สูญ2พันล้านซื้อยุทโธปกรณ์ชำรุด เรือเหาะ"เหี่ยว"-บอมบ์สูทล่องหน
สำรวจขุมทรัพย์จัดซื้อยุทโธปกรณ์ดับไฟ ใต้ 2 พันล้าน ส่วนใหญ่ได้ของ "ชำรุด-ด้อยคุณภาพ" เรือเหาะตรวจการณ์ยังบินไม่ขึ้น กลายเป็น "เรือเหี่ยว" ต้องเคลมผ้าใบบอลลูนผืนใหม่ "จีที 200" เป็นตำนาน "ไม้ล้างป่าช้า" ขณะที่ตำรวจตั้งงบ 330 ล้านซื้อ "บอมบ์สูท" ตั้งแต่ปี 2551-2552 ป่านนี้ยังส่งมอบไม่ได้ ปล่อยกำลังพลสังเวยชุดหมดอายุ
เหตุระเบิดต้อนรับปี 2554 ที่ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ซึ่งทำให้ ด.ต.กิตติ มิ่งสุข เจ้าหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ อีโอดี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 447 ต้องเสียชีวิตคาชุดป้องกันอันตรายจากแรงระเบิด หรือ “บอมบ์สูท” กระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่า "บอมบ์สูท" ที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้น เป็นชุดที่หมดอายุการใช้งานแล้ว สะท้อนถึงปัญหาการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติใน ภารกิจดับไฟใต้ได้เป็นอย่างดี
ล่าสุดจากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณของ "กรุงเทพธุรกิจ" ย้อนหลังไปถึงปีงบประมาณ 2551 และ 2552 พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งงบประมาณจัดซื้อ "บอมบ์สูท" ล็อตใหม่เอาไว้เมื่อปี 2551 จำนวน 118 ล้านบาท สำหรับบอมบ์สูท 9 ชุด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบ
ถัดจากนั้นในปีงบประมาณ 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังตั้งงบประมาณเพื่อซื้อบอมบ์สูทเพิ่มเติมอีก 14 ชุด จำนวน 214 ล้านบาท แต่ผ่านมาถึงปีงบประมาณ 2554 แล้ว ยังไม่มีการจัดซื้อตามงบประมาณที่ตั้งไว้แม้แต่ชุดเดียว
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณภาค ใต้ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ได้เรียกตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางตำรวจอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากการประมูลมีปัญหา ต้องยกเลิกการประกวดราคาไปถึง 2 ครั้ง ประกอบกับต้องการกำหนดสเปคใหม่ ทำให้ยังจัดซื้อบอมบ์สูทล็อตใหม่ไม่ได้
"ถือเป็นคำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการตั้งงบพร้อมกำหนดจำนวนบอมบ์สูทที่จะจัดซื้อ แสดงว่ามีการกำหนดสเปคเอาไว้เรียบร้อย การพยายามเปลี่ยนแปลงสเปคในภายหลัง ไม่ทราบว่ามีการวิ่งเต้นหรือมีนอกมีในอะไรหรือไม่ ที่สำคัญงบประมาณก้อนนี้รวม 2 ปีงบประมาณสูงถึงกว่า 330 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้กำลังพลในพื้นที่ยังไม่ได้รับบอมบ์สูทล็อตใหม่ จึงต้องใช้บอมบ์สูทที่หมดอายุแล้ว จนเกิดความสูญเสียตามที่เป็นข่าว" แหล่งข่าวระบุ
ปิกอัพหุ้มเกราะ750ล้านยังฝุ่นตลบ
โครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์อีกล็อตหนึ่งสำหรับ ภารกิจดับไฟใต้ที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในช่วงการพิจารณางบประมาณราย จ่ายประจำปี 2554 คืองบที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติเพิ่มจำนวน 750 ล้านบาท จากงบปกติที่ได้รับแล้วถึง 1.7 แสนล้านบาทเศษ สำหรับจัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนหน่วยที่ปฏิบัติในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ กำลังพลได้รับความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งก็คือ "รถยุทธวิธีกันกระสุน" จำนวน 300 คัน ราคาคันละ 2.5 ล้านบาท
สเปคของรถยุทธวิธีกันกระสุน ซึ่งเรียกกันว่า "รถปิกอัพหุ้มเกราะ" เป็นรถปิกอัพแบบดับเบิลแค็บ (สี่ประตู) เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ เสริมเหล็กขนาดความหนา 1-1.30 เซนติเมตร รอบตัวรถ หลังคารถ และพื้นที่ใต้ท้องรถ พร้อมติดกระจกกันกระสุนขนาดความหนาประมาณ 2 เซนติเมตร รอบคัน
แม้งบประมาณก้อนนี้ที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติ เพิ่มจะได้รับอนุมัติจากสภาไปแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันกระบวนการจัดซื้อยังมีปัญหา โดยแหล่งข่าวจากวงการค้ายุทโธปกรณ์ เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สาเหตุของความล่าช้ามาจากคุณภาพของรถต้นแบบที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตไม่ผ่าน การทดสอบ
"จริงๆ แล้วรถปิกอัพหุ้มเกราะราคาอยู่ที่เกือบๆ ล้าน หรือ 1 ล้านบาทเศษเท่านั้น หลายบริษัทในประเทศไทยก็ผลิตได้ ซ้ำยังคุณภาพดีกว่าบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตรถต้นแบบด้วย แต่เป็นที่รู้กันในวงการว่าผู้บริหารของบริษัทผลิตรถต้นแบบมีสายสัมพันธ์ที่ ดีกับผู้ใหญ่ในกองทัพ ทำให้ได้รับเลือก แต่เมื่อคุณภาพของรถยังไม่ผ่านการทดสอบ จึงยังไม่รู้ว่าโครงการนี้จะจบลงอย่างไร" แหล่งข่าว กล่าว
ทั้งนี้ รถปิกอัพหุ้มเกราะล็อตเก่าที่ใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นรถกระบะยี่ห้อดังสี่ประตู ราคาคันละ 8 แสนบาท มีค่ากระจกกันกระสุนเพิ่ม 5 แสนบาท รวมราคารถคันละ 1.3 ล้านบาท
"เรือเหาะ-เรือเหี่ยว"ปีกว่ายังบินไม่ขึ้น
ยุทโธปกรณ์อีกตัวหนึ่ง ที่เรียกเสียงฮือฮาข้ามปีคือ "บอลลูนตรวจการณ์" หรือเรือเหาะ "สกายดรากอน" ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษโดยใช้งบประมาณถึง 350 ล้านบาท ด้วยหวังจะให้เป็น "ดวงตาบนฟากฟ้า" ป้องปรามและไล่ล่ากลุ่มก่อความไม่สงบด้วยศักยภาพของกล้องอินฟราเรดสุดทันสมัย มูลค่าเฉพาะตัวกล้องนับร้อยล้านบาท
หลังจากจัดซื้อเมื่อกลางปี 2552 เรือเหาะลำนี้ต้องเลื่อนกำหนดปล่อยขึ้นปฏิบัติการมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงการทดสอบขึ้นบินในระยะความสูงเพียง 1,000 เมตร ทั้งๆ ที่ตามสเปคจริงต้องบินสูงถึง 3,000 เมตร เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากภาคพื้น ปัจจุบันเรือเหาะลำนี้จึงถูกเก็บอยู่ในโรงจอดภายในกองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
ต่อมาเมื่อราวปลายปี 2553 มีการเปิดโปงจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า สาเหตุที่เรือเหาะขึ้นปฏิบัติการไม่ได้ เนื่องจากพบรอยรั่วจำนวนมากบริเวณผืนผ้าใบ ซึ่งข้อกล่าวหานี้ฝ่ายกองทัพยังไม่สามารถชี้แจงเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ สาธารณชนได้
แหล่งข่าวในวงการทหาร เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้มีการตั้งงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือเหาะ เป็นงบประมาณจัดซื้อผ้าใบเพิ่มเติมเพื่อนำมาปะบริเวณรอยรั่ว แต่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะรอยรั่วมีหลายจุดมากเกินไป ทำให้ทางกองทัพต้องขอเปลี่ยนสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต ล่าสุดทางบริษัทได้ส่งบอลลูนผ้าใบผืนใหม่มาให้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณสำหรับเติมก๊าซฮีเลียม ซึ่งต้องใช้งบมากถึง 4 ล้านบาท
"จีที 200" ตำนานไม้ล้างป่าช้า
ยุทโธปกรณ์ที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่ สุดตลอดปี 2553 คือ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 GT200 หลังจากแสดงผลผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง จนเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2552 และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่ตลาดพิมลชัยกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
ความผิดพลาดที่นำไปสู่ความสูญเสีย ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่อง จีที 200 GT200 จากองค์กรภาคประชาสังคม นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนออนไลน์ กระทั่งสำนักข่าวบีบีซี เสนอสกู๊ปข่าวการ “ผ่าเครื่อง” ที่มีลักษณะคล้าย จีที 200 GT200 แต่ใช้ชื่อทางการค้าว่า ADE 651 ผลปรากฏว่าเป็นเครื่องลวงโลก เพราะภายในไม่มีกลไกอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ และไร้ประสิทธิภาพในการตรวจหาระเบิดอย่างสิ้นเชิง
จากข้อมูลและกระแสเรียกร้องดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องมีคำสั่งให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจีที 200 GT200 ด้วยวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับ ผลปรากฏว่าการทำงานของเครื่องมีความแม่นยำต่ำกว่าการเดาสุ่ม ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำจนไม่อาจยอมรับได้ หลายคนจึงขนานนาม จีที 200 GT200 ว่าเป็น "ไม้ล้างป่าช้า"
จีที 200 กลายเป็นเรื่อง "น้ำลดตอผุด" เมื่อมีการตรวจสอบราคาที่หน่วยงานต่างๆ จัดซื้อตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าราคามีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 4 แสนบาทไปจนถึง 1.2 ล้านบาท ส่วนราคาขายในต่างประเทศอยู่ที่ 2 แสนบาทเท่านั้น หนำซ้ำยังมีสื่อบางสำนักขุดคุ้ยไปถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง พบว่าราคาอยู่แค่หลักพัน
เครื่องตรวจระเบิด จีที 200 มีใช้อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 541 เครื่อง ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 1 ล้านบาท (เพราะใช้การ์ดตรวจหาสารประกอบระเบิดและดินปืนสูงสุดถึง 18 ใบ) คิดเป็นเงินงบประมาณที่ต้องสูญเสียมากถึง 541 ล้านบาท
รวมมิตรยุทโธปกรณ์ชำรุด-สูญ2พันล้าน
การจัดงบประมาณเพื่อซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีปัญหา เหล่านี้ รวมมูลค่าแล้วเกือบๆ 2 พันล้านบาท ประกอบด้วยบอมบ์สูทที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 330 ล้านบาท รถปิกอัพหุ้มเกราะ 750 ล้านบาท เรือเหาะตรวจการณ์ 350 ล้านบาท และจีที 200 ซึ่งปัจจุบันระงับการใช้งานไปแล้วอีก 541 ล้านบาท
เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางปัญหาและความไม่โปร่งใสดังกล่าวนี้ กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพต่างๆ ยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะปีงบประมาณ 2554 กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 170,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 16,253 ล้านบาท ขณะที่กองทัพบกเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบมากที่สุดของกระทรวงกลาโหม กล่าวคือได้รับงบประมาณจำนวน 83,508.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,644.6 ล้านบาทจากปีงบประมาณ 2553
ส่วน กอ.รมน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 8,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 552 ล้านบาท เป็นงบในภารกิจดับไฟใต้มากถึง 8,019 ล้านบาท
กรุงเทพธุรกิจ, 17 มกราคม 2554
Showing posts with label จัดซื้อ. Show all posts
Showing posts with label จัดซื้อ. Show all posts
Sunday, January 16, 2011
Tuesday, April 20, 2010
ปูดนายหน้า "น" เร่ขายจีที 200 เสนอเงินใต้โต๊ะ"เครื่องละแสน"
ปูดนายหน้า "น" เร่ขายจีที 200 เสนอเงินใต้โต๊ะ"เครื่องละแสน"
แฉขบวนการนายหน้าเร่ขาย "จีที 200" พบเคยเดินสายให้ทดลองใช้ใน ตชด.-นิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ ราคาแค่ 4-7 แสน แถมเสนอเงินใต้โต๊ะเครื่องละแสน ดีเอสไอปูดนายหน้าเป็นผู้หญิง ชื่อเล่น "น" รู้จักกันดีในแวดวงค้าอาวุธ ด้าน "บิ๊กบัง" เปิดใจจัดซื้อโปร่งใส เครื่องละ 1.2 ล้านไม่แพง หากเทียบกับชีวิตกำลังพล ยันไม่มีทุจริต เหตุเงินแค่ 2 ล้าน ไม่ต้องถึง ผบ.ทบ. อ้างไม่รู้จักกระทั่งชื่อบริษัทตัวแทนจำหน่าย
แม้จะมีคำยืนยันจากกองทัพบก ว่า การจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหลายปี รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง จำนวน 757 เครื่อง เป็นไปอย่างโปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบก็ตาม แต่จากการเสาะหาข้อมูลของ "กรุงเทพธุรกิจ" พบว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามเสนอขายเครื่องมือตรวจระเบิดชนิดนี้ให้แก่หน่วยงาน ด้านความมั่นคงหลายหน่วยงาน และมีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่บางหน่วยเพื่อแลกกับการจัดซื้อล็อตใหญ่ ด้วย
แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายตำรวจ ระดับสูงจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า การเสนอขายเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ให้แก่หน่วยงานในสังกัด ตร.นั้น หน่วยงานแรกที่ได้รับการเสนอจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยคือกองบัญชาการ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)
"มีการนำมาเสนอครั้งแรกเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีสถานการณ์ในภาคใต้ ตชด.จึงเป็นหน่วยที่น่าจะมีความจำเป็นมากที่สุดในสมัยนั้น" แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวคนเดิมเผยต่อว่า ตัวแทนจำหน่ายที่มาติดต่อกับ ตชด.เป็นสุภาพสตรี และเสนอให้นำเครื่อง จีที 200 ไปทดลองใช้ โดยมีนายตำรวจระดับสูงของ ตร.ท่านหนึ่งแนะนำมาอีกที โดยราคาในขณะนั้นเครื่องละประมาณ 400,000 บาท และสุภาพสตรีที่เข้ามาติดต่อมีข้อเสนอว่า หากทางหน่วยตัดสินใจจัดซื้อ จะมีงบสำหรับช่วยเหลือด้านสวัสดิการของหน่วยด้วย
"ผมนำไปทดลองใช้ดูระยะหนึ่งก็ เห็นว่าไม่น่าจะ ใช้ได้ และตัวเครื่องก็ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ จึงปฏิเสธที่จะจัดซื้อ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป" แหล่งข่าวกล่าว
ข้อเสนอยั่วใจ-ใต้โต๊ะเครื่อง ละแสน
ขณะที่นายตำรวจระดับสูงอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเคยรับราชการในสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ (สนว.ตร.) ให้ข้อมูลคล้ายๆ กันว่า ทางหน่วยเคยได้รับการเสนอให้จัดซื้อเครื่อง จีที 200 เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ขณะนั้นราคาเครื่องละ 700,000 บาท โดยคนที่มาติดต่อยื่นเงื่อนไขว่า หากจัดซื้อจริง และซื้อล็อตใหญ่ไปใช้ในภารกิจภาคใต้ จะมีค่าคอมมิชชั่นให้เครื่องละ 100,000 บาท
"ผมพิจารณาดูแล้วมันไม่ใช่ วิทยาศาสตร์ มันไม่มีหลักการอะไรรองรับเลย ราคาแค่แสนเดียวก็แพงมากแล้ว จึงตัดสินใจไม่ซื้อ ทางคนที่มาขายก็คะยั้นคะยอ บอกว่าถ้าซื้อจะให้เครื่องละแสน ผมก็บอกว่าเงินน่ะผมอยากได้ แต่ผมอาจจะติดคุก ผมเลยไม่เอา" นายตำรวจระดับสูง กล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดี พิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สุภาพสตรีที่เดินสายเสนอขายเครื่อง จีที 200 นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในวงการค้าอาวุธ สุภาพสตรีรายนี้มีชื่อเล่นว่า "น" เคยไปเสนอขายเครื่อง จีที 200 และเครื่องลักษณะเดียวกันให้กับอีกหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยตำรวจ
"บิ๊กบัง"ยัน ทบ.โปร่งใส-เพิ่งรู้ชื่อบริษัท
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (อดีต ผบ.ทบ.) ซึ่งเคยอนุมัติให้จัดซื้อเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว "เครือเนชั่น" ว่า สมัยเขาเป็น ผบ.ทบ.จัดซื้อไป 2 เครื่อง และอนุมัติอีก 24 เครื่อง แต่ว่าได้รับสินค้าในช่วงหลัง ซึ่งกระบวนการจัดซื้อเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง มีคณะกรรมการตรวจสอบได้แก่ เจ้ากรมยุทธการทหารบก เจ้ากรมกรมส่งกำลังบำรุง กรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และหน่วยที่ใช้งาน
"เรื่องราคาก็โอเค ต้องยอมรับนะว่าสมัยที่เราซื้อมันเครื่องละล้านสอง (1,200,000 บาท) แต่บริษัทผมไม่รู้จัก เพิ่งรู้ชื่อเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมอนุมัติในหลักการด้วยซ้ำไป ผบ.ทบ.อนุมัติในหลักการ แต่กระบวนการรายละเอียดต้องไปว่ากันจากข้างล่าง เพราะเงินแค่ 2 ล้านกว่าบาท ไม่จำเป็นที่ ผบ.ทบ.ต้องไปอนุมัติ" พล.อ.สนธิ กล่าว และว่าเรื่องราคาไม่ควรนำมาพูดกัน เพราะเทียบไม่ได้กับชีวิตกำลังพล
โพลล์ชี้ชาวบ้านสับสนข้อมูล"จี ที200"
ด้านสวนดุสิตโพล ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 โดยสุ่มตัวอย่างประชาชน 1,260 คน ระหว่างวันที่ 17-19 ก.พ. ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 39.23 มีความรู้สึกสับสน ว่า จีที 200 ใช้ได้หรือไม่ได้กันแน่ เนื่องจากรัฐบาลและทหารให้ข้อมูลขัดแย้งกัน ร้อยละ 27.20 อยากรู้ข้อเท็จจริง และไม่ควรปิดบังข้อมูล ร้อยละ 19.83 ระบุว่าอยากให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของการจัดซื้ออย่างละเอียด และร้อยละ 13.74 ระบุว่าเมื่อดูผลการทดสอบกับราคาที่ซื้อมา คิดว่าไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร
เมื่อถามว่าควรใช้เครื่องจีที 200 ต่อไปหรือไม่ ประชาชนร้อยละ 52.38 บอกว่าไม่ควรใช้ เพราะผลจากการทดสอบพบว่าเครื่องไม่มีความแม่นยำพอ ไม่ควรนำชีวิตของประชาชนไปเสี่ยง ร้อยละ 25.71 ระบุว่าควรใช้ต่อไป เพราะทหารได้ออกมายืนยันแล้วว่าเครื่องนี้สามารถใช้งานได้และมีประสิทธิภาพ ขณะที่ร้อยละ 21.91 ยังไม่แน่ใจ
เพื่อไทยซัดภูมิใจไทย-จี้ผ่า พิสูจน์อัลฟ่า 6
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดและสารเสพติดยี่ห้อ อัลฟ่า 6 จำนวนหลายร้อยเครื่อง มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ทั้งๆ ที่มีกลไกการทำงานเหมือน จีที 200 ว่า ขอเรียกร้องให้ รมว.มหาดไทย สั่งยุติการใช้งานทันที เช่นเดียวเครื่องจีที 200 เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่าไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน
"การที่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยมีความเห็นต่าง กับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องนี้ แสดงว่าไม่เชื่อถือข้อมูลที่รัฐบาลตรวจสอบเองใช่หรือไม่ ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการผ่าพิสูจน์เครื่อง อัลฟ่า 6 ทันที โดยไม่ต้องทดสอบเหมือน จีที 200 เพราะกระบวนการทดสอบชัดเจนแล้ว" นายจิรายุ กล่าว
กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แฉขบวนการนายหน้าเร่ขาย "จีที 200" พบเคยเดินสายให้ทดลองใช้ใน ตชด.-นิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ ราคาแค่ 4-7 แสน แถมเสนอเงินใต้โต๊ะเครื่องละแสน ดีเอสไอปูดนายหน้าเป็นผู้หญิง ชื่อเล่น "น" รู้จักกันดีในแวดวงค้าอาวุธ ด้าน "บิ๊กบัง" เปิดใจจัดซื้อโปร่งใส เครื่องละ 1.2 ล้านไม่แพง หากเทียบกับชีวิตกำลังพล ยันไม่มีทุจริต เหตุเงินแค่ 2 ล้าน ไม่ต้องถึง ผบ.ทบ. อ้างไม่รู้จักกระทั่งชื่อบริษัทตัวแทนจำหน่าย
แม้จะมีคำยืนยันจากกองทัพบก ว่า การจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหลายปี รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง จำนวน 757 เครื่อง เป็นไปอย่างโปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบก็ตาม แต่จากการเสาะหาข้อมูลของ "กรุงเทพธุรกิจ" พบว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามเสนอขายเครื่องมือตรวจระเบิดชนิดนี้ให้แก่หน่วยงาน ด้านความมั่นคงหลายหน่วยงาน และมีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่บางหน่วยเพื่อแลกกับการจัดซื้อล็อตใหญ่ ด้วย
แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายตำรวจ ระดับสูงจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า การเสนอขายเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ให้แก่หน่วยงานในสังกัด ตร.นั้น หน่วยงานแรกที่ได้รับการเสนอจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยคือกองบัญชาการ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)
"มีการนำมาเสนอครั้งแรกเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีสถานการณ์ในภาคใต้ ตชด.จึงเป็นหน่วยที่น่าจะมีความจำเป็นมากที่สุดในสมัยนั้น" แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวคนเดิมเผยต่อว่า ตัวแทนจำหน่ายที่มาติดต่อกับ ตชด.เป็นสุภาพสตรี และเสนอให้นำเครื่อง จีที 200 ไปทดลองใช้ โดยมีนายตำรวจระดับสูงของ ตร.ท่านหนึ่งแนะนำมาอีกที โดยราคาในขณะนั้นเครื่องละประมาณ 400,000 บาท และสุภาพสตรีที่เข้ามาติดต่อมีข้อเสนอว่า หากทางหน่วยตัดสินใจจัดซื้อ จะมีงบสำหรับช่วยเหลือด้านสวัสดิการของหน่วยด้วย
"ผมนำไปทดลองใช้ดูระยะหนึ่งก็ เห็นว่าไม่น่าจะ ใช้ได้ และตัวเครื่องก็ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ จึงปฏิเสธที่จะจัดซื้อ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป" แหล่งข่าวกล่าว
ข้อเสนอยั่วใจ-ใต้โต๊ะเครื่อง ละแสน
ขณะที่นายตำรวจระดับสูงอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเคยรับราชการในสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ (สนว.ตร.) ให้ข้อมูลคล้ายๆ กันว่า ทางหน่วยเคยได้รับการเสนอให้จัดซื้อเครื่อง จีที 200 เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ขณะนั้นราคาเครื่องละ 700,000 บาท โดยคนที่มาติดต่อยื่นเงื่อนไขว่า หากจัดซื้อจริง และซื้อล็อตใหญ่ไปใช้ในภารกิจภาคใต้ จะมีค่าคอมมิชชั่นให้เครื่องละ 100,000 บาท
"ผมพิจารณาดูแล้วมันไม่ใช่ วิทยาศาสตร์ มันไม่มีหลักการอะไรรองรับเลย ราคาแค่แสนเดียวก็แพงมากแล้ว จึงตัดสินใจไม่ซื้อ ทางคนที่มาขายก็คะยั้นคะยอ บอกว่าถ้าซื้อจะให้เครื่องละแสน ผมก็บอกว่าเงินน่ะผมอยากได้ แต่ผมอาจจะติดคุก ผมเลยไม่เอา" นายตำรวจระดับสูง กล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดี พิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สุภาพสตรีที่เดินสายเสนอขายเครื่อง จีที 200 นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในวงการค้าอาวุธ สุภาพสตรีรายนี้มีชื่อเล่นว่า "น" เคยไปเสนอขายเครื่อง จีที 200 และเครื่องลักษณะเดียวกันให้กับอีกหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยตำรวจ
"บิ๊กบัง"ยัน ทบ.โปร่งใส-เพิ่งรู้ชื่อบริษัท
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (อดีต ผบ.ทบ.) ซึ่งเคยอนุมัติให้จัดซื้อเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว "เครือเนชั่น" ว่า สมัยเขาเป็น ผบ.ทบ.จัดซื้อไป 2 เครื่อง และอนุมัติอีก 24 เครื่อง แต่ว่าได้รับสินค้าในช่วงหลัง ซึ่งกระบวนการจัดซื้อเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง มีคณะกรรมการตรวจสอบได้แก่ เจ้ากรมยุทธการทหารบก เจ้ากรมกรมส่งกำลังบำรุง กรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และหน่วยที่ใช้งาน
"เรื่องราคาก็โอเค ต้องยอมรับนะว่าสมัยที่เราซื้อมันเครื่องละล้านสอง (1,200,000 บาท) แต่บริษัทผมไม่รู้จัก เพิ่งรู้ชื่อเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมอนุมัติในหลักการด้วยซ้ำไป ผบ.ทบ.อนุมัติในหลักการ แต่กระบวนการรายละเอียดต้องไปว่ากันจากข้างล่าง เพราะเงินแค่ 2 ล้านกว่าบาท ไม่จำเป็นที่ ผบ.ทบ.ต้องไปอนุมัติ" พล.อ.สนธิ กล่าว และว่าเรื่องราคาไม่ควรนำมาพูดกัน เพราะเทียบไม่ได้กับชีวิตกำลังพล
โพลล์ชี้ชาวบ้านสับสนข้อมูล"จี ที200"
ด้านสวนดุสิตโพล ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 โดยสุ่มตัวอย่างประชาชน 1,260 คน ระหว่างวันที่ 17-19 ก.พ. ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 39.23 มีความรู้สึกสับสน ว่า จีที 200 ใช้ได้หรือไม่ได้กันแน่ เนื่องจากรัฐบาลและทหารให้ข้อมูลขัดแย้งกัน ร้อยละ 27.20 อยากรู้ข้อเท็จจริง และไม่ควรปิดบังข้อมูล ร้อยละ 19.83 ระบุว่าอยากให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของการจัดซื้ออย่างละเอียด และร้อยละ 13.74 ระบุว่าเมื่อดูผลการทดสอบกับราคาที่ซื้อมา คิดว่าไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร
เมื่อถามว่าควรใช้เครื่องจีที 200 ต่อไปหรือไม่ ประชาชนร้อยละ 52.38 บอกว่าไม่ควรใช้ เพราะผลจากการทดสอบพบว่าเครื่องไม่มีความแม่นยำพอ ไม่ควรนำชีวิตของประชาชนไปเสี่ยง ร้อยละ 25.71 ระบุว่าควรใช้ต่อไป เพราะทหารได้ออกมายืนยันแล้วว่าเครื่องนี้สามารถใช้งานได้และมีประสิทธิภาพ ขณะที่ร้อยละ 21.91 ยังไม่แน่ใจ
เพื่อไทยซัดภูมิใจไทย-จี้ผ่า พิสูจน์อัลฟ่า 6
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดและสารเสพติดยี่ห้อ อัลฟ่า 6 จำนวนหลายร้อยเครื่อง มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ทั้งๆ ที่มีกลไกการทำงานเหมือน จีที 200 ว่า ขอเรียกร้องให้ รมว.มหาดไทย สั่งยุติการใช้งานทันที เช่นเดียวเครื่องจีที 200 เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่าไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน
"การที่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยมีความเห็นต่าง กับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องนี้ แสดงว่าไม่เชื่อถือข้อมูลที่รัฐบาลตรวจสอบเองใช่หรือไม่ ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการผ่าพิสูจน์เครื่อง อัลฟ่า 6 ทันที โดยไม่ต้องทดสอบเหมือน จีที 200 เพราะกระบวนการทดสอบชัดเจนแล้ว" นายจิรายุ กล่าว
กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
Tuesday, February 16, 2010
"3 ปีสีเขียวสะพรั่ง" "รั้ว" สวยงาม-"บ้าน" "ผุกร่อน"
"3 ปีสีเขียวสะพรั่ง" "รั้ว" สวยงาม-"บ้าน" "ผุกร่อน"
การเมืองไทยผ่านการ "รัฐประหาร-ยึดอำนาจ" เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาเป็นเวลา 3 ปี ต้องถือได้ว่าปรากฏการณ์นั้น ทำให้กองทัพมี "อำนาจต่อรอง" ต่อ "ฝ่ายการเมือง" กลับมามีความสำคัญมากขึ้น
โดยเฉพาะในสภาวะ "การเมืองไม่นิ่ง" ที่กองทัพถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เคยเข้ามามีบทบาทในการแก้วิกฤต "การเมืองแบบไทย"
ทั้งนี้ "อำนาจต่อรอง" ของกองทัพสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยสำคัญคือ เงินงบประมาณในการ "จัดซื้อยุทโธปกรณ์" ของแต่ละเหล่าทัพ
ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน ว่า ครม.อนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้ออากาศยานฝึกเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา 16 ลำ วงเงินกว่า 1,100 ล้านบาท และโครงการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไประยะที่ 2 (ทบ.1395) วงเงิน 980,336,050 บาท และอนุมัติงบประมาณปี 2552 เพิ่มเติมเป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 234 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดง
และย้อนไปเมื่อ วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ครม.เพิ่งอนุมัติเงินงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณหลายโครงการ ของกระทรวงกลาโหม รวมมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ วงเงิน 4,994,649,000 บาท ให้กองบัญชาการกองทัพไทย จัดหายานพาหนะและเครื่องจักรกลทดแทน วงเงิน 6,049,536,380 บาท จัดหาปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร จำนวน 14,264 กระบอก วงเงิน 976,549,671 บาท
และกองทัพเรือ จัดหาเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบซีฮอว์ก วงเงิน 989,985,400 บาท พร้อมจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง 3 ลำ จำนวน 1,603,177,084.27 บาท
แต่ถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนต้องมองย้อนกลับไป 3 ปี จะพบรายละเอียดที่น่าสนใจคือ กระทรวงกลาโหมได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551-2553 ทั้งสิ้น 467,319,901,100 บาท หรือ 4 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นงบประมาณปี 2551 สมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณ จำนวน 143,518,901,100 บาท โดยกองทัพบก จำนวน 70,448 ล้านบาท กองทัพเรือ จำนวน 27,839 ล้านบาท และกองทัพอากาศ จำนวน 26,819 ล้านบาท
โดยในปีงบประมาณ 2551 นี้ โครงการใหญ่ที่สำคัญของกองทัพ อาทิ กองทัพบกจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครน งบประมาณ 4,600 ล้านบาท รวม 96 คัน จัดซื้อกองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนจากประเทศสวีเดน จำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท กองทัพเรือ จัดซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง วงเงิน 3,014 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ยังมีการอนุมัติเงินกรณีพิเศษให้แก่กองทัพในการปฏิบัติงาน อาทิ งบประมาณ 500 ล้านบาท ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช้ในการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแล้ว โดยให้กองทัพบกจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่มีกำลังจาก 4 เหล่าทัพ จำนวนกว่า 13,000 นาย เพื่อความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่ตั้งหน่วยตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549-30 กันยายน 2550 และงบประมาณจำนวน 800 ล้านบาท ให้ ทอ.จัดซื้อเครื่องดักฟังโทรศัพท์ นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ประจำปีงบประมาณ 2550 เพิ่มเติม (งบกลาง) เป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษเป็นเงิน 2,000 ล้านบาท ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)
ขณะที่งบประมาณปี 2552 กระทรวงกลาโหม ได้รับ 169,092,000,000 บาท มีโครงการสำคัญที่ ครม.อนุมัติงบประมาณ อาทิ โครงการจัดหาปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร จำนวน 13,868 กระบอก วงเงิน 964.99 ล้านบาท เพื่อให้กองทัพบกก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โดยปี 2552 ชำระจำนวน 200 ล้านบาท ปี 2553 ชำระ จำนวน 200 ล้านบาท และปี 2554 ชำระอีกจำนวน 564.993 ล้านบาท
ทั้งนี้ เงินงบประมาณปี 2552 จัดทำในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสภาพการเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง ถือเป็นปีที่กองทัพบกได้รับการจัดสรรงบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หลายรายการ ซึ่งโครงการดังกล่าวแม้ได้รับการอนุมัติหลักการ และวงเงินงบประมาณจากรัฐบาลนายสมัครแล้ว แต่ถูกชะงักไปด้วยสภาพการเมืองและสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้โครงการส่วนใหญ่มาได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อในสมัยรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ช่วงปลายปีงบประมาณ 2552 นี้
อาทิ โครงการจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ ชนิดรถยนต์บรรทุกขนาด 2 ตันครึ่ง แบบ 4x4 ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FST จำนวน 1,474 คัน วงเงิน 4,994,649,000 บาท เวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2555 โครงการจัดหาอากาศยานฝึก โดยการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา จำนวน 16 ลำ ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2555 วงเงิน 1,197,993,366 บาท แบ่งเป็นปี 2552 จำนวน 320 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 320 ล้านบาท ปี 2554 จำนวน 480 ล้านบาท และปี 2555 จำนวน 78 ล้านบาท โครงการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไประยะที่ 2 (ทบ.1395) ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2554 วงเงิน 980,336,050 บาท แบ่งเป็นปี 2552 จำนวน 200 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 400 ล้านบาท และปี 2554 จำนวน 380 ล้านบาท
ครม.ยังอนุมัติโครงการใหญ่ให้ทุกเหล่าทัพ อาทิ กองทัพเรือ อนุมัติโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำของเฮลิคอปเตอร์ปราบ เรือดำน้ำแบบ SEA HAWK วงเงิน 989,985,400 บาท เวลาดำเนินการ 3 ปี งบฯปี 2552 จำนวน 197,997,080 บาท งบฯปี 2553 จำนวน 386,094,306 บาท และงบฯปี 2554 จำนวน 405,894,014 บาท โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งจำนวน 3 ลำ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี วงเงิน 1,603,177,084.27 บาท งบฯปี 2552 จำนวน 314 ล้านบาท งบฯปี 2553 จำนวน 628 ล้านบาท และงบฯปี 2554 จำนวน 661,177,084.27 บาท กองทัพไทย ได้รับอนุมัติโครงการจัดหายานพาหนะและเครื่องจักรกลทดแทน ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี วงเงิน 3,049,536,380 บาท งบฯปี 2552-2553 ปีละ 610,856,800 บาท งบฯปี 2554 จำนวน 814,475,700 บาท และงบฯปี 2555 จำนวน 1,013,347,080 บาท
นอกจากนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังอนุมัติเงินงบประมาณให้แก่ กอ.รมน. ในการดำเนินการตามโครงการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยปรัชญาพอเพียง โดยให้กำลังพลเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนในทุกหมู่บ้านชุมชน โดยผ่านการทำงาน 6 เดือนแรกตั้งแต่มีนาคม-สิงหาคม 2552 เสร็จสิ้นไปแล้ว วงเงินงบประมาณ 1,500 ล้านบาท และขณะนี้ กอ.รมน.กำลังเสนอของบประมาณดำเนินการอีกเป็นเวลา 1 ปี โดยแยกเป็น 2 เฟสๆ ละ 6 เดือน ซึ่งวงเงินงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท
และงบประมาณปี 2553 ที่กระทรวงกลาโหมได้รับ 154,708 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบฯปี 2552 ลดลง 14,384 ล้านบาท แต่ยังถือเป็นหน่วยราชการอันดับ 4 ที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด และยังมีโครงการใหญ่ที่รอการอนุมัติเงินงบประมาณจากรัฐบาลหลายโครงการ อาทิ โครงการการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ 17 จากรัสเซีย ของกองทัพบก โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตและจัดซ่อมเรือฟริเกต 6 ลำ วงเงิน 3 พันล้านบาท การปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของเรือรบ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น ทดแทน C-801 พร้อมลูกอาวุธปล่อยนำวิถีให้กับเรือฟริเกตชุดเรือรบหลวงเจ้าพระยา วงเงิน 1,599 ล้านบาท ของกองทัพเรือ และโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนของกองทัพอากาศ เฟส 2 อีก 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท
ทั้งหมดนี้ คืองบประมาณส่วนหนึ่งที่กองทัพได้รับในยุคที่ "สีเขียวสะพรั่ง" มีอิทธิพลต่อการเมืองไทย
แต่เป็น 3 ปี ที่ประเทศชาติบอบช้ำประสบปัญหาสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแตกแยกทางสีเสื้ออย่างชัดเจน การเมืองมีความแตกแยกทางความคิดและพร้อมที่จะระเบิดกลายเป็นความรุนแรงใน สังคม คนทุกชนชั้นประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเกิดจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากมากระตุ้นเศรษฐกิจ
จะมีเจ้าของบ้านคนใด บ้างที่บ้านที่ตัวเองอยู่ๆ ใน "ภาวะผุกร่อน" ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อมาซ่อมแซม แต่กลับเอาเงินส่วนหนึ่งมาใช้ปรับปรุงรั้วให้สวยงามอวดชาวบ้านชาวช่อง ถ้าจะมีก็บ้านนี้เมืองนี้นี้เอง...
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11528 มติชนรายวัน
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01021052§ionid=0133&day=2009-10-02
การเมืองไทยผ่านการ "รัฐประหาร-ยึดอำนาจ" เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาเป็นเวลา 3 ปี ต้องถือได้ว่าปรากฏการณ์นั้น ทำให้กองทัพมี "อำนาจต่อรอง" ต่อ "ฝ่ายการเมือง" กลับมามีความสำคัญมากขึ้น
โดยเฉพาะในสภาวะ "การเมืองไม่นิ่ง" ที่กองทัพถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เคยเข้ามามีบทบาทในการแก้วิกฤต "การเมืองแบบไทย"
ทั้งนี้ "อำนาจต่อรอง" ของกองทัพสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยสำคัญคือ เงินงบประมาณในการ "จัดซื้อยุทโธปกรณ์" ของแต่ละเหล่าทัพ
ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน ว่า ครม.อนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้ออากาศยานฝึกเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา 16 ลำ วงเงินกว่า 1,100 ล้านบาท และโครงการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไประยะที่ 2 (ทบ.1395) วงเงิน 980,336,050 บาท และอนุมัติงบประมาณปี 2552 เพิ่มเติมเป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 234 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดง
และย้อนไปเมื่อ วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ครม.เพิ่งอนุมัติเงินงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณหลายโครงการ ของกระทรวงกลาโหม รวมมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ วงเงิน 4,994,649,000 บาท ให้กองบัญชาการกองทัพไทย จัดหายานพาหนะและเครื่องจักรกลทดแทน วงเงิน 6,049,536,380 บาท จัดหาปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร จำนวน 14,264 กระบอก วงเงิน 976,549,671 บาท
และกองทัพเรือ จัดหาเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบซีฮอว์ก วงเงิน 989,985,400 บาท พร้อมจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง 3 ลำ จำนวน 1,603,177,084.27 บาท
แต่ถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนต้องมองย้อนกลับไป 3 ปี จะพบรายละเอียดที่น่าสนใจคือ กระทรวงกลาโหมได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551-2553 ทั้งสิ้น 467,319,901,100 บาท หรือ 4 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นงบประมาณปี 2551 สมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณ จำนวน 143,518,901,100 บาท โดยกองทัพบก จำนวน 70,448 ล้านบาท กองทัพเรือ จำนวน 27,839 ล้านบาท และกองทัพอากาศ จำนวน 26,819 ล้านบาท
โดยในปีงบประมาณ 2551 นี้ โครงการใหญ่ที่สำคัญของกองทัพ อาทิ กองทัพบกจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครน งบประมาณ 4,600 ล้านบาท รวม 96 คัน จัดซื้อกองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนจากประเทศสวีเดน จำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท กองทัพเรือ จัดซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง วงเงิน 3,014 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ยังมีการอนุมัติเงินกรณีพิเศษให้แก่กองทัพในการปฏิบัติงาน อาทิ งบประมาณ 500 ล้านบาท ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช้ในการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแล้ว โดยให้กองทัพบกจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่มีกำลังจาก 4 เหล่าทัพ จำนวนกว่า 13,000 นาย เพื่อความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่ตั้งหน่วยตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549-30 กันยายน 2550 และงบประมาณจำนวน 800 ล้านบาท ให้ ทอ.จัดซื้อเครื่องดักฟังโทรศัพท์ นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ประจำปีงบประมาณ 2550 เพิ่มเติม (งบกลาง) เป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษเป็นเงิน 2,000 ล้านบาท ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)
ขณะที่งบประมาณปี 2552 กระทรวงกลาโหม ได้รับ 169,092,000,000 บาท มีโครงการสำคัญที่ ครม.อนุมัติงบประมาณ อาทิ โครงการจัดหาปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร จำนวน 13,868 กระบอก วงเงิน 964.99 ล้านบาท เพื่อให้กองทัพบกก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โดยปี 2552 ชำระจำนวน 200 ล้านบาท ปี 2553 ชำระ จำนวน 200 ล้านบาท และปี 2554 ชำระอีกจำนวน 564.993 ล้านบาท
ทั้งนี้ เงินงบประมาณปี 2552 จัดทำในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสภาพการเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง ถือเป็นปีที่กองทัพบกได้รับการจัดสรรงบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หลายรายการ ซึ่งโครงการดังกล่าวแม้ได้รับการอนุมัติหลักการ และวงเงินงบประมาณจากรัฐบาลนายสมัครแล้ว แต่ถูกชะงักไปด้วยสภาพการเมืองและสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้โครงการส่วนใหญ่มาได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อในสมัยรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ช่วงปลายปีงบประมาณ 2552 นี้
อาทิ โครงการจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ ชนิดรถยนต์บรรทุกขนาด 2 ตันครึ่ง แบบ 4x4 ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FST จำนวน 1,474 คัน วงเงิน 4,994,649,000 บาท เวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2555 โครงการจัดหาอากาศยานฝึก โดยการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา จำนวน 16 ลำ ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2555 วงเงิน 1,197,993,366 บาท แบ่งเป็นปี 2552 จำนวน 320 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 320 ล้านบาท ปี 2554 จำนวน 480 ล้านบาท และปี 2555 จำนวน 78 ล้านบาท โครงการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไประยะที่ 2 (ทบ.1395) ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2554 วงเงิน 980,336,050 บาท แบ่งเป็นปี 2552 จำนวน 200 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 400 ล้านบาท และปี 2554 จำนวน 380 ล้านบาท
ครม.ยังอนุมัติโครงการใหญ่ให้ทุกเหล่าทัพ อาทิ กองทัพเรือ อนุมัติโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำของเฮลิคอปเตอร์ปราบ เรือดำน้ำแบบ SEA HAWK วงเงิน 989,985,400 บาท เวลาดำเนินการ 3 ปี งบฯปี 2552 จำนวน 197,997,080 บาท งบฯปี 2553 จำนวน 386,094,306 บาท และงบฯปี 2554 จำนวน 405,894,014 บาท โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งจำนวน 3 ลำ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี วงเงิน 1,603,177,084.27 บาท งบฯปี 2552 จำนวน 314 ล้านบาท งบฯปี 2553 จำนวน 628 ล้านบาท และงบฯปี 2554 จำนวน 661,177,084.27 บาท กองทัพไทย ได้รับอนุมัติโครงการจัดหายานพาหนะและเครื่องจักรกลทดแทน ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี วงเงิน 3,049,536,380 บาท งบฯปี 2552-2553 ปีละ 610,856,800 บาท งบฯปี 2554 จำนวน 814,475,700 บาท และงบฯปี 2555 จำนวน 1,013,347,080 บาท
นอกจากนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังอนุมัติเงินงบประมาณให้แก่ กอ.รมน. ในการดำเนินการตามโครงการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยปรัชญาพอเพียง โดยให้กำลังพลเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนในทุกหมู่บ้านชุมชน โดยผ่านการทำงาน 6 เดือนแรกตั้งแต่มีนาคม-สิงหาคม 2552 เสร็จสิ้นไปแล้ว วงเงินงบประมาณ 1,500 ล้านบาท และขณะนี้ กอ.รมน.กำลังเสนอของบประมาณดำเนินการอีกเป็นเวลา 1 ปี โดยแยกเป็น 2 เฟสๆ ละ 6 เดือน ซึ่งวงเงินงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท
และงบประมาณปี 2553 ที่กระทรวงกลาโหมได้รับ 154,708 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบฯปี 2552 ลดลง 14,384 ล้านบาท แต่ยังถือเป็นหน่วยราชการอันดับ 4 ที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด และยังมีโครงการใหญ่ที่รอการอนุมัติเงินงบประมาณจากรัฐบาลหลายโครงการ อาทิ โครงการการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ 17 จากรัสเซีย ของกองทัพบก โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตและจัดซ่อมเรือฟริเกต 6 ลำ วงเงิน 3 พันล้านบาท การปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของเรือรบ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น ทดแทน C-801 พร้อมลูกอาวุธปล่อยนำวิถีให้กับเรือฟริเกตชุดเรือรบหลวงเจ้าพระยา วงเงิน 1,599 ล้านบาท ของกองทัพเรือ และโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนของกองทัพอากาศ เฟส 2 อีก 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท
ทั้งหมดนี้ คืองบประมาณส่วนหนึ่งที่กองทัพได้รับในยุคที่ "สีเขียวสะพรั่ง" มีอิทธิพลต่อการเมืองไทย
แต่เป็น 3 ปี ที่ประเทศชาติบอบช้ำประสบปัญหาสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแตกแยกทางสีเสื้ออย่างชัดเจน การเมืองมีความแตกแยกทางความคิดและพร้อมที่จะระเบิดกลายเป็นความรุนแรงใน สังคม คนทุกชนชั้นประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเกิดจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากมากระตุ้นเศรษฐกิจ
จะมีเจ้าของบ้านคนใด บ้างที่บ้านที่ตัวเองอยู่ๆ ใน "ภาวะผุกร่อน" ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อมาซ่อมแซม แต่กลับเอาเงินส่วนหนึ่งมาใช้ปรับปรุงรั้วให้สวยงามอวดชาวบ้านชาวช่อง ถ้าจะมีก็บ้านนี้เมืองนี้นี้เอง...
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11528 มติชนรายวัน
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01021052§ionid=0133&day=2009-10-02
Subscribe to:
Posts (Atom)