สูญ2พันล้านซื้อยุทโธปกรณ์ชำรุด เรือเหาะ"เหี่ยว"-บอมบ์สูทล่องหน
สำรวจขุมทรัพย์จัดซื้อยุทโธปกรณ์ดับไฟ ใต้ 2 พันล้าน ส่วนใหญ่ได้ของ "ชำรุด-ด้อยคุณภาพ" เรือเหาะตรวจการณ์ยังบินไม่ขึ้น กลายเป็น "เรือเหี่ยว" ต้องเคลมผ้าใบบอลลูนผืนใหม่ "จีที 200" เป็นตำนาน "ไม้ล้างป่าช้า" ขณะที่ตำรวจตั้งงบ 330 ล้านซื้อ "บอมบ์สูท" ตั้งแต่ปี 2551-2552 ป่านนี้ยังส่งมอบไม่ได้ ปล่อยกำลังพลสังเวยชุดหมดอายุ
เหตุระเบิดต้อนรับปี 2554 ที่ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ซึ่งทำให้ ด.ต.กิตติ มิ่งสุข เจ้าหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ อีโอดี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 447 ต้องเสียชีวิตคาชุดป้องกันอันตรายจากแรงระเบิด หรือ “บอมบ์สูท” กระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่า "บอมบ์สูท" ที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้น เป็นชุดที่หมดอายุการใช้งานแล้ว สะท้อนถึงปัญหาการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติใน ภารกิจดับไฟใต้ได้เป็นอย่างดี
ล่าสุดจากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณของ "กรุงเทพธุรกิจ" ย้อนหลังไปถึงปีงบประมาณ 2551 และ 2552 พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งงบประมาณจัดซื้อ "บอมบ์สูท" ล็อตใหม่เอาไว้เมื่อปี 2551 จำนวน 118 ล้านบาท สำหรับบอมบ์สูท 9 ชุด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบ
ถัดจากนั้นในปีงบประมาณ 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังตั้งงบประมาณเพื่อซื้อบอมบ์สูทเพิ่มเติมอีก 14 ชุด จำนวน 214 ล้านบาท แต่ผ่านมาถึงปีงบประมาณ 2554 แล้ว ยังไม่มีการจัดซื้อตามงบประมาณที่ตั้งไว้แม้แต่ชุดเดียว
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณภาค ใต้ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ได้เรียกตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางตำรวจอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากการประมูลมีปัญหา ต้องยกเลิกการประกวดราคาไปถึง 2 ครั้ง ประกอบกับต้องการกำหนดสเปคใหม่ ทำให้ยังจัดซื้อบอมบ์สูทล็อตใหม่ไม่ได้
"ถือเป็นคำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการตั้งงบพร้อมกำหนดจำนวนบอมบ์สูทที่จะจัดซื้อ แสดงว่ามีการกำหนดสเปคเอาไว้เรียบร้อย การพยายามเปลี่ยนแปลงสเปคในภายหลัง ไม่ทราบว่ามีการวิ่งเต้นหรือมีนอกมีในอะไรหรือไม่ ที่สำคัญงบประมาณก้อนนี้รวม 2 ปีงบประมาณสูงถึงกว่า 330 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้กำลังพลในพื้นที่ยังไม่ได้รับบอมบ์สูทล็อตใหม่ จึงต้องใช้บอมบ์สูทที่หมดอายุแล้ว จนเกิดความสูญเสียตามที่เป็นข่าว" แหล่งข่าวระบุ
ปิกอัพหุ้มเกราะ750ล้านยังฝุ่นตลบ
โครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์อีกล็อตหนึ่งสำหรับ ภารกิจดับไฟใต้ที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในช่วงการพิจารณางบประมาณราย จ่ายประจำปี 2554 คืองบที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติเพิ่มจำนวน 750 ล้านบาท จากงบปกติที่ได้รับแล้วถึง 1.7 แสนล้านบาทเศษ สำหรับจัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนหน่วยที่ปฏิบัติในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ กำลังพลได้รับความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งก็คือ "รถยุทธวิธีกันกระสุน" จำนวน 300 คัน ราคาคันละ 2.5 ล้านบาท
สเปคของรถยุทธวิธีกันกระสุน ซึ่งเรียกกันว่า "รถปิกอัพหุ้มเกราะ" เป็นรถปิกอัพแบบดับเบิลแค็บ (สี่ประตู) เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ เสริมเหล็กขนาดความหนา 1-1.30 เซนติเมตร รอบตัวรถ หลังคารถ และพื้นที่ใต้ท้องรถ พร้อมติดกระจกกันกระสุนขนาดความหนาประมาณ 2 เซนติเมตร รอบคัน
แม้งบประมาณก้อนนี้ที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติ เพิ่มจะได้รับอนุมัติจากสภาไปแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันกระบวนการจัดซื้อยังมีปัญหา โดยแหล่งข่าวจากวงการค้ายุทโธปกรณ์ เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สาเหตุของความล่าช้ามาจากคุณภาพของรถต้นแบบที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตไม่ผ่าน การทดสอบ
"จริงๆ แล้วรถปิกอัพหุ้มเกราะราคาอยู่ที่เกือบๆ ล้าน หรือ 1 ล้านบาทเศษเท่านั้น หลายบริษัทในประเทศไทยก็ผลิตได้ ซ้ำยังคุณภาพดีกว่าบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตรถต้นแบบด้วย แต่เป็นที่รู้กันในวงการว่าผู้บริหารของบริษัทผลิตรถต้นแบบมีสายสัมพันธ์ที่ ดีกับผู้ใหญ่ในกองทัพ ทำให้ได้รับเลือก แต่เมื่อคุณภาพของรถยังไม่ผ่านการทดสอบ จึงยังไม่รู้ว่าโครงการนี้จะจบลงอย่างไร" แหล่งข่าว กล่าว
ทั้งนี้ รถปิกอัพหุ้มเกราะล็อตเก่าที่ใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นรถกระบะยี่ห้อดังสี่ประตู ราคาคันละ 8 แสนบาท มีค่ากระจกกันกระสุนเพิ่ม 5 แสนบาท รวมราคารถคันละ 1.3 ล้านบาท
"เรือเหาะ-เรือเหี่ยว"ปีกว่ายังบินไม่ขึ้น
ยุทโธปกรณ์อีกตัวหนึ่ง ที่เรียกเสียงฮือฮาข้ามปีคือ "บอลลูนตรวจการณ์" หรือเรือเหาะ "สกายดรากอน" ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษโดยใช้งบประมาณถึง 350 ล้านบาท ด้วยหวังจะให้เป็น "ดวงตาบนฟากฟ้า" ป้องปรามและไล่ล่ากลุ่มก่อความไม่สงบด้วยศักยภาพของกล้องอินฟราเรดสุดทันสมัย มูลค่าเฉพาะตัวกล้องนับร้อยล้านบาท
หลังจากจัดซื้อเมื่อกลางปี 2552 เรือเหาะลำนี้ต้องเลื่อนกำหนดปล่อยขึ้นปฏิบัติการมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงการทดสอบขึ้นบินในระยะความสูงเพียง 1,000 เมตร ทั้งๆ ที่ตามสเปคจริงต้องบินสูงถึง 3,000 เมตร เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากภาคพื้น ปัจจุบันเรือเหาะลำนี้จึงถูกเก็บอยู่ในโรงจอดภายในกองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
ต่อมาเมื่อราวปลายปี 2553 มีการเปิดโปงจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า สาเหตุที่เรือเหาะขึ้นปฏิบัติการไม่ได้ เนื่องจากพบรอยรั่วจำนวนมากบริเวณผืนผ้าใบ ซึ่งข้อกล่าวหานี้ฝ่ายกองทัพยังไม่สามารถชี้แจงเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ สาธารณชนได้
แหล่งข่าวในวงการทหาร เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้มีการตั้งงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือเหาะ เป็นงบประมาณจัดซื้อผ้าใบเพิ่มเติมเพื่อนำมาปะบริเวณรอยรั่ว แต่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะรอยรั่วมีหลายจุดมากเกินไป ทำให้ทางกองทัพต้องขอเปลี่ยนสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต ล่าสุดทางบริษัทได้ส่งบอลลูนผ้าใบผืนใหม่มาให้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณสำหรับเติมก๊าซฮีเลียม ซึ่งต้องใช้งบมากถึง 4 ล้านบาท
"จีที 200" ตำนานไม้ล้างป่าช้า
ยุทโธปกรณ์ที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่ สุดตลอดปี 2553 คือ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 GT200 หลังจากแสดงผลผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง จนเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2552 และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่ตลาดพิมลชัยกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
ความผิดพลาดที่นำไปสู่ความสูญเสีย ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่อง จีที 200 GT200 จากองค์กรภาคประชาสังคม นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนออนไลน์ กระทั่งสำนักข่าวบีบีซี เสนอสกู๊ปข่าวการ “ผ่าเครื่อง” ที่มีลักษณะคล้าย จีที 200 GT200 แต่ใช้ชื่อทางการค้าว่า ADE 651 ผลปรากฏว่าเป็นเครื่องลวงโลก เพราะภายในไม่มีกลไกอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ และไร้ประสิทธิภาพในการตรวจหาระเบิดอย่างสิ้นเชิง
จากข้อมูลและกระแสเรียกร้องดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องมีคำสั่งให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจีที 200 GT200 ด้วยวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับ ผลปรากฏว่าการทำงานของเครื่องมีความแม่นยำต่ำกว่าการเดาสุ่ม ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำจนไม่อาจยอมรับได้ หลายคนจึงขนานนาม จีที 200 GT200 ว่าเป็น "ไม้ล้างป่าช้า"
จีที 200 กลายเป็นเรื่อง "น้ำลดตอผุด" เมื่อมีการตรวจสอบราคาที่หน่วยงานต่างๆ จัดซื้อตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าราคามีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 4 แสนบาทไปจนถึง 1.2 ล้านบาท ส่วนราคาขายในต่างประเทศอยู่ที่ 2 แสนบาทเท่านั้น หนำซ้ำยังมีสื่อบางสำนักขุดคุ้ยไปถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง พบว่าราคาอยู่แค่หลักพัน
เครื่องตรวจระเบิด จีที 200 มีใช้อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 541 เครื่อง ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 1 ล้านบาท (เพราะใช้การ์ดตรวจหาสารประกอบระเบิดและดินปืนสูงสุดถึง 18 ใบ) คิดเป็นเงินงบประมาณที่ต้องสูญเสียมากถึง 541 ล้านบาท
รวมมิตรยุทโธปกรณ์ชำรุด-สูญ2พันล้าน
การจัดงบประมาณเพื่อซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีปัญหา เหล่านี้ รวมมูลค่าแล้วเกือบๆ 2 พันล้านบาท ประกอบด้วยบอมบ์สูทที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 330 ล้านบาท รถปิกอัพหุ้มเกราะ 750 ล้านบาท เรือเหาะตรวจการณ์ 350 ล้านบาท และจีที 200 ซึ่งปัจจุบันระงับการใช้งานไปแล้วอีก 541 ล้านบาท
เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางปัญหาและความไม่โปร่งใสดังกล่าวนี้ กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพต่างๆ ยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะปีงบประมาณ 2554 กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 170,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 16,253 ล้านบาท ขณะที่กองทัพบกเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบมากที่สุดของกระทรวงกลาโหม กล่าวคือได้รับงบประมาณจำนวน 83,508.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,644.6 ล้านบาทจากปีงบประมาณ 2553
ส่วน กอ.รมน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 8,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 552 ล้านบาท เป็นงบในภารกิจดับไฟใต้มากถึง 8,019 ล้านบาท
กรุงเทพธุรกิจ, 17 มกราคม 2554
Showing posts with label เรือเหาะ. Show all posts
Showing posts with label เรือเหาะ. Show all posts
Sunday, January 16, 2011
Sunday, July 25, 2010
จับพิรุธ"เรือเหาะ"ส่อเป็น"เรือเหี่ยว" เผยเจอรูรั่ว จ่อส่งซ่อมก่อนใช้!
จับพิรุธ"เรือเหาะ"ส่อเป็น"เรือเหี่ยว" เผยเจอรูรั่ว จ่อส่งซ่อมก่อนใช้!
มีรายงานจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ระบุว่า กองทัพบกได้ลงนามตรวจรับเรือเหาะตรวจการณ์ "สกายดรากอน" ที่สั่งซื้อมาในราคา 350 ล้านบาทแล้ว ทั้งๆ ที่ยังพบปัญหาอีกหลายประการ โดยเฉพาะรูรั่ว ถึงขนาดอาจต้องส่งซ่อมหรือขอเปลี่ยนลำใหม่จากทางบริษัทผู้จำหน่ายโดยที่ยังไม่ได้เริ่มใช้ แม้จะสั่งซื้อมานานกว่า 1 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.2553 ที่ท่าอากาศยานปัตตานี หรือสนามบินบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะและระบบตรวจการณ์ทางอากาศของกองทัพบก (ทบ.) ได้ลงนามตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบแล้ว หลังจากได้นำเรือเหาะขึ้นบินทดสอบเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำที่ติดตั้งกล้องจับภาพระยะไกล โดยมีการเชื่อมสัญญาณภาพมายังเครื่องรับสัญญาณภาคพื้น
การตรวจรับครั้งนี้เป็นการตรวจรับเฉพาะในส่วนของเฮลิคอปเตอร์กับกล้องจับภาพเท่านั้น เนื่องจากส่วนของตัวเรือเหาะ (บอลลูน) คณะกรรมการได้ตรวจรับไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา
มีข่าวว่า ตามกำหนดการเดิม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.ด้วย เพื่อตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบด้วยตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางอย่างกระทันหัน และมอบหมายให้ พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายส่งกำลังบำรุง (ผช.เสธ.ทบ.ฝกบ.) เป็นผู้ตรวจรับเรือเหาะแทน
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า การตรวจรับเรือเหาะครั้งนี้มีความพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้น ก่อนที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2553 ทำให้ทางกองทัพบกต้องเร่งรีบดำเนินการรับมอบเรือเหาะ แม้ว่าอุปกรณ์หลายๆ ส่วนโดยเฉพาะตัว "บอลลูน" จะยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งานจริงก็ตามที
มีรายงานว่า จากการทดสอบเรือเหาะทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะครั้งล่าสุด พบว่าเรือเหาะมีรอยรั่วซึมหลายจุด ส่งผลให้ไม่สามารถบินสูง 10,000 ฟิต (3 กิโลเมตร) ได้ตามที่กำหนดในสเปค คณะกรรมการของกองทัพบกจึงได้ประชุมร่วมกับตัวแทนของบริษัทผู้จัดจำหน่าย และเสนอให้ทางบริษัทนำเรือเหาะลำใหม่มาเปลี่ยนให้กองทัพบกไทย แต่เบื้องต้นทางบริษัทอ้างว่า หากต้องการลำใหม่จะต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน จึงเสนอให้ส่งซ่อม
ด้วยเหตุนี้แม้คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะของกองทัพบกจะตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบแล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้งานจริงได้ เพราะต้องรอซ่อมแซมตัวเรือเหาะหรือเปลี่ยนเรือเหาะลำใหม่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน หรือถ้าจะนำขึ้นบิน ก็ต้องบินเฉพาะบริเวณเหนือค่ายทหาร หากบินออกไปด้านนอกจะเสี่ยงอันตรายมาก เนื่องจากระบบเรือเหาะทำเพดานบินได้แค่ 3,000 ฟิต (1 กิโลเมตร)
มีรายงานด้วยว่า ในท้ายเอกสารการตรวจรับเรือเหาะ คณะกรรรมการตรวจรับฯได้เขียนข้อเสนอเป็นความเห็นเพิ่มเติมว่า สภาพของเรือเหาะยังไม่สามารถใช้งานได้อย่าสงสมบูรณ์ จึงขอให้บริษัทนำไปตรวจสอบซ่อมปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สหรัฐอเมริกา
ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ออกมาระบุว่า หากกองทัพบกลงนามตรวจรับเรือเหาะทั้งๆ ที่ยังมีปัญหา จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทันที
ย้อนรอย"เรือเหาะฉาว"
กองทัพบกโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ทำสัญญาซื้อ “ระบบเรือเหาะตรวจการณ์” จาก บริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ในราคา 350 ล้านบาท โดยเรือเหาะลำนี้ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON)
สำหรับข้อมูลจำเพาะของเรือเหาะลำนี้ คือรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ 0 -10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2 คูณ 125 HP 4-Cylinder, Continental IO-240 B ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง
เกณฑ์การสิ้นเปลือง ณ ความเร็วสูงสุด 50 ลิตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย (นักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย)
ทั้งนี้ หลังจากเรือเหาะถูกส่งถึงประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.ปีที่แล้ว ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่จากกองทัพบกไปฝึกการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์กับทางบริษัทผู้ผลิต และได้มีการก่อสร้างโรงจอดที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อโรงจอดสร้างเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายเรือเหาะไปไว้ที่โรงจอดดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2552 และเริ่มทดลองใช้ ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติงานจริงได้
ที่ผ่านมามีข้อสังเกตจากบุคคลในแวดวงธุรกิจเรือเหาะว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อน่าจะแพงเกินไป เพราะเรือเหาะของบริษัทแอร์ชิป เอเซีย ที่นำเข้าและจดทะเบียนก่อนที่กองทัพจะจัดซื้อ และมีขนาดใกล้เคียงกับเรือเหาะ “สกาย ดรากอน” นั้น มีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่เรือเหาะของกองทัพบก เฉพาะตัวบอลลูนอ้างว่ามีราคาสูงถึง 260 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเรือเหาะตรวจการณ์ว่าอาจเป็น "สินค้ามือสอง" เพราะสั่งซื้อและได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือน ทั้งๆ ที่หากเป็นของใหม่จะต้องใช้เวลาสร้างอีกร่วม 1 ปี ขณะเดียวกันก็ยังมีกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับราคาเติมก๊าซฮีเลี่ยมที่สูงถึง 3 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เรือเหาะลำใกล้เคียงกันเติมเพียงครั้งละ 7-8 แสนบาท
ที่สำคัญการตัดสินใจซื้อ "ระบบเรือเหาะตรวจการณ์" มาใช้ในภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้นถึงความเหมาะสมในแง่ยุทธการและความคุ้มค่า โดย อดีตนายทหารระดับสูงหลายนายอย่าง พล.อ.หาญ ลีนานนท์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทย ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อ "ระบบเรือเหาะตรวจการณ์" อย่างรุนแรงว่า ไร้ประโยชน์ในทางยุทธการ ไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าเขาอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตกด้วย
(เรื่องและภาพ โดย ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา)
มติชนออนไลน์, 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280034518&grpid=01&catid=
มีรายงานจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ระบุว่า กองทัพบกได้ลงนามตรวจรับเรือเหาะตรวจการณ์ "สกายดรากอน" ที่สั่งซื้อมาในราคา 350 ล้านบาทแล้ว ทั้งๆ ที่ยังพบปัญหาอีกหลายประการ โดยเฉพาะรูรั่ว ถึงขนาดอาจต้องส่งซ่อมหรือขอเปลี่ยนลำใหม่จากทางบริษัทผู้จำหน่ายโดยที่ยังไม่ได้เริ่มใช้ แม้จะสั่งซื้อมานานกว่า 1 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.2553 ที่ท่าอากาศยานปัตตานี หรือสนามบินบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะและระบบตรวจการณ์ทางอากาศของกองทัพบก (ทบ.) ได้ลงนามตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบแล้ว หลังจากได้นำเรือเหาะขึ้นบินทดสอบเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำที่ติดตั้งกล้องจับภาพระยะไกล โดยมีการเชื่อมสัญญาณภาพมายังเครื่องรับสัญญาณภาคพื้น
การตรวจรับครั้งนี้เป็นการตรวจรับเฉพาะในส่วนของเฮลิคอปเตอร์กับกล้องจับภาพเท่านั้น เนื่องจากส่วนของตัวเรือเหาะ (บอลลูน) คณะกรรมการได้ตรวจรับไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา
มีข่าวว่า ตามกำหนดการเดิม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.ด้วย เพื่อตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบด้วยตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางอย่างกระทันหัน และมอบหมายให้ พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายส่งกำลังบำรุง (ผช.เสธ.ทบ.ฝกบ.) เป็นผู้ตรวจรับเรือเหาะแทน
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า การตรวจรับเรือเหาะครั้งนี้มีความพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้น ก่อนที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2553 ทำให้ทางกองทัพบกต้องเร่งรีบดำเนินการรับมอบเรือเหาะ แม้ว่าอุปกรณ์หลายๆ ส่วนโดยเฉพาะตัว "บอลลูน" จะยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งานจริงก็ตามที
มีรายงานว่า จากการทดสอบเรือเหาะทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะครั้งล่าสุด พบว่าเรือเหาะมีรอยรั่วซึมหลายจุด ส่งผลให้ไม่สามารถบินสูง 10,000 ฟิต (3 กิโลเมตร) ได้ตามที่กำหนดในสเปค คณะกรรมการของกองทัพบกจึงได้ประชุมร่วมกับตัวแทนของบริษัทผู้จัดจำหน่าย และเสนอให้ทางบริษัทนำเรือเหาะลำใหม่มาเปลี่ยนให้กองทัพบกไทย แต่เบื้องต้นทางบริษัทอ้างว่า หากต้องการลำใหม่จะต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน จึงเสนอให้ส่งซ่อม
ด้วยเหตุนี้แม้คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะของกองทัพบกจะตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบแล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้งานจริงได้ เพราะต้องรอซ่อมแซมตัวเรือเหาะหรือเปลี่ยนเรือเหาะลำใหม่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน หรือถ้าจะนำขึ้นบิน ก็ต้องบินเฉพาะบริเวณเหนือค่ายทหาร หากบินออกไปด้านนอกจะเสี่ยงอันตรายมาก เนื่องจากระบบเรือเหาะทำเพดานบินได้แค่ 3,000 ฟิต (1 กิโลเมตร)
มีรายงานด้วยว่า ในท้ายเอกสารการตรวจรับเรือเหาะ คณะกรรรมการตรวจรับฯได้เขียนข้อเสนอเป็นความเห็นเพิ่มเติมว่า สภาพของเรือเหาะยังไม่สามารถใช้งานได้อย่าสงสมบูรณ์ จึงขอให้บริษัทนำไปตรวจสอบซ่อมปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สหรัฐอเมริกา
ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ออกมาระบุว่า หากกองทัพบกลงนามตรวจรับเรือเหาะทั้งๆ ที่ยังมีปัญหา จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทันที
ย้อนรอย"เรือเหาะฉาว"
กองทัพบกโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ทำสัญญาซื้อ “ระบบเรือเหาะตรวจการณ์” จาก บริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ในราคา 350 ล้านบาท โดยเรือเหาะลำนี้ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON)
สำหรับข้อมูลจำเพาะของเรือเหาะลำนี้ คือรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ 0 -10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2 คูณ 125 HP 4-Cylinder, Continental IO-240 B ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง
เกณฑ์การสิ้นเปลือง ณ ความเร็วสูงสุด 50 ลิตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย (นักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย)
ทั้งนี้ หลังจากเรือเหาะถูกส่งถึงประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.ปีที่แล้ว ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่จากกองทัพบกไปฝึกการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์กับทางบริษัทผู้ผลิต และได้มีการก่อสร้างโรงจอดที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อโรงจอดสร้างเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายเรือเหาะไปไว้ที่โรงจอดดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2552 และเริ่มทดลองใช้ ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติงานจริงได้
ที่ผ่านมามีข้อสังเกตจากบุคคลในแวดวงธุรกิจเรือเหาะว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อน่าจะแพงเกินไป เพราะเรือเหาะของบริษัทแอร์ชิป เอเซีย ที่นำเข้าและจดทะเบียนก่อนที่กองทัพจะจัดซื้อ และมีขนาดใกล้เคียงกับเรือเหาะ “สกาย ดรากอน” นั้น มีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่เรือเหาะของกองทัพบก เฉพาะตัวบอลลูนอ้างว่ามีราคาสูงถึง 260 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเรือเหาะตรวจการณ์ว่าอาจเป็น "สินค้ามือสอง" เพราะสั่งซื้อและได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือน ทั้งๆ ที่หากเป็นของใหม่จะต้องใช้เวลาสร้างอีกร่วม 1 ปี ขณะเดียวกันก็ยังมีกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับราคาเติมก๊าซฮีเลี่ยมที่สูงถึง 3 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เรือเหาะลำใกล้เคียงกันเติมเพียงครั้งละ 7-8 แสนบาท
ที่สำคัญการตัดสินใจซื้อ "ระบบเรือเหาะตรวจการณ์" มาใช้ในภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้นถึงความเหมาะสมในแง่ยุทธการและความคุ้มค่า โดย อดีตนายทหารระดับสูงหลายนายอย่าง พล.อ.หาญ ลีนานนท์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทย ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อ "ระบบเรือเหาะตรวจการณ์" อย่างรุนแรงว่า ไร้ประโยชน์ในทางยุทธการ ไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าเขาอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตกด้วย
(เรื่องและภาพ โดย ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา)
มติชนออนไลน์, 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280034518&grpid=01&catid=
Subscribe to:
Posts (Atom)