ผลสอบสธ.ชี้ชัดยัดไส้ซื้อครุภัณฑ์ ฟันข้าราชการไร้เงานักการเมือง
สธ. เผยผลสอบ "โครงการไทยเข้มแข็ง" พบยัดไส้จัดซื้อจริง รพ.ไม่ได้ขอ ทั้งยูวีแฟน เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ โดยเฉพาะเครื่องตรวจชีวเคมีในเลือดจัดซื้อถึง 40 เครื่องๆ ละ 3 ล้านบาท เผยข้าราชการมีเอี่ยว แต่ขออุบชื่อ "ไอ้โม่ง" ก่อน พร้อมตั้ง คกก.สอบวินัย ด้าน "วิทยา" รับมีบีบให้ลาออกจาก รมว.สธ.จริง แต่ชี้แจง พรรคเข้าใจ ขอเวลา 1 วันหารือตั้งคณะกรรมการคนนอก ด้าน "หมอเกรียง" ผิดหวัง ผลสอบฟันแค่ข้าราชการประจำ ไม่มีนักการเมืองเอี่ยว
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ และคณะกรรมการทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวผลการตรวจสอบ ภายหลังจากที่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มีคำสั่งแต่งตั้งและให้สรุปภายใน 2 สัปดาห์
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบหลังดำเนินการ 1 สัปดาห์ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
1.มีการจัดสรรครุภัณฑ์บางรายการที่ไม่ตรงกับความต้องการ และไม่มีคำขอแต่กลับมีการจัดสรรให้ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระบบยูวี-แฟน
2.มีการจัดสรรเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และไม่เหมาะสม เช่น เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลชุมชน แต่กลับมีรายการจัดซื้อ
3.สิ่งก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้สูงกว่าที่เคยก่อสร้างมาจากการประเมิน เช่น อาคารพักพยาบาล 24 ห้อง ที่มีการวางงบประมาณที่มากกว่าราคากลาง ซึ่งมีเหตุผลจากการประเมินราคาในอนาคตทำให้ราคาสูงกล่าวปกติ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงให้ทบทวนหามาตรการคำนวณให้สมเหตุ สมผลมากกว่านี้ โดยให้หน่วยงานภายนอกมาร่วมคำนวณราคารวมกับกองแบบแผน
"หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเพื่อให้ทราบว่ามีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความบกพร่องในการจัดซื้อที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องสอบสวนต่อไปว่า เกิดโดยเจตนา หรือความไม่รอบคอบ แต่เพื่อความเป็นธรรมและปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบ สวนขึ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ และให้โอกาสบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อนที่จะมีการเปิดเผยชื่อบุคคล เหล่านั้นได้ ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นแค่การตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น"
สั่งทุกจังหวัดทบทวนรายการจัดซื้อ
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดไปทบทวนรายการ จัดซื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ทบทวนรายการจัดซื้อในโรงพยาบาลชุมชน และ นพ.วีรพงษ์ เพ่งวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา ทบทวนรายการจัดซื้อใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และศูนย์ และในอีก 2 สัปดาห์ จะเชิญคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุมกันใหม่เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อใน โครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด
ส่วนผลสอบสวนมีข้าราชการและนักการเมืองเกี่ยว ข้องกี่คน นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงยังไม่สามารถลงรายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่ยอมรับว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งจะสอบสวนให้เร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการชุด นพ.เสรี ชี้แล้วว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น และนำเสนอรายงานผลสอบมายังตนเพื่อเร่งตั้ง คณะกรรมการสอบต่อไป
ต่อข้อซักถามว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีใบสั่งจากการเมืองจริงหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า "คงเป็นที่รับทราบว่ามีข้าราชการระดับ ผอ.ไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ ซึ่งก็มีคนที่เกี่ยวข้องจริง"
ชี้มีแค่ข้าราชการพัวพัน
ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก ประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเพียงแค่เรียกข้าราชการ และสรุปเฉพาะแค่ ข้าราชการเท่านั้น และลูกจ้างในกระทรวงมาชี้แจงเท่านั้น ส่วนคนนอกไม่มีสิทธิเรียกมาให้ข้อมูลได้ ดังนั้นกรณีที่เป็นข่าวอักษรย่อก่อนหน้านี้ จึงไม่มีสิทธิเรียกมาสอบได้ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า มีรายการจัดซื้อที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะเครื่องตรวจสารเคมีในเลือดมูลค่า 3 ล้านบาท ที่ไม่จำเป็น ไม่มีการขอแต่กลับมีการสั่งจัดซื้อให้กับโรงพยาบาลเล็กขนาด 30 เตียงถึง 40 แห่ง จึงมีการตั้งคำถาม รวมทั้งเครื่องยูวี-แฟนและเครื่องดมยาสลบ ที่เป็นหลักฐานชัดเจน
ตั้งกรรมการคนนอกตรวจซ้ำ
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งสธ.ว่า ขอเวลาอีก 1 วันเพื่อพูดคุยกับ นพ.เสรี หงษ์หยก ก่อน และจึงจะพิจารณาว่าจะจัดตั้งคณะกรรมการคนนอกเพื่อสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตรวจของคณะกรรมการทุกชุด โดยให้ทำงานเป็นอิสระ ส่วนที่การไม่มีเปิดเผยรายชื่อผู้ที่พัวพันปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในครั้ง นี้นั้น เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายสธ.แนะนำเพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อน
หมอชนบทผิดหวังผลสอบ
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนว่าพูดไม่หมด เนื่องจากผลการสอบไม่มีถึงฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง จึงรู้สึกไม่สบายใจ และคลางแคลงใจ กังวลว่าในสุดเรื่องนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอที่สั่งดำเนินการ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจในระดับล่างทำงานให้ผู้มีอำนาจในระดับบน ก็จะยังมีความเกรงกันอยู่ ดังนั้น จึงเสนอว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นคนนอกเข้ามาตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณีสอบทุจริตยา
สำหรับผู้ที่เหมาะมาเป็นประธานคณะกรรมการกลาง เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้นั้น ตนยังเห็นว่า นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขมานาน เป็นคนมีความรู้ มีบารมี เกียรติภูมิน่าเชื่อถือ หากผลสอบของ นพ.บรรลุ ระบุว่า ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวตนก็จะเชื่อ แต่เมื่อการสอบยังดำเนินการโดยคนในกระทรวง ตนจึงไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบนี้
"ผมสงสัยว่า ทำไมผลสอบในครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงฝ่ายการเมืองเลย ทั้งๆ ก็มีการให้ข้อมูลฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ และมีการรับรู้เป็นวงกว้าง แต่กรรมการชุดนี้กลับไม่รู้และไม่พูดถึงเลย" ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว
ครม.แต่งตั้งซี9-10สธ.
นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายมานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายนรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นอธิบดีกรมอนามัย นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นาย
ทนงสรรค์ สุธาธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นายสถาพร วงษ์เจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง และนางวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย คือ นายศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์ นางชุติมา กาญจนวงศ์ และนายศุภชัย ไพบูลย์ผล ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงานอีก 1 ราย คือ น.ส.นันธิกา ทังสุพาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตรวจราชการ
พท.ตั้งคณะ กก.เงาบี้ทุจริตรายกระทรวง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ถึงการตั้งคณะกรรมการติดตามการทุจริตของรัฐบาลรายกระทรวง ว่า แกนนำพรรคเสนอให้มีคณะกรรมการเงาติดตามรายกระทรวงการทุจริตและทำงานผิด กฎหมาย รวมถึงการใช้งบไทยเข้มแข็งโดยให้ ส.ส.เข้าชื่อว่าอยากเป็นกรรมการชุดไหน
ทั้งนี้ กรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มติดตามการตรวจสอบงบชุมชนพอเพียง รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุข ที่รัฐมนตรีบอกว่ายังไม่มีการโกงเพราะยังไม่ได้อนุมัติเป็นการพูดจาตามพรรค ประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีการยัดไส้ครุภัณฑ์ซึ่งถือว่าโกงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่นายกฯ กลับถามหาใบเสร็จ คิดว่าสุดท้ายคงไม่พ้นข้าราชการ ทั้งนี้การทำงานของคณะกรรมการเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Tuesday, October 13, 2009
Sunday, October 4, 2009
แพทย์ชนบทปูด 4 ข้อส่อทุจริต ซื้อเครื่องมือแพทย์ไทยเข้มแข็ง
แพทย์ชนบทปูด 4 ข้อส่อทุจริต ซื้อเครื่องมือแพทย์ไทยเข้มแข็ง
"แพทย์ชนบท" ออกโรงแฉไทยเข้มแข็งซ้ำ 4 ประเด็นส่อเค้าทุจริต เสนอรื้อโครงการใหม่ เชื่อประหยัดงบได้หมื่นล้าน ปูดค่าหัวคิวซื้อรถหวอ 1,000 คันๆ ละ 1 แสนบาท ราคากลางก่อสร้างเพิ่ม 20-50% ชี้ "ยูวี-แฟน" ตัวแทนจำหน่ายสนิทเมียนักการเมืองชื่อดัง ด้าน "วิทยา" รายงานโครงการไทยเข้มแข็งส่งกลิ่นให้ นายกฯ ทราบแล้ว ยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการภาย ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP2" มูลค่า 86,685.61 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV-FAN) ว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามีการประมูลจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้อธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการทุจริตตนก็ทราบจากนักข่าว ไม่มีใครร้องเรียนมายังตนโดยตรง ซึ่งนายกฯก็รับทราบ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ
แต่ยืนยันว่า การติดตามการทุจริตยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด ในการพิจารณาการจัดซื้อ โดยมีตัวแทนจาก รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน สสจ. ตัวแทนผู้ตรวจกระทรวง ร่วมดำเนินการทบทวนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องนี้อาจให้คณะกรรมการตรวจสอบดูก่อน ก่อนที่จะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตที่มีรายชื่อบริษัท จำหน่ายในเอกสารแนบท้าย เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องตามดูว่าออกมาจากจังหวัดใด ว่าเป็นแบบใด มีใครเอาชื่อไปใส่หรือเปล่า ต้องไปตามข้อมูลจากผู้ที่นำมาเผยแพร่ เพราะหากไปแกล้งคนดีๆ ก็จะเสียหาย ตนไม่อยากใครเป็นเหยื่อ คนดีๆ ต้องได้รับการปกป้อง
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ควรมีการทบทวนดังนี้
1.ราคาการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีราคากลางสูงเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาการก่อสร้างในปี 2551
ดังนั้นน่าจะมีการรื้อและทบทวนโครงการใหม่ หากทำได้จะประหยัดงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น อาคารหอพักพยาบาลที่สเปคเดียวกันจากเดิมราคากลาง 6.67 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9.57 ล้านบาท
2.มีการร้องเรียนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เข้าไปวิ่งเต้นโครงการใหญ่ 700-800 ล้านบาท ที่ จ.พิษณุโลกและนครสวรรค์
เพราะมีโควตาบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองจองไว้แล้ว กรณีนี้เป็นโจรร้องโจรทำให้ทราบข้อมูล
3. รถพยาบาล มีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับผู้จัดการศูนย์รถยนต์ที่เซ็นทรัล บางนา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท
ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คัน ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญ 2 รายการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องกระตุกหัวใจ ที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท
4.เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องดมยาสลบ ที่มีบางบริษัทให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แต่กลับมีการตั้งราคาถึง 1.5 ล้านบาท
ซึ่งตนเกรงว่าในบางพื้นที่ไม่รู้และมีการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ราคา 5-6 แสนบาท แต่ไปซื้อถึง 1.5 ล้านบาท จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
"ถ้านายวิทยาจริงใจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ สวนเพื่อดูรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้ขอไป แต่กลับจะให้มีการซื้อแบบปูพรมเต็มพื้นที่ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งหากยกเลิกได้ก็ยกเลิก" นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ควรเลือกประธานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่ควรเลือกผู้ตรวจราชการ
จี้ทบทวนจัดสรรงบใหม่
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งใหม่ เนื่องจากมีการจัดสรรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เห็นได้ชัดคืองบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลศูนย์ 94 แห่ง เป็นเงินกว่า 40,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลชุมชน 800 แห่ง ได้เพียงแค่ 8-9 พันล้านบาท ดังนั้นเรื่องนี้ต้องทบทวนให้กระจ่าง ไม่ใช่จัดสรรแบบสะเปะสะปะ และ ครม.ต้องกล้าตัดสินใจชะลอโครงการ เรื่องนี้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ตนจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภา
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่าการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต ว่า เป็นเรื่องที่มีการสอดไส้ลงไปทั้งที่ไม่มีการร้องขอจากพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าในท้ายที่สุดก็คงมีการยกเลิกโครงการนี้ไป จากการตรวจสอบบริษัทที่นำเข้าพบว่า ไม่ใช่บริษัทที่ไปเสนอราคาขายให้โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว แต่บริษัทที่ไปเสนอขายเป็นแค่ตัวแทน จำหน่ายเท่านั้น เท่าที่ทราบมีสายสัมพันธ์กับเมียนักการเมืองชื่อดัง
สธ.ชี้ 46 รายการแค่เสนอ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สธ. กล่าวว่า สถานีอนามัยได้งบประมาณกว่า 1.35 ล้านบาท โดย 5 แสนบาทเป็นงบปรับปรุงสถานีอนามัย ส่วนอีก 8.5 แสนบาท เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เดิมมีเพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น แต่ได้เพิ่มเป็น 46 รายการ ในการทำเรื่องเสนอของงบฯนั้น หากให้ทางสถานีอนามัยกว่า 9,000 แห่งเสนอมานั้นจะต้องคีย์ข้อมูลกว่าเป็นแสนๆ รายการ ใครจะทำ ทั้งยังมีเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงได้เชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องมา หารือเพื่อกำหนดครุภัณฑ์ที่ควรมีการจัดซื้อ โดยพิจารณาเฉพาะรายการใหญ่ๆ ส่วนรายการครุภัณฑ์ยิบย่อยนั้นสถานีอนามัยสามารถใช้งบลงทุน สปสช. จัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งไม่กระทบ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสนอสำนักงบประมาณในกลางเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 46 รายการนั้น ไม่ให้สธ.ซื้อทั้งหมด เป็นแค่รายการให้เลือกเท่านั้น ซึ่งบางรายการยังระบุด้วยว่า ให้จัดซื้อในกรณีที่มีแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้นในการใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะหากจัดซื้อทั้งหมดจะต้องใช้งบหลายล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักแสน
นพ.คำรณ ไชยสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า เหตุผลที่กำหนดราคาเครื่องยูวี-แฟน ที่ 40,000 บาท เนื่องจากไปดูราคาการจัดซื้อเมื่อปีก่อน ซึ่งมีโรงพยาบาลบางแห่งในภาคอีสานจัดซื้อ เมื่อมีการวิจารณ์ขึ้นก็ต้องบอกว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคากลาง แต่เป็นราคาที่ตั้งงบฯไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับครุภัณฑ์ 46 รายการ เช่น ชุดยูนิตทำฟัน 438,000 บาท เครื่องอัลตร้าซาวด์ 5 แสนบาท เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ ชนิด 12 ลีด พร้อมอ่านแปลผล 1.2 แสนบาท รถบรรทุกดีเซลขนาด 1 ตัน แบบมีช่องว่าด้านหลังคนขับ พร้อมหลังคาไฟเบอร์กลาส ราคา 5.6 แสนบาท ชุดอุปกรณ์ให้การรักษาทันตกรรม 1 แสนบาท ชุดกายภาพบำบัด 138,500 บาท หม้อต้มแผ่นให้ความร้อน 107,000 บาท เป็นต้น
เพื่อไทยเผยสั่งเพิ่มรายการครุภัณฑ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยสธ.ได้กำหนดรายการครุภัณฑ์ส่งให้สถานีอนามัย 20 รายการ ในเย็นวันศุกร์ พร้อมกำชับให้ส่งความต้องการว่าต้องการครุภัณฑ์อะไร ใน20 รายการนี้ ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8.5 แสนบาท และให้ส่งกลับมายังสาธารณสุขจังหวัดภายในวันจันทร์ จึงเกิดการทักท้วงโดยฝ่ายค้านและข้าราชการ ระบุว่าไม่ได้สำรวจความต้องการของแพทย์สาธารณสุขโดยตรง จึงมีการระงับโครงการไป แล้วเรียกประชุม แต่ก็ไม่ได้รับฟังความเห็นจากคนที่ต้องใช้ครุภัณฑ์เหล่านี้เท่าใดนัก แล้วจึงกำหนดรายการเพิ่มเป็น 46 รายการ แล้วส่งไปยังสถานีอนามัยใหม่ แต่ 20 รายการเดิมก็ยังคงอยู่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เคยเตือนในสภาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 2553 วาระ2 และ3 ให้ระวังการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการอ้างว่า นำไปให้โรงพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพทย์และศูนย์สุขภาพตำบลอยากได้งบ แต่ปรากฏว่าไปยัดเยียดอุปกรณ์ให้ไม่ตรงกับความต้องการ
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
"แพทย์ชนบท" ออกโรงแฉไทยเข้มแข็งซ้ำ 4 ประเด็นส่อเค้าทุจริต เสนอรื้อโครงการใหม่ เชื่อประหยัดงบได้หมื่นล้าน ปูดค่าหัวคิวซื้อรถหวอ 1,000 คันๆ ละ 1 แสนบาท ราคากลางก่อสร้างเพิ่ม 20-50% ชี้ "ยูวี-แฟน" ตัวแทนจำหน่ายสนิทเมียนักการเมืองชื่อดัง ด้าน "วิทยา" รายงานโครงการไทยเข้มแข็งส่งกลิ่นให้ นายกฯ ทราบแล้ว ยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการภาย ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP2" มูลค่า 86,685.61 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV-FAN) ว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามีการประมูลจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้อธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการทุจริตตนก็ทราบจากนักข่าว ไม่มีใครร้องเรียนมายังตนโดยตรง ซึ่งนายกฯก็รับทราบ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ
แต่ยืนยันว่า การติดตามการทุจริตยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด ในการพิจารณาการจัดซื้อ โดยมีตัวแทนจาก รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน สสจ. ตัวแทนผู้ตรวจกระทรวง ร่วมดำเนินการทบทวนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องนี้อาจให้คณะกรรมการตรวจสอบดูก่อน ก่อนที่จะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตที่มีรายชื่อบริษัท จำหน่ายในเอกสารแนบท้าย เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องตามดูว่าออกมาจากจังหวัดใด ว่าเป็นแบบใด มีใครเอาชื่อไปใส่หรือเปล่า ต้องไปตามข้อมูลจากผู้ที่นำมาเผยแพร่ เพราะหากไปแกล้งคนดีๆ ก็จะเสียหาย ตนไม่อยากใครเป็นเหยื่อ คนดีๆ ต้องได้รับการปกป้อง
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ควรมีการทบทวนดังนี้
1.ราคาการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีราคากลางสูงเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาการก่อสร้างในปี 2551
ดังนั้นน่าจะมีการรื้อและทบทวนโครงการใหม่ หากทำได้จะประหยัดงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น อาคารหอพักพยาบาลที่สเปคเดียวกันจากเดิมราคากลาง 6.67 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9.57 ล้านบาท
2.มีการร้องเรียนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เข้าไปวิ่งเต้นโครงการใหญ่ 700-800 ล้านบาท ที่ จ.พิษณุโลกและนครสวรรค์
เพราะมีโควตาบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองจองไว้แล้ว กรณีนี้เป็นโจรร้องโจรทำให้ทราบข้อมูล
3. รถพยาบาล มีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับผู้จัดการศูนย์รถยนต์ที่เซ็นทรัล บางนา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท
ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คัน ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญ 2 รายการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องกระตุกหัวใจ ที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท
4.เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องดมยาสลบ ที่มีบางบริษัทให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แต่กลับมีการตั้งราคาถึง 1.5 ล้านบาท
ซึ่งตนเกรงว่าในบางพื้นที่ไม่รู้และมีการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ราคา 5-6 แสนบาท แต่ไปซื้อถึง 1.5 ล้านบาท จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
"ถ้านายวิทยาจริงใจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ สวนเพื่อดูรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้ขอไป แต่กลับจะให้มีการซื้อแบบปูพรมเต็มพื้นที่ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งหากยกเลิกได้ก็ยกเลิก" นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ควรเลือกประธานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่ควรเลือกผู้ตรวจราชการ
จี้ทบทวนจัดสรรงบใหม่
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งใหม่ เนื่องจากมีการจัดสรรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เห็นได้ชัดคืองบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลศูนย์ 94 แห่ง เป็นเงินกว่า 40,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลชุมชน 800 แห่ง ได้เพียงแค่ 8-9 พันล้านบาท ดังนั้นเรื่องนี้ต้องทบทวนให้กระจ่าง ไม่ใช่จัดสรรแบบสะเปะสะปะ และ ครม.ต้องกล้าตัดสินใจชะลอโครงการ เรื่องนี้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ตนจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภา
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่าการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต ว่า เป็นเรื่องที่มีการสอดไส้ลงไปทั้งที่ไม่มีการร้องขอจากพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าในท้ายที่สุดก็คงมีการยกเลิกโครงการนี้ไป จากการตรวจสอบบริษัทที่นำเข้าพบว่า ไม่ใช่บริษัทที่ไปเสนอราคาขายให้โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว แต่บริษัทที่ไปเสนอขายเป็นแค่ตัวแทน จำหน่ายเท่านั้น เท่าที่ทราบมีสายสัมพันธ์กับเมียนักการเมืองชื่อดัง
สธ.ชี้ 46 รายการแค่เสนอ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สธ. กล่าวว่า สถานีอนามัยได้งบประมาณกว่า 1.35 ล้านบาท โดย 5 แสนบาทเป็นงบปรับปรุงสถานีอนามัย ส่วนอีก 8.5 แสนบาท เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เดิมมีเพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น แต่ได้เพิ่มเป็น 46 รายการ ในการทำเรื่องเสนอของงบฯนั้น หากให้ทางสถานีอนามัยกว่า 9,000 แห่งเสนอมานั้นจะต้องคีย์ข้อมูลกว่าเป็นแสนๆ รายการ ใครจะทำ ทั้งยังมีเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงได้เชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องมา หารือเพื่อกำหนดครุภัณฑ์ที่ควรมีการจัดซื้อ โดยพิจารณาเฉพาะรายการใหญ่ๆ ส่วนรายการครุภัณฑ์ยิบย่อยนั้นสถานีอนามัยสามารถใช้งบลงทุน สปสช. จัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งไม่กระทบ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสนอสำนักงบประมาณในกลางเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 46 รายการนั้น ไม่ให้สธ.ซื้อทั้งหมด เป็นแค่รายการให้เลือกเท่านั้น ซึ่งบางรายการยังระบุด้วยว่า ให้จัดซื้อในกรณีที่มีแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้นในการใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะหากจัดซื้อทั้งหมดจะต้องใช้งบหลายล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักแสน
นพ.คำรณ ไชยสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า เหตุผลที่กำหนดราคาเครื่องยูวี-แฟน ที่ 40,000 บาท เนื่องจากไปดูราคาการจัดซื้อเมื่อปีก่อน ซึ่งมีโรงพยาบาลบางแห่งในภาคอีสานจัดซื้อ เมื่อมีการวิจารณ์ขึ้นก็ต้องบอกว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคากลาง แต่เป็นราคาที่ตั้งงบฯไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับครุภัณฑ์ 46 รายการ เช่น ชุดยูนิตทำฟัน 438,000 บาท เครื่องอัลตร้าซาวด์ 5 แสนบาท เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ ชนิด 12 ลีด พร้อมอ่านแปลผล 1.2 แสนบาท รถบรรทุกดีเซลขนาด 1 ตัน แบบมีช่องว่าด้านหลังคนขับ พร้อมหลังคาไฟเบอร์กลาส ราคา 5.6 แสนบาท ชุดอุปกรณ์ให้การรักษาทันตกรรม 1 แสนบาท ชุดกายภาพบำบัด 138,500 บาท หม้อต้มแผ่นให้ความร้อน 107,000 บาท เป็นต้น
เพื่อไทยเผยสั่งเพิ่มรายการครุภัณฑ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยสธ.ได้กำหนดรายการครุภัณฑ์ส่งให้สถานีอนามัย 20 รายการ ในเย็นวันศุกร์ พร้อมกำชับให้ส่งความต้องการว่าต้องการครุภัณฑ์อะไร ใน20 รายการนี้ ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8.5 แสนบาท และให้ส่งกลับมายังสาธารณสุขจังหวัดภายในวันจันทร์ จึงเกิดการทักท้วงโดยฝ่ายค้านและข้าราชการ ระบุว่าไม่ได้สำรวจความต้องการของแพทย์สาธารณสุขโดยตรง จึงมีการระงับโครงการไป แล้วเรียกประชุม แต่ก็ไม่ได้รับฟังความเห็นจากคนที่ต้องใช้ครุภัณฑ์เหล่านี้เท่าใดนัก แล้วจึงกำหนดรายการเพิ่มเป็น 46 รายการ แล้วส่งไปยังสถานีอนามัยใหม่ แต่ 20 รายการเดิมก็ยังคงอยู่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เคยเตือนในสภาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 2553 วาระ2 และ3 ให้ระวังการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการอ้างว่า นำไปให้โรงพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพทย์และศูนย์สุขภาพตำบลอยากได้งบ แต่ปรากฏว่าไปยัดเยียดอุปกรณ์ให้ไม่ตรงกับความต้องการ
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
Saturday, October 3, 2009
ปมร้อน "จัดซื้อจัดจ้างไทยเข้มแข็ง" สอบเครื่องมือแพทย์เกินราคา
ปมร้อน "จัดซื้อจัดจ้างไทยเข้มแข็ง" สอบเครื่องมือแพทย์เกินราคา
เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ตัดสินใจกู้เงินเพื่อดำเนินการ "โครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP 2" หวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพลิกชีวิตคนไทยด้วยการอัดเม็ดเงินนับแสนล้านบาท
การตัดสินใจแค่เริ่มต้นด้วยการกระจายงบประมาณไป ยังกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำแผนใช้จ่าย หากดูเผินๆ ก็เหมือนจะราบรื่น แต่ยังไม่ถึง 3 เดือนดี ใบปลิวเปิดโปงแผนหาผลประโยชน์บนกองเงินภาษีของประชาชนก็เริ่มว่อน โดยเฉพาะที่กระทรวงสาธารณสุข
แพทย์กลุ่มเดิม (ชมรมแพทย์ชนบท) ที่เคยเปิดโปงโครงการทุจริตยา จนทำให้อดีต รมว.สาธารณสุข ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำมาแล้ว ได้ออกมากระหน่ำด้วยการแฉข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่านับหมื่นล้านบาท โดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เริ่มต้นชี้ชัดที่การสอดไส้จัดซื้อ "เครื่องฆ่าเชื้อโรคแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิดยูวี-แฟน" ที่มีการจัดซื้อมากถึง 800 เครื่อง ด้วยงบประมาณ 32 ล้านบาท ตกเครื่องละ 40,000 บาท เป็นราคาที่สูงเกินจริง เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องที่ผลิตโดยฝีมือแพทย์สถาบันโรคทรวงอก ตกอยู่ที่เครื่องละ 6,000 บาทเท่านั้น
กระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง ร้อนถึงหูนายกรัฐมนตรีเจ้าของโปรเจค ต้องเรียกเจ้ากระทรวง นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ชี้แจงด่วน !!!
ยังไม่ถึงสัปดาห์ดีแพทย์ชนบทออกมากระหน่ำซ้ำอีก ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ลามไปถึงรถพยาบาลที่มีการกินหัวคิวถึงคันละ 100,000 บาท โดยผู้ที่มีอักษรย่อตัว ต. ที่เป็นนักการเมืองในกระทรวง พร้อมท้าด้วยว่า หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท
"ผมไม่ได้เสนอให้ล้มโครงการ เพียงแต่ขอให้ทบทวนให้ดี เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดประหยัดงบประมาณได้ และหากทำให้ดีเชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 30% ซึ่งจะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้" นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ ยังได้กล่าวถึง การจัดสรรงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งด้วยว่า เป็นการจัดสรรที่สวนทางนโยบายการวางระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ทุ่มไปที่การก่อสร้างที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป แต่ในส่วนของโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งสถานีอนามัยกลับจัดสรรน้อยมาก ดังนั้น ควรมีการปรับในส่วนนี้อย่างน้อยก็ควรได้ 50% ของงบประมาณ
ข้อมูลร้อนที่ออกมาทุกวัน ทำให้เจ้ากระทรวงอย่าง นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เต้นแก้ปัญหา สั่งด่วน ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อ พิจารณาความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาโครงการไทยเข้มแข็ง และสอบสวนหาข้อเท็จจริง ที่ไม่แค่หวังแก้สถานการณ์สร้างความโปร่งใสให้โครงการดำเนินต่อไปได้เท่า นั้น แต่ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์นักการเมืองน้ำดี เมืองนครศรีฯ
ขณะที่คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรเองก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องเชิญชมรมแพทย์ชนบท มาร่วมให้ข้อมูล โดย นพ.เกรียงศักดิ์ ออกมาเปิดเผยอักษรย่อเพิ่มอีกหลายตัว ทั้ง ม. ป. ล. และ ส. ซึ่งล้วนเป็นคนใกล้ชิดนักการเมืองในกระทรวงหมอทั้งสิ้น
ทั้งยังให้เพิ่มประเด็นร้อนขึ้นอีกประเด็นที่ น่าสนใจ เพราะนอกจากครุภัณฑ์ทางการแพทย์แล้ว ในการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลชุมชน ปรากฏ "เสาธง" สเปคราคาต้นละเกือบ 5 แสนบาท ที่มีการถามหาถึงความจำเป็น แถมด้วยการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่กำหนดราคาต่อตารางเมตรกว่า 1,000 บาท
แม้ นพ.ดร.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จะออกมายืนยันว่า การก่อสร้างอาคาร รพ.ชุมชน ในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีการสร้างเสาธงมูลค่า 4.95 แสนบาทต่อแห่งนั้น จากการสอบถามกองแบบแผนได้รับการชี้แจง ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเสาธงกว่า 10 แบบ ที่มีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
สำหรับแบบล่าสุดที่เป็นประเด็นในขณะนี้นั้น ได้รับการชี้แจงว่ามีราคา 3.57 แสนบาท โดยเป็นเหล็กขนาด 20 เมตร เคลือบด้วยสารกันสนิมกัลวาไนท์ นอกจากนี้ ยังมีฐานสูงที่ต้องวางเสาเข็ม พื้นเป็นหินทรายขัด ทำให้มีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ปลัด สธ.คนใหม่ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ได้รับคำสั่งจาก รมว.สาธารณสุข เรียกประชุมคณะกรรมการโครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมสั่งชะลอจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์เจ้าปัญหา 6 รายการ ได้แก่ เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบยูวีหรือยูวีแฟน เครื่องช่วยหายใจ เครื่องดมยาสลบ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ หรือเซ็นทรัลโมนิเตอร์ เครื่องตรวจสารเคมีในเลือด และรถพยาบาล พร้อมส่งหนังสือเวียนแจ้งไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และแต่งตั้งให้ นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการเขต 7 เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์เหล่านี้ กำหนดกรอบเวลา 2 สัปดาห์ รู้ผล
นอกจากนี้ ยังให้ทบทวนโครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด โดยให้คณะกรรมการที่มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเร่งดำเนินการ (ยังไม่แต่งตั้ง) ทบทวนการจัดซื้อครุภัณฑ์ 7,000 รายการ รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ถูกระบุว่า ใช้งบประมาณสูงกว่าราคากลางถึง 30-50% ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายรู้สึกโล่งอก เพราะโชคยังดีที่ยังเป็นแค่การเตรียมจัดซื้อ เพราะงบประมาณที่จะนำมาใช้ยังติดอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ได้มีการประกาศประกวดราคาและจัดซื้อครุภัณฑ์บางรายการ ไปแล้ว แต่ก็ไม่มาก ไม่เช่นนั้น คงก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่
ความดีครั้งนี้ต้องยกให้กับคนที่ออกมาเปิดเผย ข้อมูล เพราะแค่นี้เริ่มต้นก็ส่งกลิ่นขนาดนี้ หากปล่อยให้ประมูลโดยไม่ตรวจสอบจะฉาวขนาดไหน เพราะที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเคยอื้อฉาวการจัดซื้อมาหลายครั้ง ทั้งกรณีทุจริตยา คอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท และรถพยาบาลฉาว 232 คัน
ช่องโหว่ทำให้เกิดการยัดไส้การจัดซื้อครั้งนี้ สอบถามผู้จัดทำโครงการทราบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงบประมาณที่ต้องการเร่งรีบดำเนินโครงการ โดยเฉพาะในส่วนการจัดซื้อครุภัณฑ์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ให้เวลา แค่ 3 วัน ในการสรุปรายการจัดซื้อทั้งหมด จึงต้องจำกัดครุภัณฑ์ 46 รายการ เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการในเวลาที่จำกัด ล่าสุดได้มีการปลดล็อกนี้แล้ว หลังเป็นข่าวส่อแววความไม่ชอบมาพากล
แต่สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ คือ การแต่งตั้งและโยกย้ายอธิบดีแต่ละกรม รวมถึงรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงหลายตำแหน่งจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่ากระทรวงใดย่อมมีการแต่งตั้งที่สายใครเป็นสายใครขึ้นมา โดยมีการพยากรณ์ว่า หากอังคารนี้โผตำแหน่งลงตัว ต่างฝ่ายต่างพอใจ ปัญหาการจัดซื้อครั้งนี้ก็จะจบลงได้สวย แต่หากไม่ใช่เชื่อว่าคงมีเรื่องปวดหัวที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าออกมาอีกหลาย ระลอก
ดวงกมล สจิรวัฒนากุล
กรุงเทพธุรกิจ, วันอาทิตย์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ตัดสินใจกู้เงินเพื่อดำเนินการ "โครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP 2" หวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพลิกชีวิตคนไทยด้วยการอัดเม็ดเงินนับแสนล้านบาท
การตัดสินใจแค่เริ่มต้นด้วยการกระจายงบประมาณไป ยังกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำแผนใช้จ่าย หากดูเผินๆ ก็เหมือนจะราบรื่น แต่ยังไม่ถึง 3 เดือนดี ใบปลิวเปิดโปงแผนหาผลประโยชน์บนกองเงินภาษีของประชาชนก็เริ่มว่อน โดยเฉพาะที่กระทรวงสาธารณสุข
แพทย์กลุ่มเดิม (ชมรมแพทย์ชนบท) ที่เคยเปิดโปงโครงการทุจริตยา จนทำให้อดีต รมว.สาธารณสุข ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำมาแล้ว ได้ออกมากระหน่ำด้วยการแฉข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่านับหมื่นล้านบาท โดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เริ่มต้นชี้ชัดที่การสอดไส้จัดซื้อ "เครื่องฆ่าเชื้อโรคแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิดยูวี-แฟน" ที่มีการจัดซื้อมากถึง 800 เครื่อง ด้วยงบประมาณ 32 ล้านบาท ตกเครื่องละ 40,000 บาท เป็นราคาที่สูงเกินจริง เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องที่ผลิตโดยฝีมือแพทย์สถาบันโรคทรวงอก ตกอยู่ที่เครื่องละ 6,000 บาทเท่านั้น
กระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง ร้อนถึงหูนายกรัฐมนตรีเจ้าของโปรเจค ต้องเรียกเจ้ากระทรวง นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ชี้แจงด่วน !!!
ยังไม่ถึงสัปดาห์ดีแพทย์ชนบทออกมากระหน่ำซ้ำอีก ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ลามไปถึงรถพยาบาลที่มีการกินหัวคิวถึงคันละ 100,000 บาท โดยผู้ที่มีอักษรย่อตัว ต. ที่เป็นนักการเมืองในกระทรวง พร้อมท้าด้วยว่า หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท
"ผมไม่ได้เสนอให้ล้มโครงการ เพียงแต่ขอให้ทบทวนให้ดี เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดประหยัดงบประมาณได้ และหากทำให้ดีเชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 30% ซึ่งจะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้" นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ ยังได้กล่าวถึง การจัดสรรงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งด้วยว่า เป็นการจัดสรรที่สวนทางนโยบายการวางระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ทุ่มไปที่การก่อสร้างที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป แต่ในส่วนของโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งสถานีอนามัยกลับจัดสรรน้อยมาก ดังนั้น ควรมีการปรับในส่วนนี้อย่างน้อยก็ควรได้ 50% ของงบประมาณ
ข้อมูลร้อนที่ออกมาทุกวัน ทำให้เจ้ากระทรวงอย่าง นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เต้นแก้ปัญหา สั่งด่วน ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อ พิจารณาความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาโครงการไทยเข้มแข็ง และสอบสวนหาข้อเท็จจริง ที่ไม่แค่หวังแก้สถานการณ์สร้างความโปร่งใสให้โครงการดำเนินต่อไปได้เท่า นั้น แต่ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์นักการเมืองน้ำดี เมืองนครศรีฯ
ขณะที่คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรเองก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องเชิญชมรมแพทย์ชนบท มาร่วมให้ข้อมูล โดย นพ.เกรียงศักดิ์ ออกมาเปิดเผยอักษรย่อเพิ่มอีกหลายตัว ทั้ง ม. ป. ล. และ ส. ซึ่งล้วนเป็นคนใกล้ชิดนักการเมืองในกระทรวงหมอทั้งสิ้น
ทั้งยังให้เพิ่มประเด็นร้อนขึ้นอีกประเด็นที่ น่าสนใจ เพราะนอกจากครุภัณฑ์ทางการแพทย์แล้ว ในการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลชุมชน ปรากฏ "เสาธง" สเปคราคาต้นละเกือบ 5 แสนบาท ที่มีการถามหาถึงความจำเป็น แถมด้วยการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่กำหนดราคาต่อตารางเมตรกว่า 1,000 บาท
แม้ นพ.ดร.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จะออกมายืนยันว่า การก่อสร้างอาคาร รพ.ชุมชน ในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีการสร้างเสาธงมูลค่า 4.95 แสนบาทต่อแห่งนั้น จากการสอบถามกองแบบแผนได้รับการชี้แจง ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเสาธงกว่า 10 แบบ ที่มีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
สำหรับแบบล่าสุดที่เป็นประเด็นในขณะนี้นั้น ได้รับการชี้แจงว่ามีราคา 3.57 แสนบาท โดยเป็นเหล็กขนาด 20 เมตร เคลือบด้วยสารกันสนิมกัลวาไนท์ นอกจากนี้ ยังมีฐานสูงที่ต้องวางเสาเข็ม พื้นเป็นหินทรายขัด ทำให้มีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ปลัด สธ.คนใหม่ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ได้รับคำสั่งจาก รมว.สาธารณสุข เรียกประชุมคณะกรรมการโครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมสั่งชะลอจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์เจ้าปัญหา 6 รายการ ได้แก่ เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบยูวีหรือยูวีแฟน เครื่องช่วยหายใจ เครื่องดมยาสลบ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ หรือเซ็นทรัลโมนิเตอร์ เครื่องตรวจสารเคมีในเลือด และรถพยาบาล พร้อมส่งหนังสือเวียนแจ้งไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และแต่งตั้งให้ นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการเขต 7 เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์เหล่านี้ กำหนดกรอบเวลา 2 สัปดาห์ รู้ผล
นอกจากนี้ ยังให้ทบทวนโครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด โดยให้คณะกรรมการที่มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเร่งดำเนินการ (ยังไม่แต่งตั้ง) ทบทวนการจัดซื้อครุภัณฑ์ 7,000 รายการ รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ถูกระบุว่า ใช้งบประมาณสูงกว่าราคากลางถึง 30-50% ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายรู้สึกโล่งอก เพราะโชคยังดีที่ยังเป็นแค่การเตรียมจัดซื้อ เพราะงบประมาณที่จะนำมาใช้ยังติดอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ได้มีการประกาศประกวดราคาและจัดซื้อครุภัณฑ์บางรายการ ไปแล้ว แต่ก็ไม่มาก ไม่เช่นนั้น คงก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่
ความดีครั้งนี้ต้องยกให้กับคนที่ออกมาเปิดเผย ข้อมูล เพราะแค่นี้เริ่มต้นก็ส่งกลิ่นขนาดนี้ หากปล่อยให้ประมูลโดยไม่ตรวจสอบจะฉาวขนาดไหน เพราะที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเคยอื้อฉาวการจัดซื้อมาหลายครั้ง ทั้งกรณีทุจริตยา คอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท และรถพยาบาลฉาว 232 คัน
ช่องโหว่ทำให้เกิดการยัดไส้การจัดซื้อครั้งนี้ สอบถามผู้จัดทำโครงการทราบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงบประมาณที่ต้องการเร่งรีบดำเนินโครงการ โดยเฉพาะในส่วนการจัดซื้อครุภัณฑ์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ให้เวลา แค่ 3 วัน ในการสรุปรายการจัดซื้อทั้งหมด จึงต้องจำกัดครุภัณฑ์ 46 รายการ เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการในเวลาที่จำกัด ล่าสุดได้มีการปลดล็อกนี้แล้ว หลังเป็นข่าวส่อแววความไม่ชอบมาพากล
แต่สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ คือ การแต่งตั้งและโยกย้ายอธิบดีแต่ละกรม รวมถึงรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงหลายตำแหน่งจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่ากระทรวงใดย่อมมีการแต่งตั้งที่สายใครเป็นสายใครขึ้นมา โดยมีการพยากรณ์ว่า หากอังคารนี้โผตำแหน่งลงตัว ต่างฝ่ายต่างพอใจ ปัญหาการจัดซื้อครั้งนี้ก็จะจบลงได้สวย แต่หากไม่ใช่เชื่อว่าคงมีเรื่องปวดหัวที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าออกมาอีกหลาย ระลอก
ดวงกมล สจิรวัฒนากุล
กรุงเทพธุรกิจ, วันอาทิตย์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Sunday, September 27, 2009
แพทย์ชนบท จี้ตั้งกก.สอบงบไทยเข้มแข็ง ยัดเยียดร.พ.
แพทย์ชนบท จี้ตั้งกก.สอบงบไทยเข้มแข็ง ยัดเยียดร.พ.
เผยเส้นนักการเมืองล็อบบี้ยัดเยียดวัสดุ-อุปกรณ์ราคาแพงเกินจริง ล็อตใหญ่รับเละ
เหน็บ"ชวน"เคยตั้ง"หมอบรรลุ"สอบเอา"รักเกียรติ"เข้าคุก แต่ตอนนี้ ...
น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า
ปัญหาของโครงการไทยเข้มแข็งของสาธารณสุขไม่ใช่อยู่ที่การล็อคสเปค
แต่อยู่ที่ ครม.อนุมัติให้ซื้อในสิ่งที่โรงพยาบาลไม่ได้ขอ
เช่น เครื่องฆ่าเชื้อด้วยยูวี ราคา 40,000 บาท ไม่มีใครขอ
เพราะราคาแค่นี้ถ้าโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ก็สามารถใช้เงินบำรุงจัดซื้อเองได้
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนชงให้นักการเมือง แค่อนุมัติให้ซื้อทุกโรงพยาบาลจะเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาทแล้ว
และปัญหาใหญ่อีกอย่างคือราคาที่อนุมัติ แพงเกินไป เช่น
เครื่องช่วยหายใจราคา 1.2 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลบางแห่งเพิ่งซื้อไป 5 แสนกว่าบาทเอง
หรือแฟลตพยาบาล ราคา 9.6 ล้านบาท แต่เมื่อต้นปี 52 โรงพยาบาลบางแห่งเปิดซองประมูลได้ราคาแค่ 6 ล้านบาทเอง
รวมทั้งเครื่องฆ่าเชื้อยูวีราคาแค่ 6,000 บาท
"จากที่ถามโรงพยาบาลบางแห่ง มีนักการเมืองในพื้นที่ติดต่ออยากได้อะไร แล้วนำไปเพิ่มราคาโดยผ่านกองแบบแผนของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมูลถ้ามีการฮั้วราคากันก็คงได้ราคากลางพอดี ทั้งที่ควรจะถูกกว่านั้น โครงการนี้ไม่โปร่งใสตั้งแต่แรก เพราะขาดการมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการพิจารณาว่าอะไรควรซื้อไม่ควรซื้อ และจะซื้อราคาเท่าไหร่ การจัดสรรผ่านคนไม่กี่คนในส่วนกลางในช่วงที่กำลังจะตั้งปลัดกระทรวง และอธิบดีใหม่ ทำให้คนในกระทรวงฯ หลายคนอยากก้าวหน้าดำเนินการชงให้"
นายแพทย์พงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า
สิ่งที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรทำหลังกลับจากประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติก็คือ
แต่งตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิชเป็นประธานกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นคนใส่ราคากลางที่ แพงขนาดนี้
และใครเป็นคนใส่เครื่องฆ่าเชื้อยูวีไปในคำขอที่เสนอครม.
และคณะกรรมการควรตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือลดราคากลางลง
จะทำให้ประหยัดงบประมาณและนำไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นจริงๆเพิ่มได้ อีกจำนวนมาก
"เรื่องนี้เหมือนสมัยที่คุณชวน หลีกภัยตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช สอบสวนเรื่องทุจริตยา จนนำนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พรรคกิจสังคม เข้าคุกได้ แต่ตอนนี้ต่างกันแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นเอง" เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 27 กันยายน 2552
เผยเส้นนักการเมืองล็อบบี้ยัดเยียดวัสดุ-อุปกรณ์ราคาแพงเกินจริง ล็อตใหญ่รับเละ
เหน็บ"ชวน"เคยตั้ง"หมอบรรลุ"สอบเอา"รักเกียรติ"เข้าคุก แต่ตอนนี้ ...
น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า
ปัญหาของโครงการไทยเข้มแข็งของสาธารณสุขไม่ใช่อยู่ที่การล็อคสเปค
แต่อยู่ที่ ครม.อนุมัติให้ซื้อในสิ่งที่โรงพยาบาลไม่ได้ขอ
เช่น เครื่องฆ่าเชื้อด้วยยูวี ราคา 40,000 บาท ไม่มีใครขอ
เพราะราคาแค่นี้ถ้าโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ก็สามารถใช้เงินบำรุงจัดซื้อเองได้
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนชงให้นักการเมือง แค่อนุมัติให้ซื้อทุกโรงพยาบาลจะเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาทแล้ว
และปัญหาใหญ่อีกอย่างคือราคาที่อนุมัติ แพงเกินไป เช่น
เครื่องช่วยหายใจราคา 1.2 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลบางแห่งเพิ่งซื้อไป 5 แสนกว่าบาทเอง
หรือแฟลตพยาบาล ราคา 9.6 ล้านบาท แต่เมื่อต้นปี 52 โรงพยาบาลบางแห่งเปิดซองประมูลได้ราคาแค่ 6 ล้านบาทเอง
รวมทั้งเครื่องฆ่าเชื้อยูวีราคาแค่ 6,000 บาท
"จากที่ถามโรงพยาบาลบางแห่ง มีนักการเมืองในพื้นที่ติดต่ออยากได้อะไร แล้วนำไปเพิ่มราคาโดยผ่านกองแบบแผนของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมูลถ้ามีการฮั้วราคากันก็คงได้ราคากลางพอดี ทั้งที่ควรจะถูกกว่านั้น โครงการนี้ไม่โปร่งใสตั้งแต่แรก เพราะขาดการมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการพิจารณาว่าอะไรควรซื้อไม่ควรซื้อ และจะซื้อราคาเท่าไหร่ การจัดสรรผ่านคนไม่กี่คนในส่วนกลางในช่วงที่กำลังจะตั้งปลัดกระทรวง และอธิบดีใหม่ ทำให้คนในกระทรวงฯ หลายคนอยากก้าวหน้าดำเนินการชงให้"
นายแพทย์พงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า
สิ่งที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรทำหลังกลับจากประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติก็คือ
แต่งตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิชเป็นประธานกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นคนใส่ราคากลางที่ แพงขนาดนี้
และใครเป็นคนใส่เครื่องฆ่าเชื้อยูวีไปในคำขอที่เสนอครม.
และคณะกรรมการควรตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือลดราคากลางลง
จะทำให้ประหยัดงบประมาณและนำไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นจริงๆเพิ่มได้ อีกจำนวนมาก
"เรื่องนี้เหมือนสมัยที่คุณชวน หลีกภัยตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช สอบสวนเรื่องทุจริตยา จนนำนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พรรคกิจสังคม เข้าคุกได้ แต่ตอนนี้ต่างกันแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นเอง" เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 27 กันยายน 2552
Thursday, September 17, 2009
แฉเงื่อนงำซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ระบบอัลตราไวโอเลต 4 หมื่นแพงโหด
แฉเงื่อนงำซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ระบบอัลตราไวโอเลต 4 หมื่นแพงโหด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากมีการเสนอข่าวกระแสการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการภายใต้แผน ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (เอสพี) 2555 ระยะที่ 2 รอบที่ 1 โดยล่าสุด ได้รับเอกสารเกี่ยวกับ การจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกจังหวัด จังหวัดละ 15 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการจัดซื้อในส่วนของโครงการพัฒนาระบบบริการระดับทุติยภูมิ งบฯลงทุน ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง โดยมีเอกสาร 3 ใบ คือ หนังสือทางราชการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.) ลงบันทึกด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยแจ้งให้ทราบว่าสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เร่งให้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวไอเลต ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัด พร้อมแนบสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรคและใบเสนอราคาของบริษัทเอกชน ชื่อบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัด ที่อยู่เลขที่ 3 ซอยบางนาตราด 34 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 102 โดยเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรค หรือ UV-FAN ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า หนังสือฉบับดังกล่าวมีความผิดปกติหลายจุด คือ
1.มีการเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรคราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งสูงผิดปกติ ซึ่งเท่าที่ทราบที่ผ่านมาสถาบันทรวงอก กรมการแพทย์ สธ. ได้ผลิตเครื่องชนิดนี้เป็นโครงการนำร่อง มีต้นทุนเครื่องละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น แต่ทำไม สธ.จึงกำหนดราคากลางให้สูงถึง 40,000 บาท
2.ในหนังสือฉบับดังกล่าวยังได้แนบเอกสารอีก 2 ฉบับ คือ รายละเอียดสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรค และใบเสนอราคาของบริษัท ก่อเกียรติ ซัพพลาย จำกัด ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะนี้เครือข่ายแพทย์ชนบทได้กระจายตัวลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว
มติชนรายวัน, วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11514
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากมีการเสนอข่าวกระแสการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการภายใต้แผน ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (เอสพี) 2555 ระยะที่ 2 รอบที่ 1 โดยล่าสุด ได้รับเอกสารเกี่ยวกับ การจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกจังหวัด จังหวัดละ 15 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการจัดซื้อในส่วนของโครงการพัฒนาระบบบริการระดับทุติยภูมิ งบฯลงทุน ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง โดยมีเอกสาร 3 ใบ คือ หนังสือทางราชการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.) ลงบันทึกด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยแจ้งให้ทราบว่าสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เร่งให้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวไอเลต ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัด พร้อมแนบสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรคและใบเสนอราคาของบริษัทเอกชน ชื่อบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัด ที่อยู่เลขที่ 3 ซอยบางนาตราด 34 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 102 โดยเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรค หรือ UV-FAN ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า หนังสือฉบับดังกล่าวมีความผิดปกติหลายจุด คือ
1.มีการเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรคราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งสูงผิดปกติ ซึ่งเท่าที่ทราบที่ผ่านมาสถาบันทรวงอก กรมการแพทย์ สธ. ได้ผลิตเครื่องชนิดนี้เป็นโครงการนำร่อง มีต้นทุนเครื่องละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น แต่ทำไม สธ.จึงกำหนดราคากลางให้สูงถึง 40,000 บาท
2.ในหนังสือฉบับดังกล่าวยังได้แนบเอกสารอีก 2 ฉบับ คือ รายละเอียดสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรค และใบเสนอราคาของบริษัท ก่อเกียรติ ซัพพลาย จำกัด ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะนี้เครือข่ายแพทย์ชนบทได้กระจายตัวลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว
มติชนรายวัน, วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11514
Labels:
เครื่องทำลายเชื้อโรค,
ไทยเข้มแข็ง,
แพทย์ชนบท,
สาธารณสุข
Tuesday, September 15, 2009
น.ร.ม.กับ ผบ.ตร.
น.ร.ม.กับ ผบ.ตร.
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วยปลายเดือนสิงหาคมกับต้นเดือนกันยายนคงไม่มีข่าวใด ครองเนื้อที่ข่าวเป็นเวลานานกว่าข่าวการดำเนินการของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. กับการปฏิบัติต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่
ตำรวจไทยนั้นอยู่ในฐานะที่น่าเห็นใจ งานในภาระหน้าที่ก็หนัก เงินเดือนก็น้อย บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่ก็เสี่ยงกับอันตรายจากพวกมิจฉาชีพ ที่น่าเห็นใจและน่าน้อยใจแทนตำรวจก็ตรงที่มักจะถูกสังคมกล่าวหาว่าเป็น ผู้ร้ายเสียเองอยู่เสมอ
ตำรวจทั้งประเทศมีจำนวนมากมายกว่า 2 แสนคน ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีเป็นของธรรมดา แต่ที่เคยคบหาสมาคมด้วยก็เห็นว่าเป็นคนดีเป็นส่วนใหญ่ คนไม่ดีนั้นมีจำนวนไม่มาก
การปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาต่อ ผบ.ตร. จนเป็นข่าวเกรียวกราวย่อมกระทบกระเทือนต่อ"เกียรติภูมิ" ของตำรวจทั้งประเทศ ย่อมทำให้เกิดความเศร้าใจแก่ผู้ที่มีอาชีพรับราชการเป็นตำรวจจนไปถึงครอบ ครัวและญาติพี่น้องเป็นของธรรมดา ถ้าข้าราชการตำรวจทั้งประเทศมี 2 แสนคน รวมลูกเมียของตำรวจเข้าไปด้วยก็คงทำให้เกิดความสะเทือนใจแก่ตำรวจ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง จำนวนไม่ต่ำกว่าล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย
น่าจะมีวิธีที่ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจดีกว่านี้ วิธีที่กำลังปฏิบัติต่อ ผบ.ตร. ในขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เริ่มต้นด้วยการออกข่าวว่าให้ ผบ.ตร.ลาราชการไปต่างประเทศ พร้อมทั้งให้ลาต่อไปจนถึงวันเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน เพื่อจะได้ไม่สามารถเข้าประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติได้ จู่ๆ ก็ปรากฏว่า ผบ.ตร.เดินทางกลับจากประเทศจีนในวันที่ 10 สิงหาคม เพื่อมาให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เมื่อ ผบ.ตร.เดินทางกลับเข้าประเทศด้วยเหตุผลและภารกิจที่ต้องเดินทางไปประเทศจีน เสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำ ตามหน้าที่และวินัยก็ต้องกลับมาทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม เมื่อ ผบ.ตร.กลับมา รักษาการ ผบ.ตร.ที่ได้รับการแต่งตั้งก็พ้นไป
ต่อมา ผบ.ตร.ก็ได้รับคำสั่งให้ไปราชการภาคใต้ แล้วก็มีการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ซึ่งสร้างความมึนงงสงสัยให้กับผู้คนจำนวนมากว่า การเดินทางไปราชการต่างจังหวัดนั้นต้องตั้งรักษาการแทนด้วยหรือ เพราะเจ้าตัวยังอยู่ในราชอาณาจักร เมื่อนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดจะต้องตั้งรักษา ราชการแทนด้วยหรือไม่ ก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่ข่าวที่ออกไปก็คงกระทบต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อมีการประชุมใน ก.ต.ช. ผบ.ตร.ก็กลับมาจากต่างจังหวัดเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อประธานเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน ผบ.ตร.ที่จะเกษียณไปเพียงชื่อเดียว ปรากฏว่ามีกรรมการ ก.ต.ช. ผู้หนึ่งติงว่าไม่ควรเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ในที่สุดต้องมีการลงมติ ผู้ที่ท้วงติงเสนอให้คงคะแนนลับ ประธานไม่ยอมให้ลงคะแนนลับ ให้ลงโดยเปิดเผย ผลปรากฏว่าข้อเสนอของประธานไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ไม่ออกเสียง 2 ท่าน คือ กรรมการผู้ท้วงติงกับตัวประธานเอง
การที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งกับประธาน ก.ต.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล และกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในแง่ประธาน ก.ต.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็เสียหาย เพราะเท่ากับทำงานไม่รอบคอบ ปกติประธานก็น่าจะทราบมาก่อนประชุมแล้วว่าข้อเสนอของตนจะได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการหรือไม่ ไม่ใช่มาทราบเพราะต้องมีการลงมติกัน อาจจะเป็นไปได้ว่าประธาน ก.ต.ช. ก็ทราบมาก่อนการประชุมแต่ต้องการให้เป็นข่าวเช่นนี้
ในแง่ตำรวจก็เท่ากับหัวหน้าตำรวจกับหัวหน้ารัฐบาลมีปัญหากันอย่างรุนแรง เพราะปกติแล้วตำรวจคงจะไม่ทำอย่างนั้นกับผู้บังคับบัญชา ทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลเสียหาย หมดความน่าเชื่อถือ เหตุการณ์ทรุดลงไปอีกเมื่อสื่อมวลชนโดยเฉพาะนักข่าวได้ไปตั้งคำถามกับผู้นำ พรรคภูมิใจไทยและได้รับคำตอบว่า ให้ไปถามเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคือคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงคือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งสองท่านมิได้ตอบว่าอย่างไร ไม่ว่านักข่าวจะไปถามแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือบุตรชาย หรือผู้นำพรรคที่อยู่ข้างนอก ต่างก็ยืนยันว่าให้ไปถามรองนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการนายกฯ
การให้ข่าวเช่นนี้จึงทำให้เกิดข่าวลือไปต่างๆนานา ต่อมาเมื่อนักข่าวไปถามประธาน ก.ต.ช.ก็ได้รับคำตอบว่า ประธาน ก.ต.ช.ยังจะเสนอชื่อเดิมเพียงชื่อเดียว เพราะพวกที่ลงมติไม่เห็นชอบนั้นมีข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่มีข้อมูลรอบด้าน กลายเป็นการตอบโต้กันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี สร้างความงุนงงกับตำรวจทั้งประเทศ
เมื่อนายกรัฐมนตรีตอบผู้สื่อข่าวอย่างนี้เรื่องก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ ผู้คนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.น่าจะชี้แจงได้ว่า ในบรรดาตำรวจที่ดำรงตำแหน่งชั้นยศพลตำรวจเอกนั้น ผู้ที่นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาคัดเลือกแล้วนำชื่อมาเสนอนี้มีความเหมาะสมกว่า ผู้อื่นอย่างไร ทั้งในแง่ผลงาน ประวัติการทำงาน มนุษยสัมพันธ์ บารมีและการยอมรับ รวมทั้งอาวุโสในตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อเทียบกับ พล.ต.อ.คนอื่นๆ
แต่ก็ดูเหมือนว่าสื่อมวลชน และสังคมก็มิได้ติดใจสอบถามอย่างจริงจัง แม้ว่านายกรัฐมนตรีถ้าจำไม่ผิดจะได้ชี้แจงไปบ้างแล้วก็ตาม
การให้ข่าวอย่างคลุมเครืออย่างนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะเป็นเหตุให้ผู้คนคิดไปต่างๆ นานา
ขณะเดียวกันก็มีการตั้งกรรมการสอบสวนกรณีการใช้จ่ายเงิน 18 ล้านบาท ในงบฯการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในเวลาไล่เลี่ยกันคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย กับ ผบ.ตร. ในกรณีการสลายการชุมนุมที่มาล้อมอาคารรัฐสภา
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่อาจจะรู้ได้ นอกจากข้อมูลสาธารณะจากหนังสือพิมพ์
แต่รูปการและห้วงเวลาที่เรื่องต่างๆ ออกมาเป็นชุดๆ ติดๆ กันอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย ทำให้สังคมมีการคาดเดา มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ที่สำคัญทำให้กระทบกระเทือน กับขวัญและกำลังใจของตำรวจเป็นอย่างมาก ที่ดูเหมือนกับว่าเพียงเพื่อไม่ให้ ผบ.ตร.มาประชุม ก.ต.ช.ได้เท่านั้นก็เลยมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับ ผบ.ตร. ซึ่งความจริงอีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะเกษียณอายุแล้ว ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงได้มาเสร็จและเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
พอมีข่าวเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกกันว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว ความที่สังคมให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างกรรมการ ก.ต.ช. 5-6 ท่านกับประธาน ก.ต.ช. สื่อมวลชนก็เลยเหมาเอาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่ามีเหตุผลใดแต่ก็น่าสนใจว่าทำไมกรณีที่ดินที่นำเอาไปสร้าง บ้านจัดสรรและสนามกอล์ฟอัลไพน์จึงได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา
ทันทีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกล่าวโทษ ผบ.ตร. ทั้งทางอาญาและทางวินัย ผบ.ตร.ก็กล่าวกับนักข่าวว่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าหนังสือของ ป.ป.ช.จะมีมาถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงหมายความว่าถ้ามีการประชุม ก.ต.ช. ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ผบ.ตร.ก็คงจะไปประชุมซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของนายกรัฐมนตรี
ความจริงแล้วน่าจะพิจารณาดูว่า กฎหมายที่กำหนดกระบวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้นถูกต้อง เป็นไปตามธรรมชาติหรือไม่ เช่น นายกรัฐมนตรีควรจะลงมานั่งเป็นประธาน ก.ต.ช.เองหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ก็เท่ากับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้
นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ควรมาเป็นผู้เสนอแต่งตั้งข้าราชการประจำ สำหรับกระทรวงอื่นๆ ก็มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสามารถจะทักท้วงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นคนสุดท้ายได้
ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นทั้งผู้เสนอและแต่งตั้งกรรมการระดับชาติอย่างนี้แล้ว เกิดที่ประชุมไม่ผ่านให้ก็มีปัญหาในการบริหารประเทศ แต่ถ้ากรรมการต้องลงมติผ่านให้ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเสนอก็เท่ากับเป็นคณะ กรรมการตรายางหรือไม่ ประโยชน์ของคณะกรรมการอยู่ที่ตรงไหน
จึงน่าคิดว่าระบบที่ว่านี้เป็นระบบที่ถูกต้องหรือไม่
ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4140
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi05140952§ionid=0212&day=2009-09-14
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วยปลายเดือนสิงหาคมกับต้นเดือนกันยายนคงไม่มีข่าวใด ครองเนื้อที่ข่าวเป็นเวลานานกว่าข่าวการดำเนินการของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. กับการปฏิบัติต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่
ตำรวจไทยนั้นอยู่ในฐานะที่น่าเห็นใจ งานในภาระหน้าที่ก็หนัก เงินเดือนก็น้อย บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่ก็เสี่ยงกับอันตรายจากพวกมิจฉาชีพ ที่น่าเห็นใจและน่าน้อยใจแทนตำรวจก็ตรงที่มักจะถูกสังคมกล่าวหาว่าเป็น ผู้ร้ายเสียเองอยู่เสมอ
ตำรวจทั้งประเทศมีจำนวนมากมายกว่า 2 แสนคน ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีเป็นของธรรมดา แต่ที่เคยคบหาสมาคมด้วยก็เห็นว่าเป็นคนดีเป็นส่วนใหญ่ คนไม่ดีนั้นมีจำนวนไม่มาก
การปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาต่อ ผบ.ตร. จนเป็นข่าวเกรียวกราวย่อมกระทบกระเทือนต่อ"เกียรติภูมิ" ของตำรวจทั้งประเทศ ย่อมทำให้เกิดความเศร้าใจแก่ผู้ที่มีอาชีพรับราชการเป็นตำรวจจนไปถึงครอบ ครัวและญาติพี่น้องเป็นของธรรมดา ถ้าข้าราชการตำรวจทั้งประเทศมี 2 แสนคน รวมลูกเมียของตำรวจเข้าไปด้วยก็คงทำให้เกิดความสะเทือนใจแก่ตำรวจ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง จำนวนไม่ต่ำกว่าล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย
น่าจะมีวิธีที่ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจดีกว่านี้ วิธีที่กำลังปฏิบัติต่อ ผบ.ตร. ในขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เริ่มต้นด้วยการออกข่าวว่าให้ ผบ.ตร.ลาราชการไปต่างประเทศ พร้อมทั้งให้ลาต่อไปจนถึงวันเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน เพื่อจะได้ไม่สามารถเข้าประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติได้ จู่ๆ ก็ปรากฏว่า ผบ.ตร.เดินทางกลับจากประเทศจีนในวันที่ 10 สิงหาคม เพื่อมาให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เมื่อ ผบ.ตร.เดินทางกลับเข้าประเทศด้วยเหตุผลและภารกิจที่ต้องเดินทางไปประเทศจีน เสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำ ตามหน้าที่และวินัยก็ต้องกลับมาทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม เมื่อ ผบ.ตร.กลับมา รักษาการ ผบ.ตร.ที่ได้รับการแต่งตั้งก็พ้นไป
ต่อมา ผบ.ตร.ก็ได้รับคำสั่งให้ไปราชการภาคใต้ แล้วก็มีการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ซึ่งสร้างความมึนงงสงสัยให้กับผู้คนจำนวนมากว่า การเดินทางไปราชการต่างจังหวัดนั้นต้องตั้งรักษาการแทนด้วยหรือ เพราะเจ้าตัวยังอยู่ในราชอาณาจักร เมื่อนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดจะต้องตั้งรักษา ราชการแทนด้วยหรือไม่ ก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่ข่าวที่ออกไปก็คงกระทบต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อมีการประชุมใน ก.ต.ช. ผบ.ตร.ก็กลับมาจากต่างจังหวัดเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อประธานเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน ผบ.ตร.ที่จะเกษียณไปเพียงชื่อเดียว ปรากฏว่ามีกรรมการ ก.ต.ช. ผู้หนึ่งติงว่าไม่ควรเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ในที่สุดต้องมีการลงมติ ผู้ที่ท้วงติงเสนอให้คงคะแนนลับ ประธานไม่ยอมให้ลงคะแนนลับ ให้ลงโดยเปิดเผย ผลปรากฏว่าข้อเสนอของประธานไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ไม่ออกเสียง 2 ท่าน คือ กรรมการผู้ท้วงติงกับตัวประธานเอง
การที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งกับประธาน ก.ต.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล และกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในแง่ประธาน ก.ต.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็เสียหาย เพราะเท่ากับทำงานไม่รอบคอบ ปกติประธานก็น่าจะทราบมาก่อนประชุมแล้วว่าข้อเสนอของตนจะได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการหรือไม่ ไม่ใช่มาทราบเพราะต้องมีการลงมติกัน อาจจะเป็นไปได้ว่าประธาน ก.ต.ช. ก็ทราบมาก่อนการประชุมแต่ต้องการให้เป็นข่าวเช่นนี้
ในแง่ตำรวจก็เท่ากับหัวหน้าตำรวจกับหัวหน้ารัฐบาลมีปัญหากันอย่างรุนแรง เพราะปกติแล้วตำรวจคงจะไม่ทำอย่างนั้นกับผู้บังคับบัญชา ทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลเสียหาย หมดความน่าเชื่อถือ เหตุการณ์ทรุดลงไปอีกเมื่อสื่อมวลชนโดยเฉพาะนักข่าวได้ไปตั้งคำถามกับผู้นำ พรรคภูมิใจไทยและได้รับคำตอบว่า ให้ไปถามเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคือคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงคือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งสองท่านมิได้ตอบว่าอย่างไร ไม่ว่านักข่าวจะไปถามแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือบุตรชาย หรือผู้นำพรรคที่อยู่ข้างนอก ต่างก็ยืนยันว่าให้ไปถามรองนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการนายกฯ
การให้ข่าวเช่นนี้จึงทำให้เกิดข่าวลือไปต่างๆนานา ต่อมาเมื่อนักข่าวไปถามประธาน ก.ต.ช.ก็ได้รับคำตอบว่า ประธาน ก.ต.ช.ยังจะเสนอชื่อเดิมเพียงชื่อเดียว เพราะพวกที่ลงมติไม่เห็นชอบนั้นมีข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่มีข้อมูลรอบด้าน กลายเป็นการตอบโต้กันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี สร้างความงุนงงกับตำรวจทั้งประเทศ
เมื่อนายกรัฐมนตรีตอบผู้สื่อข่าวอย่างนี้เรื่องก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ ผู้คนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.น่าจะชี้แจงได้ว่า ในบรรดาตำรวจที่ดำรงตำแหน่งชั้นยศพลตำรวจเอกนั้น ผู้ที่นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาคัดเลือกแล้วนำชื่อมาเสนอนี้มีความเหมาะสมกว่า ผู้อื่นอย่างไร ทั้งในแง่ผลงาน ประวัติการทำงาน มนุษยสัมพันธ์ บารมีและการยอมรับ รวมทั้งอาวุโสในตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อเทียบกับ พล.ต.อ.คนอื่นๆ
แต่ก็ดูเหมือนว่าสื่อมวลชน และสังคมก็มิได้ติดใจสอบถามอย่างจริงจัง แม้ว่านายกรัฐมนตรีถ้าจำไม่ผิดจะได้ชี้แจงไปบ้างแล้วก็ตาม
การให้ข่าวอย่างคลุมเครืออย่างนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะเป็นเหตุให้ผู้คนคิดไปต่างๆ นานา
ขณะเดียวกันก็มีการตั้งกรรมการสอบสวนกรณีการใช้จ่ายเงิน 18 ล้านบาท ในงบฯการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในเวลาไล่เลี่ยกันคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย กับ ผบ.ตร. ในกรณีการสลายการชุมนุมที่มาล้อมอาคารรัฐสภา
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่อาจจะรู้ได้ นอกจากข้อมูลสาธารณะจากหนังสือพิมพ์
แต่รูปการและห้วงเวลาที่เรื่องต่างๆ ออกมาเป็นชุดๆ ติดๆ กันอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย ทำให้สังคมมีการคาดเดา มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ที่สำคัญทำให้กระทบกระเทือน กับขวัญและกำลังใจของตำรวจเป็นอย่างมาก ที่ดูเหมือนกับว่าเพียงเพื่อไม่ให้ ผบ.ตร.มาประชุม ก.ต.ช.ได้เท่านั้นก็เลยมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับ ผบ.ตร. ซึ่งความจริงอีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะเกษียณอายุแล้ว ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงได้มาเสร็จและเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
พอมีข่าวเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกกันว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว ความที่สังคมให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างกรรมการ ก.ต.ช. 5-6 ท่านกับประธาน ก.ต.ช. สื่อมวลชนก็เลยเหมาเอาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่ามีเหตุผลใดแต่ก็น่าสนใจว่าทำไมกรณีที่ดินที่นำเอาไปสร้าง บ้านจัดสรรและสนามกอล์ฟอัลไพน์จึงได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา
ทันทีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกล่าวโทษ ผบ.ตร. ทั้งทางอาญาและทางวินัย ผบ.ตร.ก็กล่าวกับนักข่าวว่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าหนังสือของ ป.ป.ช.จะมีมาถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงหมายความว่าถ้ามีการประชุม ก.ต.ช. ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ผบ.ตร.ก็คงจะไปประชุมซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของนายกรัฐมนตรี
ความจริงแล้วน่าจะพิจารณาดูว่า กฎหมายที่กำหนดกระบวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้นถูกต้อง เป็นไปตามธรรมชาติหรือไม่ เช่น นายกรัฐมนตรีควรจะลงมานั่งเป็นประธาน ก.ต.ช.เองหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ก็เท่ากับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้
นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ควรมาเป็นผู้เสนอแต่งตั้งข้าราชการประจำ สำหรับกระทรวงอื่นๆ ก็มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสามารถจะทักท้วงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นคนสุดท้ายได้
ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นทั้งผู้เสนอและแต่งตั้งกรรมการระดับชาติอย่างนี้แล้ว เกิดที่ประชุมไม่ผ่านให้ก็มีปัญหาในการบริหารประเทศ แต่ถ้ากรรมการต้องลงมติผ่านให้ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเสนอก็เท่ากับเป็นคณะ กรรมการตรายางหรือไม่ ประโยชน์ของคณะกรรมการอยู่ที่ตรงไหน
จึงน่าคิดว่าระบบที่ว่านี้เป็นระบบที่ถูกต้องหรือไม่
ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4140
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi05140952§ionid=0212&day=2009-09-14
Thursday, September 3, 2009
เปิดขุมข่ายธุรกิจ-หนี้120ล.ศิริโชค โสภา wallpaper นายกฯ จนจริงหรือแกล้งจน?
เปิดขุมข่ายธุรกิจ-หนี้120ล.ศิริโชค โสภา wallpaper นายกฯ จนจริงหรือแกล้งจน?
เปิดตัวตน "ศิริโชค โสภา " เจ้าของสมญานามวอลเปเปอร์ของนายกฯอภิสิทธิ์ และโด่งดังหลังออกมาขย่มวงการสีกากี 10 ปีที่แล้ว เขาคือนักธุรกิจหนุ่ม แต่วันนี้เขามีหนี้เฉียด 120 ล้าน อยากรู้ว่าเขาจนจริง หรือ แกล้งจน ?? ...คลิกอ่านโดนพลัน
กล่าวกันว่า ถ้าเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นภาพข่าว ฉากหลังของนายกฯ จะต้องมี "ศิริโชค โสภา" เป็นแบล็คกราวน์ อยู่เสมอๆ
จน ส.ส. สงขลา ได้รับสมญาว่า เป็น "wallpaper" ของผู้นำ ทว่า เจ้าตัวบอกว่า ไม่สนใจ ใครจะเรียกอย่างไร
"วอลเปเปอร์ อื่น คือยืนเพื่อออกทีวีอย่างเดียว แต่ผมยืนเพื่อฟังและรับข้อมูล มันก็เลยได้มุมโดยไม่ตั้งใจ..." ศิริโชค กล่าว
แต่ใครจะเชื่อว่า ฤทธิ์เดช วอลเปเปอร์ ที่ชื่อ ศิริโชค สามารถขย่มวงการสีกากี ด้วยการแฉเรื่องการเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ 2 ครั้งซ้อน จนทำเอาวงการสีกากี ปั่นป่วน
ล่าสุด ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดสงครามน้ำลาย กับ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เมื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้ตรวจสอบภูมิหลังนายศิริโชค โดยอ้างว่าบริษัทพี่ชายนายศิริโชคมีคดีความ เกี่ยวกับการทุจริตรวม ทั้งขอให้ตรวจสอบสัญชาติบิดาของนายศิริโชคอีกด้วย
ขณะที่เจ้าตัวออกมาโต้ว่าเป็นเรื่องเก่า ไร้สาระ หากทำให้เสียหายก็จะฟ้องดำเนินคดี และบอกทำนองว่านายพร้อมพงศ์ไปเล่นหนังโป๊ หากเป็นนักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมก็คงเอาซีดีที่นายพร้อมพงศ์แสดงเป็น พระเอกออกมาแจกแล้ว
ศิริโชค ร้องท้าว่า ถ้าการทำธุรกิจของพี่ชาย จะเกิดปัญหาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและคดีดังกล่าวก็เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย
นายศิริโชคกับนายพร้อมพงศ์จึงกลายเป็นมวยคู่ล่าสุด ก่อนหน้านี้ ศิริโชค เคยปะฉะดะกับ จักรภพ เพ็ญแข มาแล้ว
แต่หากย้อนกลับไป วีรกรรมของ ศิริโชค คือ การลอกคราบ บริษัทในเครือชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร เมื่อ ส.ส. สงขลา เปิดโปงการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ และบริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขาถูกเครือข่ายอดีตนายกฯขุดคุ้ยละเอียดยิบทั้งเรื่องส่วนตัวและครอบครัว
ล่าสุด ศิริโชค ถูกลูบคม อีกครั้งหลังจากเปิดโปงกรณีซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและออกมาเล่นบทพระเอก กรณีคลิปฉาวตัดต่อของนายกฯ
อย่างไรก็ตาม นอกจากมีความสามารถในเชิงตรวจสอบแล้ว กระบวนยุทธ์ในการทำธุรกิจและการสะสมทุน ก็มีความน่าสนใจ ไม่ใช่น้อย
ทั้งนี้ นายศิริโชคยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 22 มกราคม 2551 ระบุว่ามีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ คือเงินฝากแบงก์ 1.1 ล้านบาทเศษ ที่ดินในต.ปากพลี จ.นครนายก 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่เศษ มูลค่า 3 แสนบาท รวม 1.4 ล้านบาทเศษ ไม่มีทรัพย์สินอื่น ถ้าเทียบกับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 172 คน ทรัพย์สินของนายศิริโชค รั้งท้ายอยู่อันดับ 165
นายศิริโชคระบุว่ามีหนี้สิน 119.2 ล้านบาท จำแนกเป็นหนี้ธนาคารไทยธนาคาร 27.5 ล้านบาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 31.8 ล้านบาท กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง 4 รายการ 59.8 ล้านบาท
หักลบกลบหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 117.8 ล้านบาท (เป็น 1 ใน 6 ส.ส. ประชาธิปัตย์ที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน)
หนี้ทั้งหมด เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2543 - 2546 ซึ่งนายศิริโชคเป็นจำเลยร่วมกับ บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น บริษัท สหะโสภา นางเสาวรส โสภา (นามสกุลเดิม จันทนะปุญญา) นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย และเครือญาติ รวม 6 ราย
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าครอบครัวนายศิริโชคมีธุรกิจกว่า 10 บริษัท
ปี 2508 ก่อตั้งหจก.บัวไล ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ขายส่งสินค้า เช่น ข้าว แร่ ยาง ไม้ ข้าวโพดออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
ปี 2516 ก่อตั้งบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์ จำกัด (ปิดกิจการแล้ว) ทุน 1 ล้านบาท
ปี 2524 ก่อตั้งบริษัท สหะโสภา จำกัด ทุน 8 ล้านบาท ขายอาหารทะเล ที่อยู่เดียวกับบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์
ปี 2530 ก่อตั้ง บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ทุน 100 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล อยู่ในซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต
ปี 2535 ก่อตั้ง บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุน 10 ล้านบาท
ปี 2536 ก่อตั้งบริษัท ระยองพรอน จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท และบริษัท ปราณบุรี จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล
ปี 2538 ก่อตั้งบริษัท อินโด-ไทย ฟู้ด เทรด จำกัด ทุน 10 ล้านบาท ขายสินค้าอุปโภค บริโภค อยู่ในซอยเอกมัย ,บริษัท โอแมค ปิโตเลี่ยม จำกัด (ปิดกิจการปี 2546) ทุน 1 ล้านบาท ขายน้ำมันเชื้อเพลิง และ บริษัท ไอพีดี แลนด์ จำกัด ทุน 46 ล้านบาท รับเหมาก่อสร้าง (ล้มละลาย 29 พ.ค.2551)
กิจการเกือบทั้งหมดนายศิริโชคถือหุ้นร่วมกับแม่คือนางเสาวรส โสภา น.ส.นุชนาฎ โสภา พี่สาว และ นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย
ที่น่าสนใจคือนายศิริโชคเริ่มผ่องถ่ายหุ้นให้แม่และพี่ชายตั้งแต่ปี 2541 (เป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2544)
วันที่ 10 สิงหาคม 2541 โอนหุ้นบริษัท สหะโสภา จำกัด ให้นางเสาวรส 40 หุ้น และ นายศิริพจน์ 39 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 บาท รวม 790,000 บาท และ โอนหุ้น บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ให้นางเสาวรส และ นายศิริพจน์คนละ 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 10 ล้านบาท
วันที่ 10 เมษายน 2545 โอนหุ้นบริษัท โอแมค ปิโตรเลี่ยม ให้นางเสาวรส 2,800 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 280,000 บาท ,โอนหุ้นบริษัท ระยองพรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท และ โอนหุ้น บริษัท ปราณบุรี พรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท
นายศิริโชคจึงไม่มีหุ้นในธุรกิจอีกต่อไป และ แจ้ง ป.ป.ช.ว่า ไม่มีแม้กระทั่งรถยนต์
อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายการเมือง ต่างเคยเห็น ศิริโชค ควบ รถปอร์เช่ Porsche สุดเท่ห์ ประชันกับ "ชายภิ" อภิมงคล โสณกุล ลูกชายหม่อมเต่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล
แต่ล่าสุด หนุ่มศิริโชค เปลี่ยนมาควบ มินิ คูเปอร์สีแดง บาดตาสาวๆ
ในวงเม้าท์ของนักข่าว เคยมีการเปรียบเทียบความเค็มระหว่าง นายกฯมาร์ค กับ wallpaper ใครจะเข้มข้นกว่ากัน ?
คำตอบคือ wallpaper น่าจะเหนือกว่านายกฯ เพราะนายกฯ ยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายค่ากาแฟ ก่อน wallpaper แค่เสี้ยวนาที (ฮา)
---------------------------------------
บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
วันเดือนปีที่จดทะเบียน 25 มีนาคม 2535
สถานภาพกิจการ ยังดำเนินกิจการอยู่
ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน (บาท) 10,000,000
ที่ตั้ง (กระทรวง) 43/3 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ที่ตั้ง (สบช.3) 43/3 อาคารศูนย์การค้าเฉลิมโลก ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0-2277-1686
ประเภทธุรกิจ 1. ขายทรัพย์สิน - บริการ (65990)
ขนาดธุรกิจ ขนาดเล็ก
ผู้มีอำนาจทำการ 1 (สบช.3) นาย ศิริพจน์ โสภา
อำนาจกรรมการ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ของบริษัท
ข้อมูลรายชื่อกรรมการ
1 นาย สุวัฒน์ โสภาเสถียรพงศ์
2 นาย ศิริพจน์ โสภา
วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น 30 เมษายน 2549 ราคาหุ้นละ 100.00 บาท
# รายชื่อผู้ถือหุ้น
1 นาย ศิริพจน์ โสภา 89.9500% ไทย 8,995 899,500.00
2 นางสาว นุชนาฏ โสภา 10.0000% ไทย 1,000 100,000.00
3 นาย พยนต์ สุวรรณพูล 0.0100% ไทย 1 100.00
4 นาง วิไล พรวิไลโชติกิจกุล 0.0100% ไทย 1 100.00
5 นางสาว เสาวรส จันทนปุณญา 0.0100% ไทย 1 100.00
6 นาย แสงชัย จันทนะเจริญสุข 0.0100% ไทย 1 100.00
7 นางสาว อาพร ทับทิม 0.0100% ไทย 1 100.00
รวม 100.0000% 10,000 1,000,000.00
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 03 กันยายน พ.ศ. 2552
เปิดตัวตน "ศิริโชค โสภา " เจ้าของสมญานามวอลเปเปอร์ของนายกฯอภิสิทธิ์ และโด่งดังหลังออกมาขย่มวงการสีกากี 10 ปีที่แล้ว เขาคือนักธุรกิจหนุ่ม แต่วันนี้เขามีหนี้เฉียด 120 ล้าน อยากรู้ว่าเขาจนจริง หรือ แกล้งจน ?? ...คลิกอ่านโดนพลัน
กล่าวกันว่า ถ้าเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นภาพข่าว ฉากหลังของนายกฯ จะต้องมี "ศิริโชค โสภา" เป็นแบล็คกราวน์ อยู่เสมอๆ
จน ส.ส. สงขลา ได้รับสมญาว่า เป็น "wallpaper" ของผู้นำ ทว่า เจ้าตัวบอกว่า ไม่สนใจ ใครจะเรียกอย่างไร
"วอลเปเปอร์ อื่น คือยืนเพื่อออกทีวีอย่างเดียว แต่ผมยืนเพื่อฟังและรับข้อมูล มันก็เลยได้มุมโดยไม่ตั้งใจ..." ศิริโชค กล่าว
แต่ใครจะเชื่อว่า ฤทธิ์เดช วอลเปเปอร์ ที่ชื่อ ศิริโชค สามารถขย่มวงการสีกากี ด้วยการแฉเรื่องการเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ 2 ครั้งซ้อน จนทำเอาวงการสีกากี ปั่นป่วน
ล่าสุด ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดสงครามน้ำลาย กับ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เมื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้ตรวจสอบภูมิหลังนายศิริโชค โดยอ้างว่าบริษัทพี่ชายนายศิริโชคมีคดีความ เกี่ยวกับการทุจริตรวม ทั้งขอให้ตรวจสอบสัญชาติบิดาของนายศิริโชคอีกด้วย
ขณะที่เจ้าตัวออกมาโต้ว่าเป็นเรื่องเก่า ไร้สาระ หากทำให้เสียหายก็จะฟ้องดำเนินคดี และบอกทำนองว่านายพร้อมพงศ์ไปเล่นหนังโป๊ หากเป็นนักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมก็คงเอาซีดีที่นายพร้อมพงศ์แสดงเป็น พระเอกออกมาแจกแล้ว
ศิริโชค ร้องท้าว่า ถ้าการทำธุรกิจของพี่ชาย จะเกิดปัญหาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและคดีดังกล่าวก็เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย
นายศิริโชคกับนายพร้อมพงศ์จึงกลายเป็นมวยคู่ล่าสุด ก่อนหน้านี้ ศิริโชค เคยปะฉะดะกับ จักรภพ เพ็ญแข มาแล้ว
แต่หากย้อนกลับไป วีรกรรมของ ศิริโชค คือ การลอกคราบ บริษัทในเครือชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร เมื่อ ส.ส. สงขลา เปิดโปงการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ และบริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขาถูกเครือข่ายอดีตนายกฯขุดคุ้ยละเอียดยิบทั้งเรื่องส่วนตัวและครอบครัว
ล่าสุด ศิริโชค ถูกลูบคม อีกครั้งหลังจากเปิดโปงกรณีซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและออกมาเล่นบทพระเอก กรณีคลิปฉาวตัดต่อของนายกฯ
อย่างไรก็ตาม นอกจากมีความสามารถในเชิงตรวจสอบแล้ว กระบวนยุทธ์ในการทำธุรกิจและการสะสมทุน ก็มีความน่าสนใจ ไม่ใช่น้อย
ทั้งนี้ นายศิริโชคยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 22 มกราคม 2551 ระบุว่ามีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ คือเงินฝากแบงก์ 1.1 ล้านบาทเศษ ที่ดินในต.ปากพลี จ.นครนายก 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่เศษ มูลค่า 3 แสนบาท รวม 1.4 ล้านบาทเศษ ไม่มีทรัพย์สินอื่น ถ้าเทียบกับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 172 คน ทรัพย์สินของนายศิริโชค รั้งท้ายอยู่อันดับ 165
นายศิริโชคระบุว่ามีหนี้สิน 119.2 ล้านบาท จำแนกเป็นหนี้ธนาคารไทยธนาคาร 27.5 ล้านบาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 31.8 ล้านบาท กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง 4 รายการ 59.8 ล้านบาท
หักลบกลบหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 117.8 ล้านบาท (เป็น 1 ใน 6 ส.ส. ประชาธิปัตย์ที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน)
หนี้ทั้งหมด เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2543 - 2546 ซึ่งนายศิริโชคเป็นจำเลยร่วมกับ บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น บริษัท สหะโสภา นางเสาวรส โสภา (นามสกุลเดิม จันทนะปุญญา) นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย และเครือญาติ รวม 6 ราย
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าครอบครัวนายศิริโชคมีธุรกิจกว่า 10 บริษัท
ปี 2508 ก่อตั้งหจก.บัวไล ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ขายส่งสินค้า เช่น ข้าว แร่ ยาง ไม้ ข้าวโพดออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
ปี 2516 ก่อตั้งบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์ จำกัด (ปิดกิจการแล้ว) ทุน 1 ล้านบาท
ปี 2524 ก่อตั้งบริษัท สหะโสภา จำกัด ทุน 8 ล้านบาท ขายอาหารทะเล ที่อยู่เดียวกับบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์
ปี 2530 ก่อตั้ง บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ทุน 100 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล อยู่ในซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต
ปี 2535 ก่อตั้ง บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุน 10 ล้านบาท
ปี 2536 ก่อตั้งบริษัท ระยองพรอน จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท และบริษัท ปราณบุรี จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล
ปี 2538 ก่อตั้งบริษัท อินโด-ไทย ฟู้ด เทรด จำกัด ทุน 10 ล้านบาท ขายสินค้าอุปโภค บริโภค อยู่ในซอยเอกมัย ,บริษัท โอแมค ปิโตเลี่ยม จำกัด (ปิดกิจการปี 2546) ทุน 1 ล้านบาท ขายน้ำมันเชื้อเพลิง และ บริษัท ไอพีดี แลนด์ จำกัด ทุน 46 ล้านบาท รับเหมาก่อสร้าง (ล้มละลาย 29 พ.ค.2551)
กิจการเกือบทั้งหมดนายศิริโชคถือหุ้นร่วมกับแม่คือนางเสาวรส โสภา น.ส.นุชนาฎ โสภา พี่สาว และ นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย
ที่น่าสนใจคือนายศิริโชคเริ่มผ่องถ่ายหุ้นให้แม่และพี่ชายตั้งแต่ปี 2541 (เป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2544)
วันที่ 10 สิงหาคม 2541 โอนหุ้นบริษัท สหะโสภา จำกัด ให้นางเสาวรส 40 หุ้น และ นายศิริพจน์ 39 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 บาท รวม 790,000 บาท และ โอนหุ้น บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ให้นางเสาวรส และ นายศิริพจน์คนละ 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 10 ล้านบาท
วันที่ 10 เมษายน 2545 โอนหุ้นบริษัท โอแมค ปิโตรเลี่ยม ให้นางเสาวรส 2,800 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 280,000 บาท ,โอนหุ้นบริษัท ระยองพรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท และ โอนหุ้น บริษัท ปราณบุรี พรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท
นายศิริโชคจึงไม่มีหุ้นในธุรกิจอีกต่อไป และ แจ้ง ป.ป.ช.ว่า ไม่มีแม้กระทั่งรถยนต์
อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายการเมือง ต่างเคยเห็น ศิริโชค ควบ รถปอร์เช่ Porsche สุดเท่ห์ ประชันกับ "ชายภิ" อภิมงคล โสณกุล ลูกชายหม่อมเต่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล
แต่ล่าสุด หนุ่มศิริโชค เปลี่ยนมาควบ มินิ คูเปอร์สีแดง บาดตาสาวๆ
ในวงเม้าท์ของนักข่าว เคยมีการเปรียบเทียบความเค็มระหว่าง นายกฯมาร์ค กับ wallpaper ใครจะเข้มข้นกว่ากัน ?
คำตอบคือ wallpaper น่าจะเหนือกว่านายกฯ เพราะนายกฯ ยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายค่ากาแฟ ก่อน wallpaper แค่เสี้ยวนาที (ฮา)
---------------------------------------
บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
วันเดือนปีที่จดทะเบียน 25 มีนาคม 2535
สถานภาพกิจการ ยังดำเนินกิจการอยู่
ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน (บาท) 10,000,000
ที่ตั้ง (กระทรวง) 43/3 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ที่ตั้ง (สบช.3) 43/3 อาคารศูนย์การค้าเฉลิมโลก ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0-2277-1686
ประเภทธุรกิจ 1. ขายทรัพย์สิน - บริการ (65990)
ขนาดธุรกิจ ขนาดเล็ก
ผู้มีอำนาจทำการ 1 (สบช.3) นาย ศิริพจน์ โสภา
อำนาจกรรมการ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ของบริษัท
ข้อมูลรายชื่อกรรมการ
1 นาย สุวัฒน์ โสภาเสถียรพงศ์
2 นาย ศิริพจน์ โสภา
วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น 30 เมษายน 2549 ราคาหุ้นละ 100.00 บาท
# รายชื่อผู้ถือหุ้น
1 นาย ศิริพจน์ โสภา 89.9500% ไทย 8,995 899,500.00
2 นางสาว นุชนาฏ โสภา 10.0000% ไทย 1,000 100,000.00
3 นาย พยนต์ สุวรรณพูล 0.0100% ไทย 1 100.00
4 นาง วิไล พรวิไลโชติกิจกุล 0.0100% ไทย 1 100.00
5 นางสาว เสาวรส จันทนปุณญา 0.0100% ไทย 1 100.00
6 นาย แสงชัย จันทนะเจริญสุข 0.0100% ไทย 1 100.00
7 นางสาว อาพร ทับทิม 0.0100% ไทย 1 100.00
รวม 100.0000% 10,000 1,000,000.00
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 03 กันยายน พ.ศ. 2552
Subscribe to:
Posts (Atom)