดโปง
พฤติกรรมการเมืองแบบ "ประชาธิปัตย์" ถูกนักรัฐศาสตร์ การเมือง นำไปวิเคราะห์เฉพาะหน้าว่า ปัญหานี้แม้จะเป็นการทุจริตเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่การทุจริตเชิงนโยบายโจ๋งครึ่มเหมือนสมัยรัฐบาล "ทักษิณ" แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สะสางปัญหานี้อย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกฯอภิสิทธิ์ในระยะยาวก็เป็นได้
เพราะสังคมการเมืองไม่มีใครเคยลืมว่าในปี 2538 สมัยที่ นายชวน หลีกภัย นักการเมืองที่ "ใจซื่อ-มือสะอาด-ปราศจากทุจริต" ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะปมปัญหาแห่งคดีทุจริตและการตีความการแจก "ที่ดิน" ส.ป.ก.4-01 ว่าเป็นเหมือน "ทุนการศึกษา" ที่บังเอิญคนรวย-ก็มีสิทธิ
พรรคประชาธิปัตย์มักมีดวงชะตาได้รับอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องเข้าไปสุ่ม-เสี่ยงกับการ "ทุจริต" และมีอันเป็นไปด้วยเหตุทางการเมืองจนต้องล้มหายตายจากฝ่ายรัฐบาล ตกไปเป็น "ฝ่ายค้าน" นานนับ 8 ปี เพราะปฐมเหตุแห่งนโยบาย "หวังดี" แต่มี ผล "ร้าย" ในทางปฏิบัติ
คราวเหตุ ส.ป.ก.4-01 "นายชวน" และคณะ ไม่สามารถถอดสลัก "นายหัว" คนใกล้ชิด "อัญชลี เทพบุตร" ให้พ้นจากปมเงื่อนผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รัฐบาลจึงล้มลงอย่างไม่เป็นท่า
ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" เคยถูกตรา-เป็น "บาป" ติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อย่างยาวนาน
เมื่อเกิดเหตุ "ทุจริต" ในโครงการอันเป็นมงคล ที่ชุมชนพอเพียง ชื่อ "กอร์ปศักดิ์" เพื่อนรัก-คนใกล้ชิด "อภิสิทธิ์" ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นปมปัญหา และยังพัวพันไปถึง "สุมิท-คอนเน็กชั่น" ที่เหนือชั้นไม่ธรรมดายิ่งทำให้โครงการ "พอเพียง" มัวหมอง
ไม่แน่ว่า ประสบการณ์แห่งพงศาวดารอุบัติเหตุทางการเมืองในอดีต อาจยังคง ตามหลอนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป จนกว่าเงื่อนปมแห่ง "ผลประโยชน์ทับซ้อน"จะถูกสะสาง
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4132
Labels:
กอร์ปศักดิ์,
ชุมชนพอเพียง,
ทุจริต,
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
Sunday, August 16, 2009
ทุจริต พอเพียง กอร์ปศักดิ์-รัฐบาล"ติดเชื้อ" สัญญาณปรับ ครม.
ทุจริต พอเพียง กอร์ปศักดิ์-รัฐบาล"ติดเชื้อ" สัญญาณปรับ ครม.
อย่าคิดตื้นๆ ว่า หาก "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) แสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ลาออก" จากตำแหน่ง จริงตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์
เรื่องทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
เพราะการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เป็นเพียงแค่ "สปิริต" ไม่ใช่เกิดจากการกระทำ "ความผิด"
หากแต่โครงการชุมชนพอเพียง ได้เกิด "ผลแห่งการทุจริต" ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว
การลาออกของ "สุมิท" จะเท่ากับกลายเป็น "แรงบีบอัด" ที่ซัดเข้าใส่ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" อย่างมากมายทวีคูณ
เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่กำกับดูแลโครงการชุมชนพอเพียง
เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมชนพอเพียง
เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นคณะอนุกรรมการอำนาจการโครงการชุมชนพอเพียง ที่เซ็นคำสั่งตั้ง "ตัวเอง" เลขที่ 1/2552 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552
ภาพชัดเจนว่า "อำนาจหน้าที่" ของรองนายกฯกอร์ปศักดิ์ จะทำตั้งแต่ "ภาคนโยบาย" ลงมาถึง "ภาคปฏิบัติ"
เพราะหากดูตามเอกสารลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการโครงการชุมชนพอเพียง มีการเขียนอำนาจหน้าที่ไว้หลายข้อที่สำคัญ
เป็นอำนาจหน้าที่ของ "ระดับปฏิบัติ" อาทิ
ข้อ 3 ประสานงานและกลั่นกรองและอนุมัติการจัดสรรงบประมาณ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโครงการให้รับทราบ
ข้อ 4 กำกับดูแล และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนแทนคณะกรรมการ
จริง อยู่ ในทางปฏิบัติทั้ง "กอร์ปศักดิ์" และ "สุมิท" จะพยายามเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของ สพช.หลายคน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต
นัยหนึ่ง เพื่อกันตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โปร่งใส ไม่มีนอกมีใน
แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ "ภาพลักษณ์" ของทั้งหน่วยงานและตัวบุคคล ที่ถูกลาก ถูกโยง เข้ามาเกี่ยวพัน ถูกกันออกจากคำว่า "ทุจริต" ได้เลย
และยิ่งสาวลึก ยิ่งเห็นไส้ เห็นพุง
โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ "บริษัทเอกชน" ที่รับผิดชอบนำสินค้าไปขายให้ชุมชนในลักษณะ "แพงเกินจริง"
ถามว่า คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้จัก "ผู้บริหาร" ในบริษัทเอกชนรายดังกล่าวหรือไม่..?
คงต้องบอกว่า "รู้"
เพราะ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน บริษัทดังกล่าวเคยถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์นั่งเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อบัลลาสต์ ประหยัดไฟที่แพงเกินจริงมาแล้ว
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 สมัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงาน มี บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นเลขานุการ รมว.พลังงาน ซึ่งเป็นโครงการที่นำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีการจัดเก็บจำนวน 4 สตางค์ต่อลิตร ที่ประชาชนเติมน้ำมันมาใช้
มูลค่าโครงการครั้งนั้นราว 1,500 ล้านบาท
แต่ปรากฏว่า โครงการดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับโครงการชุมชนพอเพียง คือ "ราคาที่แพงเกินจริง-ของไม่มีคุณภาพ"
เมื่อมีการร้องเรียนจากประชาชน กระทรวงจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพื่อหาคนผิด
แต่สุดท้ายคนที่รับผิดชอบคือ "ข้าราชการ"
ส่วน "บริษัท" ก็ลอยตัว เพราะมี "ผู้ใหญ่" ในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งรับหน้าที่ "เคลียร์ใจ" ในทางการเมืองกับ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ให้
ความสัมพันธ์ครั้งนั้น...ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้
จับอาการของคนในพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่า "หวาดหวั่น" ว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ ส.ป.ก.4-01 ที่เป็น "ตราบาป" มาจนถึงวันนี้
โดย เฉพาะ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดชัดว่าโครงการดังกล่าวได้เกิดการทุจริตขึ้นแล้ว ที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นชื่อ "พระราชทาน"
พร้อมประกาศไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคประชาธิปัตย์จะปกป้องคนผิด แม้จะเป็นคนในพรรคเดียวกัน
ดูเหมือนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากจะต้องหาตัวคนผิด "ตัวจริง" มาลงโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังอาจต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย
เวลานี้เริ่มมีเสียงออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงอนาคตของ "กอร์ปศักดิ์" ในตำแหน่งรองนายกฯ ดังขึ้นมาเรื่อยๆ
เป็นไปได้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจจะมาเร็วกว่าที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ประกาศไว้ว่าจะไม่ปรับ ครม.จนกว่าจะสิ้นปี 2552
โดย จะอาศัยเหตุการณ์ที่รุมเร้าทางการเมืองหลายๆ เรื่อง ทั้งคดีเขาพระวิหาร ที่ ป.ป.ช.เตรียมจะสรุปในอีก 1-2 เดือนนี้ หรือคดี 44 ส.ส.ถือหุ้น เป็นโจทย์ในการปรับ ครม.ไปพร้อมๆ กันเลย
"กอร์ปศักดิ์" อาจเป็นโจทก์หนึ่ง แต่คงไม่ถึงขั้นกับ "ปรับออก" จากตำแหน่ง เพราะถ้าทำเช่นนั้น เท่ากับยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น
อาจแค่ "ปรับเปลี่ยน" ไปอยู่ในตำแหน่งอื่นเท่านั้น
มติชนรายวัน วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11482
อย่าคิดตื้นๆ ว่า หาก "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) แสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ลาออก" จากตำแหน่ง จริงตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์
เรื่องทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
เพราะการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เป็นเพียงแค่ "สปิริต" ไม่ใช่เกิดจากการกระทำ "ความผิด"
หากแต่โครงการชุมชนพอเพียง ได้เกิด "ผลแห่งการทุจริต" ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว
การลาออกของ "สุมิท" จะเท่ากับกลายเป็น "แรงบีบอัด" ที่ซัดเข้าใส่ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" อย่างมากมายทวีคูณ
เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่กำกับดูแลโครงการชุมชนพอเพียง
เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมชนพอเพียง
เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นคณะอนุกรรมการอำนาจการโครงการชุมชนพอเพียง ที่เซ็นคำสั่งตั้ง "ตัวเอง" เลขที่ 1/2552 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552
ภาพชัดเจนว่า "อำนาจหน้าที่" ของรองนายกฯกอร์ปศักดิ์ จะทำตั้งแต่ "ภาคนโยบาย" ลงมาถึง "ภาคปฏิบัติ"
เพราะหากดูตามเอกสารลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการโครงการชุมชนพอเพียง มีการเขียนอำนาจหน้าที่ไว้หลายข้อที่สำคัญ
เป็นอำนาจหน้าที่ของ "ระดับปฏิบัติ" อาทิ
ข้อ 3 ประสานงานและกลั่นกรองและอนุมัติการจัดสรรงบประมาณ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโครงการให้รับทราบ
ข้อ 4 กำกับดูแล และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนแทนคณะกรรมการ
จริง อยู่ ในทางปฏิบัติทั้ง "กอร์ปศักดิ์" และ "สุมิท" จะพยายามเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของ สพช.หลายคน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต
นัยหนึ่ง เพื่อกันตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โปร่งใส ไม่มีนอกมีใน
แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ "ภาพลักษณ์" ของทั้งหน่วยงานและตัวบุคคล ที่ถูกลาก ถูกโยง เข้ามาเกี่ยวพัน ถูกกันออกจากคำว่า "ทุจริต" ได้เลย
และยิ่งสาวลึก ยิ่งเห็นไส้ เห็นพุง
โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ "บริษัทเอกชน" ที่รับผิดชอบนำสินค้าไปขายให้ชุมชนในลักษณะ "แพงเกินจริง"
ถามว่า คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้จัก "ผู้บริหาร" ในบริษัทเอกชนรายดังกล่าวหรือไม่..?
คงต้องบอกว่า "รู้"
เพราะ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน บริษัทดังกล่าวเคยถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์นั่งเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อบัลลาสต์ ประหยัดไฟที่แพงเกินจริงมาแล้ว
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 สมัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงาน มี บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นเลขานุการ รมว.พลังงาน ซึ่งเป็นโครงการที่นำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีการจัดเก็บจำนวน 4 สตางค์ต่อลิตร ที่ประชาชนเติมน้ำมันมาใช้
มูลค่าโครงการครั้งนั้นราว 1,500 ล้านบาท
แต่ปรากฏว่า โครงการดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับโครงการชุมชนพอเพียง คือ "ราคาที่แพงเกินจริง-ของไม่มีคุณภาพ"
เมื่อมีการร้องเรียนจากประชาชน กระทรวงจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพื่อหาคนผิด
แต่สุดท้ายคนที่รับผิดชอบคือ "ข้าราชการ"
ส่วน "บริษัท" ก็ลอยตัว เพราะมี "ผู้ใหญ่" ในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งรับหน้าที่ "เคลียร์ใจ" ในทางการเมืองกับ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ให้
ความสัมพันธ์ครั้งนั้น...ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้
จับอาการของคนในพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่า "หวาดหวั่น" ว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ ส.ป.ก.4-01 ที่เป็น "ตราบาป" มาจนถึงวันนี้
โดย เฉพาะ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดชัดว่าโครงการดังกล่าวได้เกิดการทุจริตขึ้นแล้ว ที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นชื่อ "พระราชทาน"
พร้อมประกาศไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคประชาธิปัตย์จะปกป้องคนผิด แม้จะเป็นคนในพรรคเดียวกัน
ดูเหมือนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากจะต้องหาตัวคนผิด "ตัวจริง" มาลงโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังอาจต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย
เวลานี้เริ่มมีเสียงออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงอนาคตของ "กอร์ปศักดิ์" ในตำแหน่งรองนายกฯ ดังขึ้นมาเรื่อยๆ
เป็นไปได้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจจะมาเร็วกว่าที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ประกาศไว้ว่าจะไม่ปรับ ครม.จนกว่าจะสิ้นปี 2552
โดย จะอาศัยเหตุการณ์ที่รุมเร้าทางการเมืองหลายๆ เรื่อง ทั้งคดีเขาพระวิหาร ที่ ป.ป.ช.เตรียมจะสรุปในอีก 1-2 เดือนนี้ หรือคดี 44 ส.ส.ถือหุ้น เป็นโจทย์ในการปรับ ครม.ไปพร้อมๆ กันเลย
"กอร์ปศักดิ์" อาจเป็นโจทก์หนึ่ง แต่คงไม่ถึงขั้นกับ "ปรับออก" จากตำแหน่ง เพราะถ้าทำเช่นนั้น เท่ากับยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น
อาจแค่ "ปรับเปลี่ยน" ไปอยู่ในตำแหน่งอื่นเท่านั้น
มติชนรายวัน วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11482
Saturday, August 8, 2009
สอบเส้นทางทุจริต 'ชุมชนพอเพียง' จากปากคำประธานชุมชน "เทพเทวี"
สอบเส้นทางทุจริต 'ชุมชนพอเพียง' จากปากคำประธานชุมชน "เทพเทวี"
โครงการ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) หรือโครงการชุมชนพอเพียง ที่รัฐบาลมุ่งหวังกระจายเงินสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนต่อยอดให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ กลายเป็นชนวนสำคัญที่สั่นคลอนสถานภาพของรัฐบาล เมื่อพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย มีผู้เกี่ยวข้องดำเนินการเป็นขบวนการ ทั้งผู้มีอำนาจในรัฐบาล นักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ข้าราชการ และบริษัทเอกชน
"กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่ชุมชนเทพเทวี แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการร้องเรียนจากชุมชน ว่า ถูกขบวนการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงเข้าไปหลอกลวง และเบียดบังงบประมาณที่ทางชุมชนควรได้ไปอย่างไม่เป็นธรรม
นางมยุรี เชิดสูงเนิน ประธานชุมชนเทพเทวี กล่าวว่า เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีนักการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) คนหนึ่งเข้าไปบอกว่า ได้งบประมาณมาจากกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ซื้อเครื่องมือประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน โดยนำโบรชัวร์สินค้ามาให้เลือก ประกอบด้วย ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เตาเผาขยะ และเครื่องผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ พร้อมบอกว่าหากชุมชนไม่เอา งบประมาณจะถูกโยกไปให้ชุมชนอื่นแทน
"ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเป็นงบให้ฟรี ไม่รู้ว่าเป็นงบโครงการชุมชนพอเพียง จึงไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรเลย รวมทั้งราคาสินค้า และสุดท้ายก็ตกลงเลือกเครื่องผลิตปุ๋ยกับโซลาร์เซลล์"
ยื่นเอกสาร ศพช.ให้ชาวบ้านกรอก
นอกจากนี้ ส.ข.คนดังกล่าว ยังนำเอกสารที่ด้านบนมีอักษร ศพช. 01 ซึ่งเป็นเอกสารหนังสือรายงานการประชุมประชาคม เพื่อของบประมาณจากโครงการชุมชนพอเพียง โดยเอกสารนั้นได้มีการกำหนดเครื่องหมายกำหนดให้กรอกเพียงบางข้อเท่านั้น อาทิเช่น ชื่อชุมชน จำนวนครัวเรือนและประชากร กรรมการ 9 คน คณะผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายจัดทำบัญชี เป็นต้น โดยตำแหน่งที่ให้ระบุวันที่กำหนดให้ปล่อยว่างไว้
นางมยุรี กล่าวต่อว่า ขณะนั้น ไม่ได้คิดอะไร นอกจากต้องการได้อุปกรณ์มาใช้ในชุมชน เพราะคิดว่าเป็นเงินฟรีจากรัฐบาล พร้อมทั้งพยายามล่ารายชื่อลูกบ้านมาเซ็นรับรอง โดย ส.ข.คนนั้นบอกว่าแค่ 10-20 คนก็พอ เมื่อเสร็จก็ส่งเอกสารให้ไป โดยเขาบอกว่าจะไปดำเนินการให้
ชาวบ้านเปิดบัญชีแต่ไม่ได้เงิน
หลังจากนั้น ประมาณ 2 สัปดาห์ มีคนโทรศัพท์มาบอกว่าดีใจด้วยโครงการผ่านแล้ว ให้ประธานชุมชนนำกรรมการที่เป็นเหรัญญิก และกรรมการผู้รับผิดชอบโครงการไปที่ธนาคารออมสินสาขาบางกะปิ เมื่อไปถึงก็พบ ส.ข.คนดังกล่าวรออยู่พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้กรอกเอกสาร เปิดบัญชี ซึ่งจากการสังเกตเชื่อว่าคงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพราะแค่กำกับให้ชาวบ้านกรอกเอกสารแล้วเข้าคิวยื่นเรื่องตามปกติ
"หลังจากยื่นเอกสารครั้งแรกแล้ว ก็ออกมายืนพูดคุยกับ ส.ข.คนเดิม รออยู่ระยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็เอาเอกสารมาให้เซ็นอีก ซึ่งไม่ได้สังเกตว่าเป็นเอกสารอะไร จากนั้น ส.ข.ก็บอกให้กลับบ้านไปก่อนแล้วจะฝากสมุดบัญชีกับคนอื่นไปให้ ฉันก็กลับเพราะวันนั้นมีประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่อ แต่พอได้รับสมุดบัญชีก็งง เพราะเห็นตัวเลขเงินเข้าบัญชี 5 แสนบาท แต่ก็ถูกถอนไป 5 แสนบาทเหมือนกัน เท่ากับไม่มีเงินในบัญชีแม้แต่บาทเดียว" นางมยุรี กล่าวพร้อมกับหยิบสมุดบัญชีธนาคารออมสินมาให้ผู้สื่อข่าวดู
ทั้งนี้ สมุดบัญชีดังกล่าว ระบุว่า มีเงินเข้าบัญชีในวันที่ 30/4/52 จำนวนเงิน 500,000 บาท และถอนออกในวันเดียวกัน 500,000 บาท เช่นกัน
เครื่องจักรใช้งานไม่ได้
นางมยุรี กล่าวว่า ขณะนั้น เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลแล้ว ประกอบกับมีข่าวเกิดขึ้นในภาคอีสานเกี่ยวกับการทุจริตในรูปแบบเดียวกัน จึงมีการพูดคุยเรื่องนี้ในหมู่สมาชิก แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร กระทั่งราวต้นเดือนมิถุนายน ก็มีเจ้าหน้าที่มาติดตั้งเครื่องโซลาร์เซลล์ ที่ศูนย์ชุมชน ประกอบด้วย แผงโซลาร์เซลล์ ตู้ควบคุม และแบตเตอรี่ ใช้เวลาเพียงแค่ราว 30 นาทีเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกถึงวิธีใช้ให้เลย จนถึงวันนี้ เครื่องดังกล่าวก็ไม่ได้ใช้งาน เพราะชาวบ้านไม่มีความรู้
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพก็มาส่ง โดยเชื่อว่าเป็นเพียงบริษัทรับจัดส่งสินค้าเท่านั้น เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่มาชี้แจงวิธีใช้อะไร กระทั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน มีเจ้าหน้าที่บริษัทเครื่องผลิตปุ๋ยดังกล่าวมาอธิบายวิธีใช้งาน แต่กลับพบว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามที่ ส.ข. ผู้ชักจูงให้ซื้อบอกไว้ว่า สามารถผลิตปุ๋ยเป็นเม็ดได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญ เครื่องดังกล่าวต้องใช้แรงงานคนหมุน แต่ปรากฏว่าเครื่องฝืดมากคนหมุนไม่ได้
นางมยุรี ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูเครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าศูนย์ชุมชน ปรากฏว่าเป็นเครื่องจักรขนาดไม่ใหญ่นัก สูงประมาณ 1.80 ยาวประมาณ 2 เมตรกว่า มีท่อและวาล์วต่อจากตัวเครื่อง เมื่อทดลองหมุนถังหมักปรากฏว่าหนักและฝืด แม้ว่าจะไม่ได้ใส่เศษอาหารเหลือใช้ลงไป ส่วนแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาศูนย์ประชุม 3 แผง และมีตู้ควบคุมอยู่ภายในอาคาร สายไฟระโยงระยางไม่ได้ต่อกับอุปกรณ์ใดๆ
ตั้งข้อสังเกตเงินผ่านกระเป๋าใคร
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการของชุมชนเทพเทวี ไม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ตามที่กำหนดไว้ โดยนางมยุรี อธิบายว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบอกกล่าวถึงรายละเอียดโครงการ และช่วงที่ตกลงกรอกเอกสารยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโครงการชุมชนพอเพียง นอกจากนี้ เงินที่โอนมาจากสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ไปยังธนาคาร มีข้อสงสัยว่า บุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ถอนออก และเส้นทางเงินจากนั้นจ่ายไปยังที่ใด เพราะชุมชนหรือชาวบ้านมีแต่สมุดบัญชีที่ไม่มีตัวเงินอยู่
ก่อนหน้านี้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาระบุว่า ขบวนการทุจริตดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนักการเมืองท้องถิ่น เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน ที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงใน สพช. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล
ทั้งนี้ เส้นทางเงินที่เบิกจ่ายจาก สพช.ไปยังธนาคารยังเป็นปริศนา ว่า ใครเป็นผู้เบิกจ่าย และนำเงินออกไปจ่ายยังที่ใดบ้าง ซึ่งเส้นทางเงินนี้สามารถสาวไปถึงตัวการที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้ ได้อย่างแน่นอน
.................................................
ผลสอบสพช.เจอ"ตอ"ตัวเอง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (สพช.) ตรวจสอบโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เป็นการภายใน หลังมีปัญหาถูกชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนผ่านสื่อ กระทั่งนำมาสู่การแจ้งความกองปราบปรามร้องทุกข์ พนักงาน 3 คน เป็นลูกจ้าง 2 คน ข้าราชการ 1 คน
ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นของ สพช.เอง ได้พบพฤติกรรมส่อทุจริตของผู้เกี่ยวข้อง แยกเป็น 2 ส่วน คือ
1.เจ้าหน้าที่ใน สพช.ที่เคยทำโครงการเอสเอ็มแอลมาก่อน รวมทั้งหมด 5 คน แต่ไม่พบว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกัน และประเมินว่ายังไม่ถึงขั้นกระทำทุจริต แค่ "ส่อเค้า" จึงให้ทั้งหมดออกจากโครงการ และ 3 ใน 5 คนนั้น เป็นคนที่นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ได้ร้องทุกข์ ให้กองปราบเข้ามาตรวจสอบขบวนการที่ลึกลับซับซ้อนกว่านี้
2. นักการเมืองท้องถิ่น ระดับ ส.ก.และ ส.ข.ของ กทม.ที่ถูกระบุว่า อยู่ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนนี้ทางพรรค ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน แยกออกไปจาก สพช.
นอกจาก 2 ส่วนดังกล่าว การตรวจสอบก็ยังรวมไปถึงตัว "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ที่มีข้อสงสัยถึงธุรกิจในอดีตที่ไปผูกพันกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ถูกชาว บ้านร้องเรียนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งที่ประชุมบอร์ดได้ให้ นายสุมิท ชี้แจงข้อกล่าวหา และหลังจากนี้ ก็จะมีการ "ดับเบิลเช็ค" ว่าจริงอย่างที่รายงานหรือไม่
สำหรับประเด็นปัญหาที่พบเบื้องต้นมี 3 วิธีการที่ส่อทุจริต คือ
1. สวมโครงการชาวบ้าน โดยชาวบ้านส่งโครงการจริงเข้ามายังคณะกรรมการ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ทำโครงการปลอม เตรียมไว้สวมแทน เมื่อโครงการจริงได้รับการอนุมัติตามปกติ ก็จะมีการสอดไส้เปลี่ยนโครงการของชาวบ้าน เมื่อถึงเวลาไปเบิกเงิน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถเบิกได้ตามที่เสนอมา แต่ต้องเบิกตามโครงการปลอม ชาวบ้านจึงแจ้งกลับมาทาง สพช.
2. นักการเมืองท้องถิ่นชี้นำ โดยรู้กันกับบุคคลภายใน สพช. แล้วให้นำเสนอโครงการเข้ามา ที่พบ คือ การเสนอซื้อโคมไฟพลังงานทดแทน แต่โครงการนี้ยังไม่ได้มีการเบิกงบประมาณ
3. เขียนโครงการเหมือนกัน 11 จังหวัด โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อปุ๋ย กว่า 80 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทปุ๋ยของ ของอดีตบิ๊กทหาร ที่พบว่ามีการตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว และปุ๋ยถูกเก็บในโกดังรอไว้ แต่โครงการยังไม่ได้อนุมัติ
สำหรับความเสียหายในขณะนี้ สพช.สรุปว่า โครงการที่มีปัญหาทั้งหมดขณะนี้ คือ 66 โครงการ คือ การจัดซื้อตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการอนุมัติ และจ่ายเงินไปแล้ว
"โครงการที่อนุมัติทั้งหมดแล้ว 3 หมื่นโครงการ ที่มีปัญหาเสียหายจริง เป็นโครงการที่ขอเรื่องน้ำดื่ม 1,216 ชุมชน ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 99 ชุมชน และโคมไฟที่ใช้โซลาร์เซลล์ เสนอมาทั้งหมด 174 แห่ง มีเพียง 71 ชุมชน จากโครงการทั้งหมด 8-9 หมื่นโครงการ ซึ่งเสียหายไม่ถึง 1%" บอร์ด สพช.ผู้หนึ่งระบุ
นอกจากนี้ กรณี บริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ที่ตกเป็นจำเลยสังคม และถูกขุดคุ้ยถึงรูปแบบการทำธุรกิจ และตัวบุคคลที่เกี่ยวโยงกับฝ่ายบริหารโครงการและฝ่ายการเมืองนั้น สพช.พบว่า บริษัทนี้ไม่ได้เป็น "โบรกเกอร์" ตามที่ข่าวระบุ แต่เป็น "บริษัทผู้ผลิต" และมีตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นต์หลายบริษัทวิ่งเข้ามาเอาของไปขาย เพื่อทำรายได้จากเปอร์เซ็นต์การขาย เมื่อเอเย่นต์ กระจายกันเข้าไปขายสินค้าให้ชุมชนต่างๆ บริษัทผู้ผลิตสินค้าก็ยิ่งได้รับประโยชน์มาก และเท่ากับเป็นการ "ผูกขาด" การขายอยู่รายเดียว
และในส่วนที่บริษัทเอเย่นต์ ให้ติดต่อหลังการขายหมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน ก็ตรวจพบว่า เป็นหมายเลขติดต่อศูนย์บริการหลังการขาย ที่บริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในส่วนนี้
ดังนั้น เมื่อรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ บอร์ด สพช.จึงมีมติให้ยกเลิกสินค้าตู้น้ำโซลาร์เซลล์ ที่บริษัทบีเอ็นบีเป็นผู้ผลิตทันที รวมทั้งยกเลิกโครงการที่ต้องซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานทดแทนทั้งหมด เพื่อตัดปัญหา
ขณะที่ท่าทีของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ในฐานะประธานบอร์ดสพช.ยอมรับข้อบกพร่องและความผิดพลาด พร้อมทั้งประกาศ "กวาดบ้านตัวเอง" รวมทั้งลุยตรวจสอบ "คนใน" ที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ธุรกิจทางอ้อมอย่างไร
อีกทั้งบอร์ด สพช.ยังหารือกันวิธีการแก้ปัญหาจากกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าที่เสียหายไปแล้ว รวมทั้งหาทางป้องกันความเสียหายโครงการอื่นๆ ที่อนุมัติโครงการแต่ยังไม่อนุมัติเงิน รวมทั้งโครงการที่ยังรอพิจารณา ไว้หลายแนวทาง แต่เห็นว่ายังจำเป็นต้องกำหนดกรอบโครงการให้จัดซื้ออุปกรณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจชุมชนแบบพอเพียง และต้องเกิดประโยชน์จริงๆ
นอกจากนี้ สิ่งที่ สพช.ได้ดำเนินการเพิ่มเติม คือ ขอให้สำนักงบประมาณตรวจสอบว่าราคาอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการเสนอโครงการเข้ามา เพื่อส่งไปให้ทุกชุมชนรับรู้ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ ป้องกันปัญหาถูกหลอกขายสินค้าราคาแพงเกินจริง
กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โครงการ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) หรือโครงการชุมชนพอเพียง ที่รัฐบาลมุ่งหวังกระจายเงินสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนต่อยอดให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ กลายเป็นชนวนสำคัญที่สั่นคลอนสถานภาพของรัฐบาล เมื่อพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย มีผู้เกี่ยวข้องดำเนินการเป็นขบวนการ ทั้งผู้มีอำนาจในรัฐบาล นักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ข้าราชการ และบริษัทเอกชน
"กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่ชุมชนเทพเทวี แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการร้องเรียนจากชุมชน ว่า ถูกขบวนการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงเข้าไปหลอกลวง และเบียดบังงบประมาณที่ทางชุมชนควรได้ไปอย่างไม่เป็นธรรม
นางมยุรี เชิดสูงเนิน ประธานชุมชนเทพเทวี กล่าวว่า เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีนักการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) คนหนึ่งเข้าไปบอกว่า ได้งบประมาณมาจากกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ซื้อเครื่องมือประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน โดยนำโบรชัวร์สินค้ามาให้เลือก ประกอบด้วย ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เตาเผาขยะ และเครื่องผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ พร้อมบอกว่าหากชุมชนไม่เอา งบประมาณจะถูกโยกไปให้ชุมชนอื่นแทน
"ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเป็นงบให้ฟรี ไม่รู้ว่าเป็นงบโครงการชุมชนพอเพียง จึงไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรเลย รวมทั้งราคาสินค้า และสุดท้ายก็ตกลงเลือกเครื่องผลิตปุ๋ยกับโซลาร์เซลล์"
ยื่นเอกสาร ศพช.ให้ชาวบ้านกรอก
นอกจากนี้ ส.ข.คนดังกล่าว ยังนำเอกสารที่ด้านบนมีอักษร ศพช. 01 ซึ่งเป็นเอกสารหนังสือรายงานการประชุมประชาคม เพื่อของบประมาณจากโครงการชุมชนพอเพียง โดยเอกสารนั้นได้มีการกำหนดเครื่องหมายกำหนดให้กรอกเพียงบางข้อเท่านั้น อาทิเช่น ชื่อชุมชน จำนวนครัวเรือนและประชากร กรรมการ 9 คน คณะผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายจัดทำบัญชี เป็นต้น โดยตำแหน่งที่ให้ระบุวันที่กำหนดให้ปล่อยว่างไว้
นางมยุรี กล่าวต่อว่า ขณะนั้น ไม่ได้คิดอะไร นอกจากต้องการได้อุปกรณ์มาใช้ในชุมชน เพราะคิดว่าเป็นเงินฟรีจากรัฐบาล พร้อมทั้งพยายามล่ารายชื่อลูกบ้านมาเซ็นรับรอง โดย ส.ข.คนนั้นบอกว่าแค่ 10-20 คนก็พอ เมื่อเสร็จก็ส่งเอกสารให้ไป โดยเขาบอกว่าจะไปดำเนินการให้
ชาวบ้านเปิดบัญชีแต่ไม่ได้เงิน
หลังจากนั้น ประมาณ 2 สัปดาห์ มีคนโทรศัพท์มาบอกว่าดีใจด้วยโครงการผ่านแล้ว ให้ประธานชุมชนนำกรรมการที่เป็นเหรัญญิก และกรรมการผู้รับผิดชอบโครงการไปที่ธนาคารออมสินสาขาบางกะปิ เมื่อไปถึงก็พบ ส.ข.คนดังกล่าวรออยู่พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้กรอกเอกสาร เปิดบัญชี ซึ่งจากการสังเกตเชื่อว่าคงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพราะแค่กำกับให้ชาวบ้านกรอกเอกสารแล้วเข้าคิวยื่นเรื่องตามปกติ
"หลังจากยื่นเอกสารครั้งแรกแล้ว ก็ออกมายืนพูดคุยกับ ส.ข.คนเดิม รออยู่ระยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็เอาเอกสารมาให้เซ็นอีก ซึ่งไม่ได้สังเกตว่าเป็นเอกสารอะไร จากนั้น ส.ข.ก็บอกให้กลับบ้านไปก่อนแล้วจะฝากสมุดบัญชีกับคนอื่นไปให้ ฉันก็กลับเพราะวันนั้นมีประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่อ แต่พอได้รับสมุดบัญชีก็งง เพราะเห็นตัวเลขเงินเข้าบัญชี 5 แสนบาท แต่ก็ถูกถอนไป 5 แสนบาทเหมือนกัน เท่ากับไม่มีเงินในบัญชีแม้แต่บาทเดียว" นางมยุรี กล่าวพร้อมกับหยิบสมุดบัญชีธนาคารออมสินมาให้ผู้สื่อข่าวดู
ทั้งนี้ สมุดบัญชีดังกล่าว ระบุว่า มีเงินเข้าบัญชีในวันที่ 30/4/52 จำนวนเงิน 500,000 บาท และถอนออกในวันเดียวกัน 500,000 บาท เช่นกัน
เครื่องจักรใช้งานไม่ได้
นางมยุรี กล่าวว่า ขณะนั้น เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลแล้ว ประกอบกับมีข่าวเกิดขึ้นในภาคอีสานเกี่ยวกับการทุจริตในรูปแบบเดียวกัน จึงมีการพูดคุยเรื่องนี้ในหมู่สมาชิก แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร กระทั่งราวต้นเดือนมิถุนายน ก็มีเจ้าหน้าที่มาติดตั้งเครื่องโซลาร์เซลล์ ที่ศูนย์ชุมชน ประกอบด้วย แผงโซลาร์เซลล์ ตู้ควบคุม และแบตเตอรี่ ใช้เวลาเพียงแค่ราว 30 นาทีเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกถึงวิธีใช้ให้เลย จนถึงวันนี้ เครื่องดังกล่าวก็ไม่ได้ใช้งาน เพราะชาวบ้านไม่มีความรู้
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพก็มาส่ง โดยเชื่อว่าเป็นเพียงบริษัทรับจัดส่งสินค้าเท่านั้น เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่มาชี้แจงวิธีใช้อะไร กระทั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน มีเจ้าหน้าที่บริษัทเครื่องผลิตปุ๋ยดังกล่าวมาอธิบายวิธีใช้งาน แต่กลับพบว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามที่ ส.ข. ผู้ชักจูงให้ซื้อบอกไว้ว่า สามารถผลิตปุ๋ยเป็นเม็ดได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญ เครื่องดังกล่าวต้องใช้แรงงานคนหมุน แต่ปรากฏว่าเครื่องฝืดมากคนหมุนไม่ได้
นางมยุรี ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูเครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าศูนย์ชุมชน ปรากฏว่าเป็นเครื่องจักรขนาดไม่ใหญ่นัก สูงประมาณ 1.80 ยาวประมาณ 2 เมตรกว่า มีท่อและวาล์วต่อจากตัวเครื่อง เมื่อทดลองหมุนถังหมักปรากฏว่าหนักและฝืด แม้ว่าจะไม่ได้ใส่เศษอาหารเหลือใช้ลงไป ส่วนแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาศูนย์ประชุม 3 แผง และมีตู้ควบคุมอยู่ภายในอาคาร สายไฟระโยงระยางไม่ได้ต่อกับอุปกรณ์ใดๆ
ตั้งข้อสังเกตเงินผ่านกระเป๋าใคร
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการของชุมชนเทพเทวี ไม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ตามที่กำหนดไว้ โดยนางมยุรี อธิบายว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบอกกล่าวถึงรายละเอียดโครงการ และช่วงที่ตกลงกรอกเอกสารยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโครงการชุมชนพอเพียง นอกจากนี้ เงินที่โอนมาจากสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ไปยังธนาคาร มีข้อสงสัยว่า บุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ถอนออก และเส้นทางเงินจากนั้นจ่ายไปยังที่ใด เพราะชุมชนหรือชาวบ้านมีแต่สมุดบัญชีที่ไม่มีตัวเงินอยู่
ก่อนหน้านี้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาระบุว่า ขบวนการทุจริตดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนักการเมืองท้องถิ่น เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน ที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงใน สพช. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล
ทั้งนี้ เส้นทางเงินที่เบิกจ่ายจาก สพช.ไปยังธนาคารยังเป็นปริศนา ว่า ใครเป็นผู้เบิกจ่าย และนำเงินออกไปจ่ายยังที่ใดบ้าง ซึ่งเส้นทางเงินนี้สามารถสาวไปถึงตัวการที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้ ได้อย่างแน่นอน
.................................................
ผลสอบสพช.เจอ"ตอ"ตัวเอง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (สพช.) ตรวจสอบโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เป็นการภายใน หลังมีปัญหาถูกชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนผ่านสื่อ กระทั่งนำมาสู่การแจ้งความกองปราบปรามร้องทุกข์ พนักงาน 3 คน เป็นลูกจ้าง 2 คน ข้าราชการ 1 คน
ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นของ สพช.เอง ได้พบพฤติกรรมส่อทุจริตของผู้เกี่ยวข้อง แยกเป็น 2 ส่วน คือ
1.เจ้าหน้าที่ใน สพช.ที่เคยทำโครงการเอสเอ็มแอลมาก่อน รวมทั้งหมด 5 คน แต่ไม่พบว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกัน และประเมินว่ายังไม่ถึงขั้นกระทำทุจริต แค่ "ส่อเค้า" จึงให้ทั้งหมดออกจากโครงการ และ 3 ใน 5 คนนั้น เป็นคนที่นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ได้ร้องทุกข์ ให้กองปราบเข้ามาตรวจสอบขบวนการที่ลึกลับซับซ้อนกว่านี้
2. นักการเมืองท้องถิ่น ระดับ ส.ก.และ ส.ข.ของ กทม.ที่ถูกระบุว่า อยู่ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนนี้ทางพรรค ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน แยกออกไปจาก สพช.
นอกจาก 2 ส่วนดังกล่าว การตรวจสอบก็ยังรวมไปถึงตัว "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ที่มีข้อสงสัยถึงธุรกิจในอดีตที่ไปผูกพันกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ถูกชาว บ้านร้องเรียนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งที่ประชุมบอร์ดได้ให้ นายสุมิท ชี้แจงข้อกล่าวหา และหลังจากนี้ ก็จะมีการ "ดับเบิลเช็ค" ว่าจริงอย่างที่รายงานหรือไม่
สำหรับประเด็นปัญหาที่พบเบื้องต้นมี 3 วิธีการที่ส่อทุจริต คือ
1. สวมโครงการชาวบ้าน โดยชาวบ้านส่งโครงการจริงเข้ามายังคณะกรรมการ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ทำโครงการปลอม เตรียมไว้สวมแทน เมื่อโครงการจริงได้รับการอนุมัติตามปกติ ก็จะมีการสอดไส้เปลี่ยนโครงการของชาวบ้าน เมื่อถึงเวลาไปเบิกเงิน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถเบิกได้ตามที่เสนอมา แต่ต้องเบิกตามโครงการปลอม ชาวบ้านจึงแจ้งกลับมาทาง สพช.
2. นักการเมืองท้องถิ่นชี้นำ โดยรู้กันกับบุคคลภายใน สพช. แล้วให้นำเสนอโครงการเข้ามา ที่พบ คือ การเสนอซื้อโคมไฟพลังงานทดแทน แต่โครงการนี้ยังไม่ได้มีการเบิกงบประมาณ
3. เขียนโครงการเหมือนกัน 11 จังหวัด โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อปุ๋ย กว่า 80 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทปุ๋ยของ ของอดีตบิ๊กทหาร ที่พบว่ามีการตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว และปุ๋ยถูกเก็บในโกดังรอไว้ แต่โครงการยังไม่ได้อนุมัติ
สำหรับความเสียหายในขณะนี้ สพช.สรุปว่า โครงการที่มีปัญหาทั้งหมดขณะนี้ คือ 66 โครงการ คือ การจัดซื้อตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการอนุมัติ และจ่ายเงินไปแล้ว
"โครงการที่อนุมัติทั้งหมดแล้ว 3 หมื่นโครงการ ที่มีปัญหาเสียหายจริง เป็นโครงการที่ขอเรื่องน้ำดื่ม 1,216 ชุมชน ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 99 ชุมชน และโคมไฟที่ใช้โซลาร์เซลล์ เสนอมาทั้งหมด 174 แห่ง มีเพียง 71 ชุมชน จากโครงการทั้งหมด 8-9 หมื่นโครงการ ซึ่งเสียหายไม่ถึง 1%" บอร์ด สพช.ผู้หนึ่งระบุ
นอกจากนี้ กรณี บริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ที่ตกเป็นจำเลยสังคม และถูกขุดคุ้ยถึงรูปแบบการทำธุรกิจ และตัวบุคคลที่เกี่ยวโยงกับฝ่ายบริหารโครงการและฝ่ายการเมืองนั้น สพช.พบว่า บริษัทนี้ไม่ได้เป็น "โบรกเกอร์" ตามที่ข่าวระบุ แต่เป็น "บริษัทผู้ผลิต" และมีตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นต์หลายบริษัทวิ่งเข้ามาเอาของไปขาย เพื่อทำรายได้จากเปอร์เซ็นต์การขาย เมื่อเอเย่นต์ กระจายกันเข้าไปขายสินค้าให้ชุมชนต่างๆ บริษัทผู้ผลิตสินค้าก็ยิ่งได้รับประโยชน์มาก และเท่ากับเป็นการ "ผูกขาด" การขายอยู่รายเดียว
และในส่วนที่บริษัทเอเย่นต์ ให้ติดต่อหลังการขายหมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน ก็ตรวจพบว่า เป็นหมายเลขติดต่อศูนย์บริการหลังการขาย ที่บริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในส่วนนี้
ดังนั้น เมื่อรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ บอร์ด สพช.จึงมีมติให้ยกเลิกสินค้าตู้น้ำโซลาร์เซลล์ ที่บริษัทบีเอ็นบีเป็นผู้ผลิตทันที รวมทั้งยกเลิกโครงการที่ต้องซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานทดแทนทั้งหมด เพื่อตัดปัญหา
ขณะที่ท่าทีของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ในฐานะประธานบอร์ดสพช.ยอมรับข้อบกพร่องและความผิดพลาด พร้อมทั้งประกาศ "กวาดบ้านตัวเอง" รวมทั้งลุยตรวจสอบ "คนใน" ที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ธุรกิจทางอ้อมอย่างไร
อีกทั้งบอร์ด สพช.ยังหารือกันวิธีการแก้ปัญหาจากกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าที่เสียหายไปแล้ว รวมทั้งหาทางป้องกันความเสียหายโครงการอื่นๆ ที่อนุมัติโครงการแต่ยังไม่อนุมัติเงิน รวมทั้งโครงการที่ยังรอพิจารณา ไว้หลายแนวทาง แต่เห็นว่ายังจำเป็นต้องกำหนดกรอบโครงการให้จัดซื้ออุปกรณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจชุมชนแบบพอเพียง และต้องเกิดประโยชน์จริงๆ
นอกจากนี้ สิ่งที่ สพช.ได้ดำเนินการเพิ่มเติม คือ ขอให้สำนักงบประมาณตรวจสอบว่าราคาอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการเสนอโครงการเข้ามา เพื่อส่งไปให้ทุกชุมชนรับรู้ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ ป้องกันปัญหาถูกหลอกขายสินค้าราคาแพงเกินจริง
กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552
Subscribe to:
Posts (Atom)