เปิดผลสอบชุดหมอบรรลุ น้ำขึ้นให้รีบตัก (ตอน 1)
หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี นำเอกสารรายงานผลการสอบสวนเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล "มติชน" จึงได้คัดย่อสาระสำคัญในรายงานมานำเสนอเป็นตอนต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้อ่านที่สนใจและติดตามในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
ผลการพิจารณา แยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สำนักงานปลัด สธ. 2.กรมการแพทย์
สำนักงานปลัด สธ. พบความผิดปกติ ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ
1.สิ่งก่อสร้าง
-การบริหารจัดการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่มีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ตามที่ควร และไม่มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ ที่จำเป็นเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามนโยบาย
ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ ปล่อยให้มีการดำเนินการตามอำเภอใจ ในลักษณะ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" หรือในลักษณะ "น้ำขึ้นให้รีบตัก" และมีการแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูงโดยมิชอบ
-ผลการจัดสรรเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบบริการทั้งในปัจจุบันและในอนาคต หลายแห่งได้รับงบประมาณเกินความจำเป็นในขณะที่หน่วยงานที่ขาดแคลนไม่ได้รับงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลทำให้เพิ่มปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา หลายแห่งจะได้อาคารที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นภาระแก่การบำรุงรักษา ขณะที่หลายแห่งไม่ได้รับอาคารที่จำเป็น
-ราคาสิ่งก่อสร้างที่กำหนดไว้ มีจำนวนมากที่สูงเกินความเป็นจริงไปมาก โดยน่าสงสัยว่าหน่วยงานและบุคคลที่มีหน้าที่ในการกำหนดราคา จะดำเนินการโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
-มีการแทรกแซงการดำเนินการโดยผู้มีอำนาจ ดังกรณีตัวอย่างใน จ.ราชบุรี
-ความบกพร่อง ผิดพลาดที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากการขาดความรู้ความสามารถ การขาดความเอาใจใส่ เจตนาปล่อยปละละเลย เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทั้งในการดึงงบประมาณลงพื้นที่ และการตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร
-มีผู้สมควรต้องรับผิดชอบกับความบกพร่อง ผิดพลาดและการดำเนินการที่ไม่สุจริต เปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ ดังนี้ อดีตปลัด สธ. (นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์) อดีตรองปลัด สธ. (พญ.ศิริพร กัญชนะ) ได้รับมอบหมายโดยตรงให้รับผิดชอบโครงการ ปลัด สธ. (นพ.ไพจิตร์ วราชิต) รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) สมัยเป็นรองปลัด สธ. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ. ผอ.กองแบบแผน สำนักงานปลัด สธ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำหนดราคากลาง และกำหนดราคากลางที่สูงเกินสมควรมาก ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบโครงการก่อนเสนอผู้มีอำนาจลงนามถึงสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายมานิต นพอมรบดี) ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการดำเนินงานและโยกย้ายข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความผิดพลาด
2.ครุภัณฑ์การแพทย์ มี 12 รายการ ได้แก่
-เครื่องตรวจสารชีวเคมีในเลือด(Automate Blood Chemistry) และเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ เป็นครุภัณฑ์การแพทย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ จะนำเครื่องมือไปติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า แต่มีบริษัทไปติดต่อโรงพยาบาลต่างๆ ให้ทำคำของบประมาณโดยส่งสเปคให้ และบางโรงพยาบาลถูกเร่งรัดข่มขู่ให้จัดทำคำขอ บริษัทดังกล่าวคือบริษัท Imed มีผู้ถือหุ้นรายหนึ่งคือ นพ.เศรษฐพันธ์ อัตถากรวัฒน์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ.ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำคำของบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ทั้งหมดกว่า 7,000 รายการ
-เครื่องช่วยหายใจมีการจัดสรรเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ และไม่ตรงกับความต้องการ เช่น รพ.ป่าโมก รพ.โพธิ์ทอง รพ.ไชโย และ รพ.แสวงหา จ.อ่างทอง ไม่มีอายุรแพทย์ แต่ได้รับจัดสรรเครื่องช่วยหายใจชนิดวัดความจุปอดได้ ส่วน รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพราะไฟฟ้าดับบ่อย แต่ไม่ได้ กลับได้เครื่องช่วยหายใจแบบหย่าเครื่องอัตโนมัติแทน รพ.สกลนคร ต้องการเครื่องช่วยหายใจชนิดธรรมดา 6 เครื่อง แต่กลับได้ชนิดวัดความจุปอด 3 เครื่อง ทำให้เปิดไอซียูเพิ่มอีก 6 เตียงไม่ได้
-เครื่องดมยาสลบมีการจัดสรรเครื่องที่มีระบบการทำงานสูงเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ เช่น รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย รพ.สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา จ.ยะลา รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก รพ.หลังสวน จ.ชุมพร, รพ.พาน จ.เชียงราย ได้รับจัดสรรเครื่องแบบมีระบบวัดความลึกของการสลบ (BIS Monitor) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็น แต่ทำให้ราคาแพงเกินเหตุ บางโรงพยาบาล เช่น รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี รพ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับเครื่องดมยาสลบแบบมีเครื่องบันทึกการใช้ยาของวิสัญญีแพทย์ (Electronic Charting) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นและทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ
-เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจกลาง(Central Monitor) มีการจัดทำคำของบประมาณในราคาแพงเกินสมควร และแตกต่างกันมาก 3-10 ล้านบาท และมีการระบุข้อความที่เข้าข่ายเป็นการล็อคสเปคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทที่ครองตลาดอยู่เดิม คือข้อความว่าต้อง "เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้"
-เครื่องเอ็กซเรย์เต้านม(Mammogram) มีการจัดสรรเครื่องแบบดิจิตอล ในราคาแตกต่างกันมาก 17-28 ล้านบาท เครื่องแบบดังกล่าวราคาแพงกว่าแบบฟิล์ม 3-5.6 เท่า โดยที่คณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐมีคำแนะนำว่าเครื่องทั้ง 2 แบบ ให้ผลลัพธ์การทำงานไม่แตกต่างกัน เพราะแบบดิจิตอลที่มีราคาแพงมาก ไม่มีผลต่อการลดอัตราตายจากโรคมะเร็งเต้านม
-เครื่องสลายนิ่วไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ
-เครื่องพ่นยุงติดรถยนต์มีการเขียนโครงการจัดซื้อในลักษณะเร่งรัดผิดสังเกต โดยกำหนดสเปคที่อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ และตั้งราคาสูงเกินสมควร บริษัทจำหน่ายเครื่องเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ รมช.สธ.
-เครื่องทำลายเชื้อด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด (ยูวี-แฟน) มีการจัดสรรให้ รพ.ชุมชนแห่งละ 1 เครื่อง รวม 800 เครื่อง ในราคาสูงเกินสมควร มีผู้เกี่ยวข้องในการสั่งการมาก
-รถปิคอัพดับเบิลแค็บ 320 คันราคาแพงเกินสมควร คันละ 1.72 แสนบาท และรถปิคอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อีก 42 คัน ซึ่งแพงเกินสมควรคันละ 1 แสนบาท รวมมูลค่าที่แพงเกินสมควร 59.24 ล้านบาท
-รถพยาบาลมีความพยายาม "ฮั้ว" ซึ่งหากฮั้วสำเร็จจะทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณคันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน มูลค่า 80 ล้านบาท โดยอาจมีการลดคุณภาพอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ประจำรถ ซึ่งเป็นการไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย
-ยูนิตทำฟัน 400 เครื่องจากสถาบันพระบรมราชชนก ราคายูนิตละ 6 แสนบาท เทียบกับที่จัดสรรให้สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ยูนิตละ 415,000 บาท จึงแพงกว่ายูนิตละ 185,000 บาท รวมแพงเกินสมควร 74 ล้านบาท
ครุภัณฑ์ทั้ง 12 รายการ หากมีการทบทวนจะประหยัดงบประมาณได้ 719.74 ล้านบาท และป้องกันการสูญเสียในอนาคตได้ 645-1,308 ล้านบาท
3.รถพยาบาล
-มีการเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ในโครงการไทยเข้มแข็งจริง
-น่าเชื่อว่ามีการไปร่วมกินอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารไดแนสตี้ในโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 จริง โดยผู้ร่วมกินอาหาร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรถพยาบาลรายใหญ่ในประเทศไทย ทั้ง 2 ราย (บริษัท พูลภัณฑ์พัฒนา จำกัด 2 คน และบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด 2 คน) นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ที่ปรึกษา รมช.สธ. นายมานิต นพอมรบดี รมช. และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สธ.
-น่าเชื่อว่าในการกินอาหารในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว มีความพยายามในการเจรจาให้มีการฮั้วกันเรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลจริงด้วยเหตุผลดังนี้
1.แม้คำให้การของผู้บริหารระดับสูงของ สธ.จะเป็นเพียง "พยานบอกเล่า" แต่เนื้อหาสาระสำคัญตรงกันกับคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์จริงทุกประการ ทั้งเรื่องชื่อบริษัทรถที่มีการไปขอล็อคโควต้า ชื่อล็อบบี้ยิสต์ที่ทำหน้าที่เจรจา วิธีการฮั้ว จำนวนเงินผลประโยชน์ต่อคันที่ขอ และการแจ้งว่าถ้าไม่ร่วม "ฮั้ว" ก็จะไม่มีโอกาสได้งานนี้ เป็นต้น
2.นางศิริวรรณ ยอมรับว่าได้ไปพบปะ รมช.สธ.ในห้องอาหารดังกล่าว ในวันเวลาดังกล่าวจริง
3.นายมานิต ยอมรับว่าได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ในวัน-เวลา ตามข่าวจริง และได้พบกับนางศิริวรรณจริง แม้จะอ้างว่าไปพบเพื่อนเก่าชื่อนายวิจิตร และไม่ได้พบนายสุทธิชัย ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะอ้างว่านายวิจิตร ไปขอพบถึงหน้าห้อง แต่ไม่ได้ให้เข้าพบ และได้นัดพบตอนเย็นหลังเลิกงานแทน โดยที่นายมานิตย้ำว่า ปกติตนจะกลับพื้นที่ราชบุรีเป็นประจำทุกวัน เว้นเฉพาะเมื่อมีภารกิจจำเป็น เมื่อเพื่อนเก่ามาขอพบถึงหน้าห้องกลับไม่ให้เข้าพบ แต่นัดให้ไปพบตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ตนจะกลับราชบุรี การที่ต้องเดินทางไปที่โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าวเวลาหัวค่ำ ย่อมต้องเสียเวลามาก เพราะบริเวณนั้นรถติดมาก เมื่อไปพบก็อ้างว่าพบกันเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัย สำหรับนายสุทธิชัย นายมานิต รับว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพราะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคณะและแผนกเดียวกัน เมื่อเรียนจบยังมาทำงานด้วยกันและมีที่ทำการบริษัทอยู่สถานที่เดียวกัน เมื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งให้นายสุทธิชัยเป็นที่ปรึกษา แต่น่าแปลกที่มอบหมายงานทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งนายสุทธิชัยไม่มีความรู้ความชำนาญให้ทำ คือ เรื่องวัคซีนไข้สมองอักเสบ เจอี และเรื่องโรคชิคุนกุนยา
4.นายสุทธิชัย ยอมรับว่าสนิทสนมกับนายมานิต เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็มาตั้งบริษัทรับเหมาด้วยกัน และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เมื่อนายมานิตได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.สธ.โดยได้รับให้คำปรึกษาเรื่องโรคชิคุนกุนยา และเรื่องการก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีแผ่นดินไหวซึ่งตนเป็นวิศวกร แต่ไม่ระบุว่าที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นมีการพิจารณาเรื่องอาคารสำหรับบริเวณที่มีแผ่นดินไหวในประเทศไทยหรือไม่ นายสุทธิชัยยืนยันว่าตนไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 อย่างไรก็ดี
นายสุทธิชัยยอมรับว่าในวันดังกล่าว นายวิจิตรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ไปหาตนที่กระทรวงสาธารณสุข ช่วง 09.00-11.00 น. ได้พบตน แต่ไม่ได้พบนายมานิตโดยอ้างว่านายมานิตไม่อยู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของนายมานิต และนายสุทธิชัยยังยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนางศิริวรรณเลย ทั้งๆ ที่ห้องที่ปรึกษาที่ตนเข้าไปทำงานเป็นประจำกับห้องทำงานของนางศิริวรรณอยู่ใกล้ๆ กัน กรณีที่อ้างว่า ทีมงานของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย "เกาเหลา" กัน ก็ขัดต่อข้อเท็จจริงที่นางศิริวรรณได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการว่าตนได้ไปที่โรงแรมเซนทารา และเมื่อทราบว่ารัฐมนตรีช่วยกินอาหารอยู่ที่ภัตตาคารไดแนสตี้ยังได้ขึ้นไปพบและร่วมกินอาหารด้วย รวมทั้งเมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีการระบุชื่อย่อผู้เกี่ยวข้อง มีอักษร "ส" อยู่ด้วย นายสุทธิชัยก็เฉยๆ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า
คำให้การของนายสุทธิชัยมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะเรื่องนายวิจิตรกับนายมานิต และเรื่องที่ไม่รู้จักกับนางศิริวรรณ คณะกรรมการไม่แปลกใจที่นายสุทธิชัยจะให้การว่าไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 สอดคล้องกับคำให้การของนายมานิต ซึ่งก็ให้การว่าไม่พบนายสุทธิชัยในห้องอาหารที่ภัตตาคารไดแนสตี้มีข้อสังเกตว่าเมื่อคณะกรรมการได้เรียกนายสุทธิชัยมาให้ถ้อยคำครั้งแรก เพื่อให้ไม่มีเวลาซักซ้อมกับนายมานิต นายสุทธิชัยอ้างติดภารกิจในต่างจังหวัด และได้ขอไปให้ถ้อยคำในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2552 แทน ซึ่งเหตุผลความจำเป็นเรื่องติดภารกิจไปปลูกต้นไม้ น่าจะไม่ใช่เหตุผลสมควร
สรุปแล้ว คณะกรรมการเชื่อว่า มีความพยายามดำเนินการเพื่อให้มีการ "ฮั้ว" การจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจริง โดยมีการขอผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท ซึ่งตรงกับการขอปรับราคารถพยาบาลที่เคยจัดซื้อได้เดิมคันละ 1.7 ล้านบาท เป็นคันละ 1.8 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีเรื่องราวปรากฏเป็นข่าว ก็อาจมีการ "ฮั้ว" สำเร็จ และวงเงินผลประโยชน์ในรายการนี้ก็สูงถึง 80 ล้านบาท
4.เครื่องยูวี-แฟน
-การของบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรจากส่วนกลางจริง โดยไม่มีคำขอจากหน่วยงานผู้ใช้
-การจัดสรรงบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะราคาต่อหน่วยเพียง 40,000 บาท ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าครุภัณฑ์การแพทย์สำหรับบริการทุติยภูมิให้มีราคาตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ครุภัณฑ์ราคา 40,000 บาทโรงพยาบาลต่างๆ สามารถใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจัดซื้อได้เอง
-มีการเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจริง ที่ จ.สงขลา โดยจังหวัดสั่งการให้ดำเนินการ "ด่วนที่สุด" โดยใช้สเปคของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัดจริง ซึ่งสเปคดังกล่าวมีความบกพร่องและมีลักษณะเป็นการล็อคสเปคให้แก่สินค้าของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย
-มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้บรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟน เข้าในโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ดังนี้
1.นพ.สุชาติ ได้จัดทำเอกสาร "สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการของบประมาณเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตราไวโอเลต" หลังปรากฏเป็นข่าวครึกโครมแล้ว เอกสารดังกล่าวน่าเชื่อถือ เพราะ นพ.สุชาติได้ประชุมสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใน สบภ.และได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วก่อนเผยแพร่ สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
-นพ.กฤษดา มนูญวงษ์ ที่ปรึกษา รมว.สธ.เป็นผู้นำโครงการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนไปมอบให้ แต่ นพ.สุชาติแจ้งว่าจะบรรจุรายการดังกล่าวได้ต้องเป็นการสั่งการจากปลัด สธ.หรือรองปลัด สธ.ที่ได้รับมอบหมาย
-พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัด สธ. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง ได้สั่งการให้บรรจุรายการดังกล่าวเข้าโครงการไทยเข้มแข็ง ต่อมารายการดังกล่าวถูกตัดออก เพื่อนำยอดงบประมาณรายการนี้ไปจัดสรรให้โครงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของ จ.ระยอง พญ.ศิริพร ตรวจพบจึงได้สั่งการโดยตรงกับนางจุฑารัตน์ มากคงแก้ว เจ้าหน้าที่ใน สบภ. ให้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่
-นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ. ได้เป็นผู้ติดตามการบรรจุครุภัณฑ์รายการนี้กับ นพ.สุชาติ และเมื่อหัวหน้าฝ่ายแผนของ สบภ.คือนางศุภรดา รอดอาตม์ ได้ทักท้วงกับ นพ.สุชาติว่าผิดหลักเกณฑ์ นพ.สุชาติได้ต่อโทรศัพท์ให้คุยกับ นพ.ปราชญ์โดยตรง หลังจากพูดโทรศัพท์แล้วนางศุภรดาก็มิได้ทักท้วงเรื่องนี้อีก
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าสาระสำคัญตามที่ นพ.สุชาติสรุปเกี่ยวกับผู้สั่งการให้บรรจุยูวี-แฟนในโครงการไทยเข้มแข็งน่าจะเป็นความจริง ด้วยเหตุผลดังนี้
ก. นอกจากความน่าเชื่อถือในกระบวนการจัดทำเอกสารแล้วเอกสารของ นพ.สุชาติ สื่อมวลชนได้นำไปลงข่าวเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ย่อมกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลทั้งสามคือ นพ.กฤษดา มนูญวงษ์ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ และ พญ.ศิริพร กัญชนะ อย่างมาก แต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลออกมาปฏิเสธ หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง โดยเฉพาะ นพ.กฤษดา และ พญ.ศิริพร รับว่าไม่เคยสอบถามหรือต่อว่า นพ.สุชาติ ทั้งๆ ที่รู้จักกันดี รวมทั้งเมื่อคณะกรรมการสอบถามว่าจะให้มาให้ถ้อยคำต่อหน้า นพ.สุชาติ บุคคลทั้งสองก็ปฏิเสธ และรับว่าไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองใดๆ กับ นพ.สุชาติมาก่อน สำหรับ นพ.ปราชญ์ รับว่าเป็นผู้รับ นพ.สุชาติกลับเข้ารับราชการเอง และมอบให้ทำหน้าที่สำคัญคือ ผอ.สบภ. และรับว่าได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนางศุภรดา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมจริง
ข. พยานปากสำคัญคือ นางจุฑารัตน์ มากคงแก้ว ให้การยืนยันการสั่งการของ พญ.ศิริพรให้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งการสั่งการดังกล่าวเป็นการสั่งการล้วงลึกถึงตัวเจ้าหน้าที่ และเป็นการสั่งการข้ามสายงาน เพราะ พญ.ศิริพรไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สบภ. โดย พญ.ศิริพรรับว่าไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองใดๆ กับนางจุฑารัตน์มาก่อน นอกจากนี้ นางจิราภรณ์ สิงหเสนี เจ้าหน้าที่ใน สบภ.ก็ยืนยันว่า เป็นผู้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่ โดยต้องตัดรายการที่มียอดงบประมาณเท่ากันออกไป และเป็นการดำเนินการตามการสั่งการของนางศุภรดา รอดอาตม์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของตน
-นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ได้มีบันทึกข้อความ ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2550 ถึง ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ระบุชัดเจนว่า "รมว.สธ.มีนโยบายให้การบรรจุรายการครุภัณฑ์เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ในโครงการพัฒนาระบบบริการทุติยภูมิจำนวน 800 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 32,000,000 บาท ภายใต้ระบบปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" ประเด็นดังกล่าวนี้ คณะกรรมการได้สอบถามผู้เกี่ยวข้อง 5 คน และ รมว.สธ.และพิจารณาแล้วมีความเห็นสรุปได้ว่า รมว.สธ.น่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือเห็นชอบกับการบรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟนเข้าไปในโครงการไทยเข้มแข็งจริง
-นอกจากผลประโยชน์โดยมิชอบจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนแล้ว เฉพาะ นพ.ปราชญ์และ พญ.ศิริพร น่าจะมีเหตุจูงใจส่วนตน ดังนี้
1.นพ.ปราชญ์ได้มีนโยบายเร่งรัด หยุดยั้งวัณโรคโดยอ้างอย่างผิดหลักวิชา ว่า ประเทศไทยติดอันดับมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่สูงเป็นอันดับ 18 ใน 22 ประเทศในโลก และได้มอบให้สำนักตรวจราชการ สธ.จัดทำโครงการเร่งรัด หยุดยั้งวัณโรค โดย นพ.ปราชญ์ได้ไปบรรยายทางวิชาการด้วยตนเอง กำหนดให้รับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งผิดหลักวิชาการ และแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก เพราะจะทำให้มีการแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลมากขึ้น นโยบายดังกล่าวทำให้มีการจัดทำห้องแยกโรคตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศซึ่งมีระบบทำลายเชื้อด้วยรังสียูวี โดยราคาเครื่องมือดังกล่าวพร้อมค่าบำรุงรักษาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท และนโยบายดังกล่าว หลายจังหวัดได้นำไปอ้างเพื่อจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนอย่างมีเงื่อนงำ นโยบายดังกล่าวน่าเชื่อว่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงเป็นอันมาก ควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
การลงไปเร่งรัดงานวัณโรคของ นพ.ปราชญ์ เป็นเรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งเป็นโครงการใหญ่ มีความสำคัญมาก และเป็นเรื่องรับผิดชอบโดยตรงของปลัด สธ. แต่ นพ.ปราชญ์มิได้เอาใจใส่เท่าที่ควร ไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และหลักเกณฑ์การดำเนินการทั้งเรื่องแนวทางการจัดสรรและการกำหนดราคา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรองปลัดฝ่ายบริหาร คือ พญ.ศิริพร กัญชนะ ซึ่งก็ไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร นพ.ปราชญ์ อ้างว่ามีการประชุมติดตามเรื่องนี้ในที่ประชุมเช้าวันอังคาร ที่เรียกว่า Tuesday Breakfast Meeting เรียกย่อว่า TBM แต่ตรวจสอบจากรายงานการประชุม TBM แล้วมีการพิจารณาติดตามโครงการนี้น้อยมาก
-นพ.ปราชญ์ และ พญ.ศิริพร ได้ร่วมกันเสนอบริจาคเงินแก่ โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) รวมเป็นเงิน 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 6.8 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าจ้างให้ พญ.ศิริพรไปเป็นผู้ปฏิบัติงานของโครงการดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี หลังเกษียณอายุราชการ ทั้งๆ ที่ พญ.ศิริพรเคยสมัครไปทำงานกับโครงการดังกล่าว แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก การดำเนินการดังกล่าว นพ.ปราชญ์ ได้ลงนามในหนังสือแจ้งต่อโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติโดยไม่มีอำนาจ เพราะการบริจาคเงินในลักษณะดังกล่าวแก่องค์การระหว่างประเทศเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี หนังสือที่ นพ.ปราชญ์ลงนามดังกล่าว มิได้จัดทำโดยสำนักการสาธารณสุขต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้ประโยชน์จากการกระทำนี้คือ พญ.ศิริพรที่จะได้ไปทำงานในโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติหลังเกษียณอายุราชการโดยใช้เงินจากภาษีอากรของประชาชนไทยเป็นเงินประมาณ 6.8 ล้านบาท และ นพ.ปราชญ์จะได้ประโยชน์จากการมีโอกาสเสนอแต่งตั้งรองปลัด สธ.ทดแทนก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ
-การจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนอย่างมีเงื่อนงำ ได้ดำเนินการไปแล้วในหลายจังหวัดโดยใช้งบประมาณอื่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น สามจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 ของ สธ. ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม และ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น โดยมีการดำเนินการที่มิชอบในลักษณะต่างๆ ดังนี้
1.สามจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 ได้แก่ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด พบความผิดปกติ เช่น มีการกำหนดสเปคที่บกพร่องและในลักษณะที่มีการล็อคสเปคให้บริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย ดังนี้
2.น่าสงสัยว่า สินค้าที่มีการจัดซื้อและโรงพยาบาลต่างๆ ได้รับ อาจมิใช่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ควรมีการสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ข้อเท็จจริงโดยกระจ่างต่อไป
3.สถาบันโรคทรวงอกได้ผลิตเครื่องดังกล่าวได้ในราคาเพียง 7,000 บาท (ต้นทุนเพียง 4,920 บาท) แต่สินค้ารายการนี้ขายในราคาสูงถึงเครื่องละ 40,000 บาท และต่อมามีการปรับปรุงการผลิตเหลือต้นทุนราว 2,000 บาท
4.สืบเนื่องจากการจัดซื้อครุภัณฑ์รายการนี้มีการไปทัศนศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 14-20 ตุลาคม พ.ศ.2552 โดยผู้ร่วมคณะประกอบด้วยผู้บริหารสาธารณสุขในเขต 12 และผู้รับหน้าที่สาธารณสุขนิเทศก์ในเขต พร้อมครอบครัวโดยอ้างว่าใช้เงินส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อเพราะพบพิรุธมากมาย น่าเชื่อว่าใช้เงินจากการจัดซื้อยูวี-แฟน
5.ผู้บริหารสาธารณสุขในเขต 12 ในส่วนกลางที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องยูวี-แฟนในเขต ได้แก่ นพ.สมชัย ภิญโญพรพานิชย์ ผู้ตรวจราชการ นพ.คำรณ ไชยศิริ สาธารณสุขนิเทศก์ และ นพ.ธำรง สมบุญตนนท์ ผู้ทำหน้าที่สาธารณสุขนิเทศก์ แทน นพ.คำรณ ไชยศิริ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง
-อบจ.ขอนแก่น เคยจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน 230 เครื่อง ในปี พ.ศ.2550 แจกจ่ายแก่โรงพยาบาลต่างๆ ใน จ.ขอนแก่น ปรากฏว่าโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นได้ส่งเครื่องดังกล่าวคืน เพราะคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล พิจารณาถึงคุณประโยชน์ ผลดี ผลเสีย ความคุ้มค่า คุ้มทุน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแล้ว "ได้มีมติร่วมกันที่จะส่งครุภัณฑ์ที่ได้รับการสนับสนุนครั้งนี้คืน..."เป็นการไม่ยอมรับแม้จะให้ฟรี
กรณีดังกล่าวทำให้ในปีงบประมาณ 2552 ผอ.รพ.ขอนแก่น ไม่ยอมจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนตาม "นโยบาย" ของเขต และไม่ได้ร่วมไปกับคณะทัศนศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ด้วย จากการตรวจสอบสเปคของเครื่องยูวี-แฟนที่ อบจ.ขอนแก่น จัดซื้อในปี 2550 พบความผิดปกติเช่นเดียวกัน
-จ.นครศรีธรรมราช มีการจัดซื้อตามคำร้องขอของ นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้ทำหน้าที่ตรวจราชการเขต ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ในราคาสูงถึงเครื่องละ 99,000 บาท ซึ่งมีความผิดปกติในเรื่องสเปคและสินค้าเช่นเดียวกันแม้จะเป็นสินค้าคนละยี่ห้อกัน และซื้อจากคนละบริษัท
ทั้งนี้ นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ยังมีกรณีขอเงินจากโรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ พัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลละ 4 แสน-1 ล้านบาท นำไปจัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน ให้ รมว.สธ.ใช้ด้วย และต่อมา นพ.จักรกฤษณ์ ได้รับแต่งตั้งเลื่อนฐานะเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2552
มติชนออนไลน์, 30 ธันวาคม 2552
Monday, January 4, 2010
Monday, December 28, 2009
เปิดสารพัดวิธีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง สธ. นักการเมือง-บิ๊กขรก.เปิดช่อง-นัดพ่อค้ากินข้าว เรียกสินบน80ล้าน
เปิดสารพัดวิธีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข นักการเมือง-บิ๊กขรก.เปิดช่อง-นัดพ่อค้ากินข้าว เรียกสินบน80ล้าน
ทันทีที่ทีมมือปราบโกง นำทีมโดย นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวผลการสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง สาวไส้ความผิดทั้งนักการเมือง และข้าราชการประจำ ร่วมยกกระบิ มีคนผิดทั้งที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน และไม่มีเอี่ยวทุจริต แต่บกพร่องต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาล
ภาพรวมของความผิดแบ่งได้ ดังนี้
1.นัดฮั้วเรียกเงินรถพยาบาลคันละ 1 แสนบาท
ผลตรวจสอบพบว่าจากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าได้มีการพยายามเจรจาเพื่อ เตรียมการให้มีการฮั้วกันจริง โดยมีนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นัดบริษัทรถยนต์ 2 บริษัท มารับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารไดนาสตี้งโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ช่วงค่ำของวันที่ 17 สิงหาคม 2552
นพ.บรรลุกล่าวยืนยันว่า มีผู้ประกอบการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ได้ร่วมในการทานอาหารมื้อนั้น ได้ทำหนังสือยืนยันมายังคณะกรรมการ รวมทั้งมาให้ถ้อยคำต่อกรรมการตรวจสอบด้วยว่ามีนักการเมืองคนใดร่วมทานอาหาร บ้าง โดยระบุชัดเจนว่า นายมานิต และนางศิริวรรณ ได้มีการเจรจาเรียกรับผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน เป็นเงิน 80 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีมูลความผิดทางอาญาด้วย ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด
2.ยูวี แฟน ทำเป็นขบวนการ สอบ 5 คน ผิดตั้งแต่อดีตปลัด กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงสาธารณสุข ผอ.สบภ.มีเอี่ยว
สำหรับยูวี แฟน พบเงื่อนงำความผิดปกติมากมาย ทำอย่างเป็นขบวนการทั้งในและนอก กระทรวงสาธารณสุข มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้สั่งการเรื่องนี้โดยตรง คือ
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัด มีมูลเหตุจูงใจ คือ มีการสั่งนโยบายโครงการเร่งรัดหยุดวัณโรค ที่ขัดต่อหลักวิชาการให้รับผู้ป่วยในโรงพยาบาล 14 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล และสั่งให้ทำห้องแยกโรคพร้อมมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้รังสียูวี ราคาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท จึงเป็นเหตุให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการจัดซื้อยูวี แฟน
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัด กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะดูแลโครงการไทยเข้มแข็งภาพรวม
3.น่าเชื่อว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจมีส่วนโดยตรงหรืออ้อมในการสั่งบรรจุยูวี แฟน ในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยมีนพ.กฤษฎา มนูญวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นนำไปส่งให้กับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. สอดคล้องกับที่ นพ.สุชาติ มีบันทึกชัดเจนว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4.นอกจากนี้ยังพบว่ามีการจัดซื้อยูวี แฟน ที่ใช้งบฯอื่น โดย นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศ ขณะนั้น ขอให้โรงพยาบาลใน จ.นครศรีธรรมราช จัดซื้อยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 99,000 บาท และน่าจะเป็นสินค้ายอมแมว ไม่ใช่ของนอก
5.พบว่ามี 3 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ซื้อยูวี แฟน ที่มีการล็อกสเปคในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะที่สถาบันทรวงอกผลิตได้ในราคาต้นทุน 2,000-5,000 บาท และมีผู้บริหารพาครอบครัวไปทัศนศึกษาที่นิวซีแลนด์ ขณะที่โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่นกลับปฏิเสธไม่ขอรับยูวี แฟน ที่ อบจ. ขอนแก่น ได้จัดซื้อให้ฟรี เมื่อปี 2550 เพราะพิจารณาแล้วไม่คุ้มค่าบำรุงรักษา
3.มั่วงบฯก่อสร้าง รมช.กระทรวงสาธารณสุขล้วงลูกชัดเจน
เอกสารผลการสอบสวนระบุว่า 60% ของงบประมาณไทยเข้มแข็งทั้งหมด เป็นงบฯก่อสร้าง พบว่ามีการจัดสรรมั่วแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สาเหตุเพราะไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย หลักเกณฑ์ และไม่มีการตั้งคณะกรรมการดูแลพิเศษ ส่งผลให้การจัด สรรงบฯกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เห็นได้ชัดเจน โดยมีโรงพยาบาลศูนย์ ทั่วไป และศูนย์ความเป็นเลิศ รวม 115 แห่ง ที่ได้งบฯก่อสร้างมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนที่ได้เพียง 235 แห่ง จากทั้งหมด 735 แห่ง และสถานีอนามัย 9,762 แห่งทั่วประเทศรวมกัน
ที่สำคัญ ยังพบว่านายมานิตลงไปล้วงลูกด้วยตนเอง จัดสรงบฯสร้างอาคารถึง 5 หลัง ที่โรงพยาบาลราชบุรี ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลต้องการเพียง 2 หลังเท่านั้น และยังต้องทุบอาคารเก่าอีกหลายหลังด้วย มีการกดดันผู้อำนวยการโรงพยาบาลจนต้องถูกย้ายในที่สุด
นอกจากนี้ ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินเหตุ ทั้งที่มีผลการประมูลก่อสร้างต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้มาก ก็ไม่ยอมปรับลดราคาลง ส่อเจตนาว่าไม่สุจริต เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ ยังมีอาคารแบบเดียวกันแต่ราคาต่างกัน อาทิ
1.อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ สูง 5 ชั้น ตั้งราคา 168-185 ล้านบาท แต่มีประวัติที่โรงพยาบาลท่าศาลา เคยสร้างจริงในปี 2552 ใช้งบฯเพียง 128 ล้านบาท
2.อาคารพักพยาบา สูง 3 ชั้น ขนาด 24 ห้อง ตั้งงบประมาณ 9.57 ล้านบาท แต่มีประวัติสร้างจริงเพียง 7 ล้านบาท
3.เสาธงสูง 20 เมตร ตั้งงบฯ 495,000 บาท แต่มีราคากลางเพียง 367,700 บาท และควรเลือกเสาธงแบบสูง 12 เมตร มีราคาเพียง 119,700 บาทเท่านั้น
4.กรมการแพทย์ตั้งราคาครุภัณฑ์แพงผิดปกติ
กรมการแพทย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท แต่พบว่ามีการตั้งราคาครุภัณฑ์และงบฯก่อสร้างแพงเกินจริงหลายหลายการเมื่อ เปรียบเทียบกับครุภัณฑ์การแพทย์ของโรงพยาบาลอื่นๆ ในโครงการไทยเข้มแข็งด้วยกันเอง ส่อไปในทางทุจริต เปิดทางให้มีการแสงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลนพรัตน์ โรงพยาบาลเลิดสิน
1.เครื่องเอ็กซเรย์ส่องตรวจระบบดิจิตอล (Digital Fluoroscopy) ของโรงพยาบาลนพรัตน์ และศูนย์มะเร็ง ชลบุรี ตั้งงบฯไว้ที่ 15 ล้านบาท ขณะที่เครื่องชนิดเดียวกันของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ตั้งราคาเพียง 8 ล้านบาท
2.เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจ ของโรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งงบฯไว้ 9.2 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลแห่งนี้เคยจัดซื้อเพียง 3.5 ล้านบาทเท่านั้น
3.เครื่องใส่แร่อัตโนมัติปริมาณรังสีสูง ของสถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯไว้ 27 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็ง ลพบุรี เคยจัดซื้อเมื่อปี 2550 ราคาเพียง 19.2 ล้านบาท
4.เครื่องจัดเก็บระบบข้อมูลเฉพาะทางการแพทย์ด้วยคอมพิวเตอร์ สถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯ 60 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็งอุบลราชบุรี และโรงพยาบาลศูนย์หลายแห่งเคยจัดซื้อในราคาเพียง 15-30 ล้านบาท เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของบทสรุปความผิดโครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ของทีมสอบสวนของ นพ.บรรลุ ส่วนใครจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้อย่างไร..คงต้องยกคำของ นพ.บรรลุ ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า
สรุปผลชี้มูลผู้เกี่ยวข้อง
นักการเมือง 4 ราย
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีพฤติกรรมส่อทุจริต ล้วงลูก ดึงงบฯเข้า จ.ราชบุรี และนัดกินข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการ มีพฤติกรรมส่อทุจริต โดยนัดกินข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด (ยูวี-แฟน)
ข้าราชการประจำ 8 ราย
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณสูง
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
4.นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ อนุมัติจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการ สบภ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ในสมัยเป็นรองปลัด กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ สบภ.
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ รับผิดชอบโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ปัดความรับผิดชอบ
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 6 ให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ราคาแพง ขณะดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์
มติชนออนไลน์, 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ทันทีที่ทีมมือปราบโกง นำทีมโดย นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวผลการสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง สาวไส้ความผิดทั้งนักการเมือง และข้าราชการประจำ ร่วมยกกระบิ มีคนผิดทั้งที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน และไม่มีเอี่ยวทุจริต แต่บกพร่องต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาล
ภาพรวมของความผิดแบ่งได้ ดังนี้
1.นัดฮั้วเรียกเงินรถพยาบาลคันละ 1 แสนบาท
ผลตรวจสอบพบว่าจากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าได้มีการพยายามเจรจาเพื่อ เตรียมการให้มีการฮั้วกันจริง โดยมีนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นัดบริษัทรถยนต์ 2 บริษัท มารับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารไดนาสตี้งโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ช่วงค่ำของวันที่ 17 สิงหาคม 2552
นพ.บรรลุกล่าวยืนยันว่า มีผู้ประกอบการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ได้ร่วมในการทานอาหารมื้อนั้น ได้ทำหนังสือยืนยันมายังคณะกรรมการ รวมทั้งมาให้ถ้อยคำต่อกรรมการตรวจสอบด้วยว่ามีนักการเมืองคนใดร่วมทานอาหาร บ้าง โดยระบุชัดเจนว่า นายมานิต และนางศิริวรรณ ได้มีการเจรจาเรียกรับผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน เป็นเงิน 80 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีมูลความผิดทางอาญาด้วย ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด
2.ยูวี แฟน ทำเป็นขบวนการ สอบ 5 คน ผิดตั้งแต่อดีตปลัด กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงสาธารณสุข ผอ.สบภ.มีเอี่ยว
สำหรับยูวี แฟน พบเงื่อนงำความผิดปกติมากมาย ทำอย่างเป็นขบวนการทั้งในและนอก กระทรวงสาธารณสุข มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้สั่งการเรื่องนี้โดยตรง คือ
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัด มีมูลเหตุจูงใจ คือ มีการสั่งนโยบายโครงการเร่งรัดหยุดวัณโรค ที่ขัดต่อหลักวิชาการให้รับผู้ป่วยในโรงพยาบาล 14 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล และสั่งให้ทำห้องแยกโรคพร้อมมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้รังสียูวี ราคาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท จึงเป็นเหตุให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการจัดซื้อยูวี แฟน
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัด กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะดูแลโครงการไทยเข้มแข็งภาพรวม
3.น่าเชื่อว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจมีส่วนโดยตรงหรืออ้อมในการสั่งบรรจุยูวี แฟน ในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยมีนพ.กฤษฎา มนูญวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นนำไปส่งให้กับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. สอดคล้องกับที่ นพ.สุชาติ มีบันทึกชัดเจนว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4.นอกจากนี้ยังพบว่ามีการจัดซื้อยูวี แฟน ที่ใช้งบฯอื่น โดย นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศ ขณะนั้น ขอให้โรงพยาบาลใน จ.นครศรีธรรมราช จัดซื้อยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 99,000 บาท และน่าจะเป็นสินค้ายอมแมว ไม่ใช่ของนอก
5.พบว่ามี 3 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ซื้อยูวี แฟน ที่มีการล็อกสเปคในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะที่สถาบันทรวงอกผลิตได้ในราคาต้นทุน 2,000-5,000 บาท และมีผู้บริหารพาครอบครัวไปทัศนศึกษาที่นิวซีแลนด์ ขณะที่โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่นกลับปฏิเสธไม่ขอรับยูวี แฟน ที่ อบจ. ขอนแก่น ได้จัดซื้อให้ฟรี เมื่อปี 2550 เพราะพิจารณาแล้วไม่คุ้มค่าบำรุงรักษา
3.มั่วงบฯก่อสร้าง รมช.กระทรวงสาธารณสุขล้วงลูกชัดเจน
เอกสารผลการสอบสวนระบุว่า 60% ของงบประมาณไทยเข้มแข็งทั้งหมด เป็นงบฯก่อสร้าง พบว่ามีการจัดสรรมั่วแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สาเหตุเพราะไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย หลักเกณฑ์ และไม่มีการตั้งคณะกรรมการดูแลพิเศษ ส่งผลให้การจัด สรรงบฯกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เห็นได้ชัดเจน โดยมีโรงพยาบาลศูนย์ ทั่วไป และศูนย์ความเป็นเลิศ รวม 115 แห่ง ที่ได้งบฯก่อสร้างมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนที่ได้เพียง 235 แห่ง จากทั้งหมด 735 แห่ง และสถานีอนามัย 9,762 แห่งทั่วประเทศรวมกัน
ที่สำคัญ ยังพบว่านายมานิตลงไปล้วงลูกด้วยตนเอง จัดสรงบฯสร้างอาคารถึง 5 หลัง ที่โรงพยาบาลราชบุรี ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลต้องการเพียง 2 หลังเท่านั้น และยังต้องทุบอาคารเก่าอีกหลายหลังด้วย มีการกดดันผู้อำนวยการโรงพยาบาลจนต้องถูกย้ายในที่สุด
นอกจากนี้ ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินเหตุ ทั้งที่มีผลการประมูลก่อสร้างต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้มาก ก็ไม่ยอมปรับลดราคาลง ส่อเจตนาว่าไม่สุจริต เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ ยังมีอาคารแบบเดียวกันแต่ราคาต่างกัน อาทิ
1.อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ สูง 5 ชั้น ตั้งราคา 168-185 ล้านบาท แต่มีประวัติที่โรงพยาบาลท่าศาลา เคยสร้างจริงในปี 2552 ใช้งบฯเพียง 128 ล้านบาท
2.อาคารพักพยาบา สูง 3 ชั้น ขนาด 24 ห้อง ตั้งงบประมาณ 9.57 ล้านบาท แต่มีประวัติสร้างจริงเพียง 7 ล้านบาท
3.เสาธงสูง 20 เมตร ตั้งงบฯ 495,000 บาท แต่มีราคากลางเพียง 367,700 บาท และควรเลือกเสาธงแบบสูง 12 เมตร มีราคาเพียง 119,700 บาทเท่านั้น
4.กรมการแพทย์ตั้งราคาครุภัณฑ์แพงผิดปกติ
กรมการแพทย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท แต่พบว่ามีการตั้งราคาครุภัณฑ์และงบฯก่อสร้างแพงเกินจริงหลายหลายการเมื่อ เปรียบเทียบกับครุภัณฑ์การแพทย์ของโรงพยาบาลอื่นๆ ในโครงการไทยเข้มแข็งด้วยกันเอง ส่อไปในทางทุจริต เปิดทางให้มีการแสงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลนพรัตน์ โรงพยาบาลเลิดสิน
1.เครื่องเอ็กซเรย์ส่องตรวจระบบดิจิตอล (Digital Fluoroscopy) ของโรงพยาบาลนพรัตน์ และศูนย์มะเร็ง ชลบุรี ตั้งงบฯไว้ที่ 15 ล้านบาท ขณะที่เครื่องชนิดเดียวกันของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ตั้งราคาเพียง 8 ล้านบาท
2.เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจ ของโรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งงบฯไว้ 9.2 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลแห่งนี้เคยจัดซื้อเพียง 3.5 ล้านบาทเท่านั้น
3.เครื่องใส่แร่อัตโนมัติปริมาณรังสีสูง ของสถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯไว้ 27 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็ง ลพบุรี เคยจัดซื้อเมื่อปี 2550 ราคาเพียง 19.2 ล้านบาท
4.เครื่องจัดเก็บระบบข้อมูลเฉพาะทางการแพทย์ด้วยคอมพิวเตอร์ สถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯ 60 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็งอุบลราชบุรี และโรงพยาบาลศูนย์หลายแห่งเคยจัดซื้อในราคาเพียง 15-30 ล้านบาท เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของบทสรุปความผิดโครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ของทีมสอบสวนของ นพ.บรรลุ ส่วนใครจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้อย่างไร..คงต้องยกคำของ นพ.บรรลุ ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า
สรุปผลชี้มูลผู้เกี่ยวข้อง
นักการเมือง 4 ราย
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีพฤติกรรมส่อทุจริต ล้วงลูก ดึงงบฯเข้า จ.ราชบุรี และนัดกินข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการ มีพฤติกรรมส่อทุจริต โดยนัดกินข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด (ยูวี-แฟน)
ข้าราชการประจำ 8 ราย
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณสูง
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
4.นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ อนุมัติจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการ สบภ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ในสมัยเป็นรองปลัด กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ สบภ.
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ รับผิดชอบโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ปัดความรับผิดชอบ
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 6 ให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ราคาแพง ขณะดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์
มติชนออนไลน์, 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552
"หมอบรรลุ" แถลงผลสอบไทยเข้มแข็งจี้ 4นักการเมือง 8ขรก.รับผิดชอบส่อโกง "วิทยา-มานิต-แม่เลี้ยงติ๊ก-กฤษดา"
"หมอบรรลุ" แถลงผลสอบไทยเข้มแข็งจี้4นักการเมือง-8ขรก.รับผิดชอบส่อโกง "วิทยา-มานิต-แม่เลี้ยงติ๊ก-กฤษดา"
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.บรรลุ ศิริพานิช ในฐานประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกรรมการ ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งของ สธ. และมอบหลักฐาน จำนวน 4,733 แผ่น ให้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้กรรมการตรวจสอบฯ หลังใช้เวลาสอบสวนนานร่วม 2 เดือน
จากนั้นเวลา 14.20 น. นพ.บรรลุ ได้เปิดแถลงข่าวรายงานผลการตรวจสอบให้สื่อมวลชนรับทราบ โดยนพ.บรรลุ แถลงว่า ผลการสอบสวนโดยภาพรวมพบว่า การจัดตั้งงบประมาณ มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ที่น่าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ ไทยเข้มแข็ง สมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่างกว้างขึ้น ประชาชนต้องหลั่งไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และ เพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มีความกระจุกตัวในบางจังหวัด ในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 โรง และยังมีโรงพยาบาลศูนย์อยู่อีก 1 โรง ทั้งที่ส่วนใหญ่ จังหวัดหนึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดเพียงแห่งเดียว ขณะที่ บางจังหวัดซึ่งขาดแคลนกลับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ มีการจัดซื้อสิ่งไม่จำเป็น และราคาแพงจำนวนมาก นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต ครุภัณฑ์บางอย่าง หน่วยงานมิได้ต้องการหรือขอมา กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้น ครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สาเหตุของความบกพร่องผิดพลาด ส่อไปในทางจะทำให้เกิดทุจริต สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร โครงการใหญ่ขนาดนี้ ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบาย และหลักเกณฑ์การพิจารณา ทั้งในเรื่องการกระจายงบประมาณอย่างเหมาะสม และการพิจารณากำหนดราคาที่สมควร กลับปล่อยปละละเลย ให้รองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย (รองปลัดฝ่ายบริหาร) ซึ่งอ่อนประสบการณ์ และมีความรู้ความสามารถไม่พอเพียง
"รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร ปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) ซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียว รับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนี้ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดกระทรวงฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฎิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมวดเงินให้ตรงตามที่ได้รับจัดสรรเท่านั้น" นพ.บรรลุ กล่าว
นพ.บรรลุ กล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยตนเอง ประกอบกับการไม่มีคณะกรรมการมาร่วมพิจารณา และไม่มีเกณฑ์วางไว้ งานจึงไม่มีระบบ ใครจะของบอย่างไรก็ขอจะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบและขาดความรู้ความสามารถแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สำหรับนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง ส่อเจตนาไม่สุจริต และการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสธ. ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วมีข้อเสนอ ดังนี้
1.ควรมีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง รายการครุภัณฑ์การแพทย์ และรายการรถพยาบาล ทั้งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอื่นๆ โดยเฉพาะกรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะต้องได้สัดส่วนเหมาะสมกัน ทั้งนี้ ควรดำเนินการโดยมุ่งคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง มิใช่ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง และสร้างปัญหาในระยะยาว โดยปลัด สธ. จะต้องลงมาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างสมเหตุสมผล โปร่งใส ใช้บุคลากร สธ. ที่มีคุณภาพซึ่งมีอยู่มากช่วยกันทำ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน
2.ควรมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องทั้งที่ยังรับราชการและที่เกษียณอายุไปแล้ว ในกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นความผิดที่ได้ทำมา เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
3.ควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม "กฎเหล็ก 9 ข้อ" ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ "เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด" และข้อ 9 ที่ระบุว่า "ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"
นพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการและกรรมการฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่มีความผิดชัดเจน แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
ฝ่ายข้าราชการการเมือง มี 4 ราย ได้แก่
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงสาธารณสุข ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่และไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นในสธ.ในฐานะเจ้ากระทรวง
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมที่ส่อในการทุจริต คือ ไม่ดูแลโครงการไทยเข้มแข็งแต่ล้วงลูกดึงงบเข้าจังหวัดราชบุรี และนัดทานข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตโดยนัดทานข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล และ
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดเป็นผู้ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด(ยูวี แฟน)
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนข้าราชการประจำ มี 8 ราย ได้แก่
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดสธ. ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณมากระดับ8.6 หมื่นล้านบาทกลับไม่ดูแลด้วยตนเอง เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดสธ. ฐานความผิดไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณมาก โดยให้สำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคที่มีผู้ทำงานกว่า 50 คนดูแล โครงการใหญ่ขนาดนี้ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ขณะนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ฐานความผิดที่มีการปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
4. นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ ฐานความผิดจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟน
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนรายที่ 6-8 พบว่า บกพร่องต่อหน้าที่แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต คือ
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.ในปัจจุบัน ฐานความผิดที่สมัยเป็นรองปลัดสธ.รับผิดชอบสบภ. แต่โครงการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของพญ.ศิริพรดูแล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ฐานความผิดที่รับผิดชอบการดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งแต่ปัดความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น อ้างว่าทำหน้าที่เพียงการตรวจสอบยอดการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 6 สมัยนั้นดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ ฐานความผิดให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนราคาแพง
"หมอชนบท"พอใจผลสอบสวน
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุด นพ.บรรลุ อย่างมาก ที่สามารถหาคนผิดได้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของนักการเมืองที่ส่อทุจริต เพราะยืนยันมาตลอดว่ามีนักการเมืองพัวพัน 100% อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามดูผลการลงโทษคนผิดต่อไป
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติก่อนการเมืองภายในพรรคและความอยู่รอดของรัฐบาล ส่วนการเดินหน้าต่อของโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ควรจัดตามยุทธศาสตร์สุขภาพของประเทศ ไม่ใช่จัดตามพื้นที่ของนักการเมือง และต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการที่มีคนนอก สธ.ที่สังคมให้ความเชื่อถือมาช่วยให้ความเห็นเช่น ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เป็นต้น
มติชนออนไลน์, 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.บรรลุ ศิริพานิช ในฐานประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกรรมการ ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งของ สธ. และมอบหลักฐาน จำนวน 4,733 แผ่น ให้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้กรรมการตรวจสอบฯ หลังใช้เวลาสอบสวนนานร่วม 2 เดือน
จากนั้นเวลา 14.20 น. นพ.บรรลุ ได้เปิดแถลงข่าวรายงานผลการตรวจสอบให้สื่อมวลชนรับทราบ โดยนพ.บรรลุ แถลงว่า ผลการสอบสวนโดยภาพรวมพบว่า การจัดตั้งงบประมาณ มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ที่น่าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ ไทยเข้มแข็ง สมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่างกว้างขึ้น ประชาชนต้องหลั่งไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และ เพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มีความกระจุกตัวในบางจังหวัด ในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 โรง และยังมีโรงพยาบาลศูนย์อยู่อีก 1 โรง ทั้งที่ส่วนใหญ่ จังหวัดหนึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดเพียงแห่งเดียว ขณะที่ บางจังหวัดซึ่งขาดแคลนกลับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ มีการจัดซื้อสิ่งไม่จำเป็น และราคาแพงจำนวนมาก นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต ครุภัณฑ์บางอย่าง หน่วยงานมิได้ต้องการหรือขอมา กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้น ครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สาเหตุของความบกพร่องผิดพลาด ส่อไปในทางจะทำให้เกิดทุจริต สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร โครงการใหญ่ขนาดนี้ ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบาย และหลักเกณฑ์การพิจารณา ทั้งในเรื่องการกระจายงบประมาณอย่างเหมาะสม และการพิจารณากำหนดราคาที่สมควร กลับปล่อยปละละเลย ให้รองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย (รองปลัดฝ่ายบริหาร) ซึ่งอ่อนประสบการณ์ และมีความรู้ความสามารถไม่พอเพียง
"รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร ปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) ซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียว รับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนี้ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดกระทรวงฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฎิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมวดเงินให้ตรงตามที่ได้รับจัดสรรเท่านั้น" นพ.บรรลุ กล่าว
นพ.บรรลุ กล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยตนเอง ประกอบกับการไม่มีคณะกรรมการมาร่วมพิจารณา และไม่มีเกณฑ์วางไว้ งานจึงไม่มีระบบ ใครจะของบอย่างไรก็ขอจะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบและขาดความรู้ความสามารถแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า สำหรับนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง ส่อเจตนาไม่สุจริต และการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสธ. ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วมีข้อเสนอ ดังนี้
1.ควรมีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง รายการครุภัณฑ์การแพทย์ และรายการรถพยาบาล ทั้งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอื่นๆ โดยเฉพาะกรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะต้องได้สัดส่วนเหมาะสมกัน ทั้งนี้ ควรดำเนินการโดยมุ่งคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง มิใช่ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง และสร้างปัญหาในระยะยาว โดยปลัด สธ. จะต้องลงมาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างสมเหตุสมผล โปร่งใส ใช้บุคลากร สธ. ที่มีคุณภาพซึ่งมีอยู่มากช่วยกันทำ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน
2.ควรมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องทั้งที่ยังรับราชการและที่เกษียณอายุไปแล้ว ในกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นความผิดที่ได้ทำมา เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
3.ควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม "กฎเหล็ก 9 ข้อ" ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ "เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด" และข้อ 9 ที่ระบุว่า "ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"
นพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการและกรรมการฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่มีความผิดชัดเจน แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
ฝ่ายข้าราชการการเมือง มี 4 ราย ได้แก่
1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงสาธารณสุข ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่และไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นในสธ.ในฐานะเจ้ากระทรวง
2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมที่ส่อในการทุจริต คือ ไม่ดูแลโครงการไทยเข้มแข็งแต่ล้วงลูกดึงงบเข้าจังหวัดราชบุรี และนัดทานข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย
3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตโดยนัดทานข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล และ
4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานความผิดเป็นผู้ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด(ยูวี แฟน)
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนข้าราชการประจำ มี 8 ราย ได้แก่
1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดสธ. ฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณมากระดับ8.6 หมื่นล้านบาทกลับไม่ดูแลด้วยตนเอง เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดสธ. ฐานความผิดไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณมาก โดยให้สำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคที่มีผู้ทำงานกว่า 50 คนดูแล โครงการใหญ่ขนาดนี้ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ขณะนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ฐานความผิดที่มีการปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
4. นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ ฐานความผิดจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต
5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสาธารณสุขภูมิภาค(สบภ.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟน
นพ.วิชัย กล่าวว่า ส่วนรายที่ 6-8 พบว่า บกพร่องต่อหน้าที่แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต คือ
6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.ในปัจจุบัน ฐานความผิดที่สมัยเป็นรองปลัดสธ.รับผิดชอบสบภ. แต่โครงการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของพญ.ศิริพรดูแล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ฐานความผิดที่รับผิดชอบการดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งแต่ปัดความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น อ้างว่าทำหน้าที่เพียงการตรวจสอบยอดการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น
8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 6 สมัยนั้นดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ ฐานความผิดให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนราคาแพง
"หมอชนบท"พอใจผลสอบสวน
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุด นพ.บรรลุ อย่างมาก ที่สามารถหาคนผิดได้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของนักการเมืองที่ส่อทุจริต เพราะยืนยันมาตลอดว่ามีนักการเมืองพัวพัน 100% อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามดูผลการลงโทษคนผิดต่อไป
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติก่อนการเมืองภายในพรรคและความอยู่รอดของรัฐบาล ส่วนการเดินหน้าต่อของโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ควรจัดตามยุทธศาสตร์สุขภาพของประเทศ ไม่ใช่จัดตามพื้นที่ของนักการเมือง และต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการที่มีคนนอก สธ.ที่สังคมให้ความเชื่อถือมาช่วยให้ความเห็นเช่น ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เป็นต้น
มติชนออนไลน์, 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สอบไทยเข้มแข็ง 8 ข้าราชการ 4 นักการเมืองทุจริต
สอบไทยเข้มแข็ง 8 ข้าราชการ 4 นักการเมืองทุจริต
"หมอบรรลุ"เผยผล สอบไทยเข้มแข็งมี 8 ข้าราชการประจำ 4 นักการเมือง เกี่ยวปัญหาส่อทุจริต แนะนายกรัฐมนตรีรื้อไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข
นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้แถลงข่าวผลสรุปการตรวจสอบหลังจากได้เข้ารายงานต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ พร้อมมอบพยานหลักฐานจำนวน 4,733 หน้า โดย นพ.บรรลุ กล่าวว่า ผลการสอบสวนโดยรวม พบว่า การจัดตั้งงบประมาณดังกล่าว มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง เช่น การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ไทยเข้มแข็งสมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหา คือ
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้างเป็นการมุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่าง กว่างขึ้น ประชาชนต้องรั่วไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้างมีความกระจุกตัวในบางจังหวัดในลักษณะมือใครสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ที่มีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง ทั้งที่จังหวัดหนึ่งจะมีโรงพยาบาลจังหวัดเพียงแห่เดียวขณะที่บางจังหวัดซึ่ง ขาดแคลนกับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์มีการจัดซื้อ สิ่งไม่จำเป็นและราคาแพงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต นอกจากนี้ครุภัณฑ์บางอย่างหน่วยงานไม่ได้ต้องการหรือขอมา แต่กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้นครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
และ 4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุของความบกพร่องผิดพลาดที่ส่อไปในทางจะทำให้เกิดการทุจริตนั้น คณะกรรมาการฯ ได้สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร ซึ่งโครงการใหญ่ขนาดนี้ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การพิจารณา แต่กลับปล่อยปละละเลยให้รองปลัดฝ่ายบริหารที่ได้รับมอบหมายที่อ่อนต่อ ประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร โดยปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค (สบภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียวแต่ต้องรับผิดชอบงานโครงการใหญ่ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฏิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมาดเงินให้ตรงตามที่ได้รับการจัดสรร เท่านั้น
การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่ลงมารับผิดชอบโดยตรง งานจึงไม่มีระบบ ใครจะขออย่างไรก็ขอ จะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาทั้งหมดเห็นว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ในความบกพร่องที่เกิดขึ้น ส่อเจตนาไม่สุจริตเช่นกัน และยังเป็นการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตนเอง รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากผลสรุปสอบดังกล่าวแล้ว ทางคณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอต่อนากยกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจากนี้ คือ ควรให้มีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ และรถพยาบาล ทั้งในส่วนสำนักปลัด กรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากรที่ต้องได้สัดส่วนเหมาะสมเพื่อให้ความเข้มแข็ง ต่อประเทศ ไม่ใช่ทำให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมา และปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์วิธีการอย่างเหมาะสม โปร่งใส และต้องมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่ยังรับราชการและเกษียณอายุไปแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป และควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม “กฎเหล็ก 9 ข้อ” ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อ 2 เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด และข้อ 9 ที่ระบุว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ด้านนพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการคณะกรรมการฯ กล่าวว่า รายงานสอบสวนนี้ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ส่วนจะส่งไปยัง ปปช.หรือไม่นั้น อาจมีบางเรื่องที่ต้องส่งไป แต่ทั้งนี้ก็ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี สำหรับรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโครงการไทยเข้มแข็งนี้ในส่วนข้า ราชการประจำมี 8 คน คือ 1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2. พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3. นายกษิณ วิเศษสิทธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน 4.นพ.สุชาติ เลาหบริพัตร อดีต ผอ.สำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิ 5.นพ.ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 6. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และ 7.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสด์ อดีตผู้ตรวจราชการเขต 6 สำหรับในส่วนข้าราชการการเมืองนั้น มี 4คน ได้แก่ 1.นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข 2.นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข 3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และ 4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารมว.สธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการระบุว่า นายมานิต ส่อว่าจะมีการฮั้วรถพยาบาลมีหลักฐานอย่างไร นพ.บรรลุ กล่าวว่า กรณีการจัดซื้อรถพยาบาลผู้สื่อข่าวได้นำเสนอปัญหาการฮั้วก่อน และจากการสอบสวนของคณะกรรมการพบว่า มีข้อเท็จจริง คือมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้จัดสรรรถพยาบาล บริษัทจำหน่ายและล็อบบี้ยิส และยังพบว่าในการหารือดังกล่าวมีนายมานิตและนางศิริวรรณอยู่ในวงการหารือ จึงเชื่อว่ามีการฮั้วรถพยาบาล ทั้งนี้จึงต้องเข้าใจว่า การสอบสวนเป็นเรื่องยากเพราะยังไม่มีการทุจริต เป็นเพียงแต่ส่อทุจริต จึงต้องใช้เวลาสอบสวน
กรุงเทพธุรกิจ, 28 ธันวาคม 2552
"หมอบรรลุ"เผยผล สอบไทยเข้มแข็งมี 8 ข้าราชการประจำ 4 นักการเมือง เกี่ยวปัญหาส่อทุจริต แนะนายกรัฐมนตรีรื้อไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข
นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้แถลงข่าวผลสรุปการตรวจสอบหลังจากได้เข้ารายงานต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ พร้อมมอบพยานหลักฐานจำนวน 4,733 หน้า โดย นพ.บรรลุ กล่าวว่า ผลการสอบสวนโดยรวม พบว่า การจัดตั้งงบประมาณดังกล่าว มีพฤติกรรมและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง เช่น การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร โดยหลายรายการตั้งราคาไว้สูงมาก และมีพฤติกรรมบางประการที่ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ไทยเข้มแข็งสมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
นพ.บรรลุ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหา คือ
1.งบประมาณสิ่งก่อสร้างเป็นการมุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้ช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกถ่าง กว่างขึ้น ประชาชนต้องรั่วไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีป่วยหนัก
2.งบประมาณสิ่งก่อสร้างมีความกระจุกตัวในบางจังหวัดในลักษณะมือใครสาวได้สาวเอา เช่น จังหวัดราชบุรี ที่มีโรงพยาบาลระดับจังหวัดอยู่แล้วถึง 3 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง ทั้งที่จังหวัดหนึ่งจะมีโรงพยาบาลจังหวัดเพียงแห่เดียวขณะที่บางจังหวัดซึ่ง ขาดแคลนกับได้รับการจัดสรรน้อย
3.งบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์มีการจัดซื้อ สิ่งไม่จำเป็นและราคาแพงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษาในอนาคต นอกจากนี้ครุภัณฑ์บางอย่างหน่วยงานไม่ได้ต้องการหรือขอมา แต่กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนั้นครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
และ 4.งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ โดยงบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมากจัดซื้อจัดจ้างไว้ ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า
นพ.บรรลุ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุของความบกพร่องผิดพลาดที่ส่อไปในทางจะทำให้เกิดการทุจริตนั้น คณะกรรมาการฯ ได้สรุปสาระใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1.ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร ซึ่งโครงการใหญ่ขนาดนี้ปลัดกระทรวงควรลงไปดูแลเอง และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การพิจารณา แต่กลับปล่อยปละละเลยให้รองปลัดฝ่ายบริหารที่ได้รับมอบหมายที่อ่อนต่อ ประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่เท่าที่ควร โดยปล่อยให้เป็นภาระของสำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค (สบภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใน มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 53 คน มีแพทย์คนเดียวแต่ต้องรับผิดชอบงานโครงการใหญ่ ในขณะที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบการกำกับดูแลของรองปลัดฝ่ายบริหาร มีข้าราชการปฏิบัติงานทั้งสิ้น 283 คน กลับปัดความรับผิดชอบ อ้างว่ามีหน้าที่เพียงตรวจสอบยอดและหมาดเงินให้ตรงตามที่ได้รับการจัดสรร เท่านั้น
การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่ลงมารับผิดชอบโดยตรง งานจึงไม่มีระบบ ใครจะขออย่างไรก็ขอ จะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน ตามใจของผู้มีอำนาจ นอกจากแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบแล้ว ยังส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการทุจริตด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาทั้งหมดเห็นว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ในความบกพร่องที่เกิดขึ้น ส่อเจตนาไม่สุจริตเช่นกัน และยังเป็นการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ได้ ส่วนนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตนเอง รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาลด้วย
นพ.บรรลุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากผลสรุปสอบดังกล่าวแล้ว ทางคณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอต่อนากยกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจากนี้ คือ ควรให้มีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ และรถพยาบาล ทั้งในส่วนสำนักปลัด กรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากรที่ต้องได้สัดส่วนเหมาะสมเพื่อให้ความเข้มแข็ง ต่อประเทศ ไม่ใช่ทำให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมา และปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง มีหลักเกณฑ์วิธีการอย่างเหมาะสม โปร่งใส และต้องมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่ยังรับราชการและเกษียณอายุไปแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป และควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม “กฎเหล็ก 9 ข้อ” ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อ 2 เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด และข้อ 9 ที่ระบุว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ด้านนพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการคณะกรรมการฯ กล่าวว่า รายงานสอบสวนนี้ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ส่วนจะส่งไปยัง ปปช.หรือไม่นั้น อาจมีบางเรื่องที่ต้องส่งไป แต่ทั้งนี้ก็ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี สำหรับรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโครงการไทยเข้มแข็งนี้ในส่วนข้า ราชการประจำมี 8 คน คือ 1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2. พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3. นายกษิณ วิเศษสิทธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน 4.นพ.สุชาติ เลาหบริพัตร อดีต ผอ.สำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิ 5.นพ.ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 6. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และ 7.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสด์ อดีตผู้ตรวจราชการเขต 6 สำหรับในส่วนข้าราชการการเมืองนั้น มี 4คน ได้แก่ 1.นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข 2.นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข 3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และ 4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารมว.สธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการระบุว่า นายมานิต ส่อว่าจะมีการฮั้วรถพยาบาลมีหลักฐานอย่างไร นพ.บรรลุ กล่าวว่า กรณีการจัดซื้อรถพยาบาลผู้สื่อข่าวได้นำเสนอปัญหาการฮั้วก่อน และจากการสอบสวนของคณะกรรมการพบว่า มีข้อเท็จจริง คือมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้จัดสรรรถพยาบาล บริษัทจำหน่ายและล็อบบี้ยิส และยังพบว่าในการหารือดังกล่าวมีนายมานิตและนางศิริวรรณอยู่ในวงการหารือ จึงเชื่อว่ามีการฮั้วรถพยาบาล ทั้งนี้จึงต้องเข้าใจว่า การสอบสวนเป็นเรื่องยากเพราะยังไม่มีการทุจริต เป็นเพียงแต่ส่อทุจริต จึงต้องใช้เวลาสอบสวน
กรุงเทพธุรกิจ, 28 ธันวาคม 2552
Tuesday, October 13, 2009
ผลสอบสธ.ชี้ชัดยัดไส้ซื้อครุภัณฑ์ ฟันข้าราชการไร้เงานักการเมือง
ผลสอบสธ.ชี้ชัดยัดไส้ซื้อครุภัณฑ์ ฟันข้าราชการไร้เงานักการเมือง
สธ. เผยผลสอบ "โครงการไทยเข้มแข็ง" พบยัดไส้จัดซื้อจริง รพ.ไม่ได้ขอ ทั้งยูวีแฟน เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ โดยเฉพาะเครื่องตรวจชีวเคมีในเลือดจัดซื้อถึง 40 เครื่องๆ ละ 3 ล้านบาท เผยข้าราชการมีเอี่ยว แต่ขออุบชื่อ "ไอ้โม่ง" ก่อน พร้อมตั้ง คกก.สอบวินัย ด้าน "วิทยา" รับมีบีบให้ลาออกจาก รมว.สธ.จริง แต่ชี้แจง พรรคเข้าใจ ขอเวลา 1 วันหารือตั้งคณะกรรมการคนนอก ด้าน "หมอเกรียง" ผิดหวัง ผลสอบฟันแค่ข้าราชการประจำ ไม่มีนักการเมืองเอี่ยว
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ และคณะกรรมการทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวผลการตรวจสอบ ภายหลังจากที่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มีคำสั่งแต่งตั้งและให้สรุปภายใน 2 สัปดาห์
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบหลังดำเนินการ 1 สัปดาห์ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
1.มีการจัดสรรครุภัณฑ์บางรายการที่ไม่ตรงกับความต้องการ และไม่มีคำขอแต่กลับมีการจัดสรรให้ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระบบยูวี-แฟน
2.มีการจัดสรรเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และไม่เหมาะสม เช่น เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลชุมชน แต่กลับมีรายการจัดซื้อ
3.สิ่งก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้สูงกว่าที่เคยก่อสร้างมาจากการประเมิน เช่น อาคารพักพยาบาล 24 ห้อง ที่มีการวางงบประมาณที่มากกว่าราคากลาง ซึ่งมีเหตุผลจากการประเมินราคาในอนาคตทำให้ราคาสูงกล่าวปกติ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงให้ทบทวนหามาตรการคำนวณให้สมเหตุ สมผลมากกว่านี้ โดยให้หน่วยงานภายนอกมาร่วมคำนวณราคารวมกับกองแบบแผน
"หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเพื่อให้ทราบว่ามีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความบกพร่องในการจัดซื้อที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องสอบสวนต่อไปว่า เกิดโดยเจตนา หรือความไม่รอบคอบ แต่เพื่อความเป็นธรรมและปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบ สวนขึ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ และให้โอกาสบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อนที่จะมีการเปิดเผยชื่อบุคคล เหล่านั้นได้ ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นแค่การตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น"
สั่งทุกจังหวัดทบทวนรายการจัดซื้อ
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดไปทบทวนรายการ จัดซื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ทบทวนรายการจัดซื้อในโรงพยาบาลชุมชน และ นพ.วีรพงษ์ เพ่งวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา ทบทวนรายการจัดซื้อใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และศูนย์ และในอีก 2 สัปดาห์ จะเชิญคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุมกันใหม่เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อใน โครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด
ส่วนผลสอบสวนมีข้าราชการและนักการเมืองเกี่ยว ข้องกี่คน นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงยังไม่สามารถลงรายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่ยอมรับว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งจะสอบสวนให้เร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการชุด นพ.เสรี ชี้แล้วว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น และนำเสนอรายงานผลสอบมายังตนเพื่อเร่งตั้ง คณะกรรมการสอบต่อไป
ต่อข้อซักถามว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีใบสั่งจากการเมืองจริงหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า "คงเป็นที่รับทราบว่ามีข้าราชการระดับ ผอ.ไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ ซึ่งก็มีคนที่เกี่ยวข้องจริง"
ชี้มีแค่ข้าราชการพัวพัน
ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก ประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเพียงแค่เรียกข้าราชการ และสรุปเฉพาะแค่ ข้าราชการเท่านั้น และลูกจ้างในกระทรวงมาชี้แจงเท่านั้น ส่วนคนนอกไม่มีสิทธิเรียกมาให้ข้อมูลได้ ดังนั้นกรณีที่เป็นข่าวอักษรย่อก่อนหน้านี้ จึงไม่มีสิทธิเรียกมาสอบได้ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า มีรายการจัดซื้อที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะเครื่องตรวจสารเคมีในเลือดมูลค่า 3 ล้านบาท ที่ไม่จำเป็น ไม่มีการขอแต่กลับมีการสั่งจัดซื้อให้กับโรงพยาบาลเล็กขนาด 30 เตียงถึง 40 แห่ง จึงมีการตั้งคำถาม รวมทั้งเครื่องยูวี-แฟนและเครื่องดมยาสลบ ที่เป็นหลักฐานชัดเจน
ตั้งกรรมการคนนอกตรวจซ้ำ
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งสธ.ว่า ขอเวลาอีก 1 วันเพื่อพูดคุยกับ นพ.เสรี หงษ์หยก ก่อน และจึงจะพิจารณาว่าจะจัดตั้งคณะกรรมการคนนอกเพื่อสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตรวจของคณะกรรมการทุกชุด โดยให้ทำงานเป็นอิสระ ส่วนที่การไม่มีเปิดเผยรายชื่อผู้ที่พัวพันปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในครั้ง นี้นั้น เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายสธ.แนะนำเพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อน
หมอชนบทผิดหวังผลสอบ
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนว่าพูดไม่หมด เนื่องจากผลการสอบไม่มีถึงฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง จึงรู้สึกไม่สบายใจ และคลางแคลงใจ กังวลว่าในสุดเรื่องนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอที่สั่งดำเนินการ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจในระดับล่างทำงานให้ผู้มีอำนาจในระดับบน ก็จะยังมีความเกรงกันอยู่ ดังนั้น จึงเสนอว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นคนนอกเข้ามาตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณีสอบทุจริตยา
สำหรับผู้ที่เหมาะมาเป็นประธานคณะกรรมการกลาง เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้นั้น ตนยังเห็นว่า นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขมานาน เป็นคนมีความรู้ มีบารมี เกียรติภูมิน่าเชื่อถือ หากผลสอบของ นพ.บรรลุ ระบุว่า ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวตนก็จะเชื่อ แต่เมื่อการสอบยังดำเนินการโดยคนในกระทรวง ตนจึงไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบนี้
"ผมสงสัยว่า ทำไมผลสอบในครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงฝ่ายการเมืองเลย ทั้งๆ ก็มีการให้ข้อมูลฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ และมีการรับรู้เป็นวงกว้าง แต่กรรมการชุดนี้กลับไม่รู้และไม่พูดถึงเลย" ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว
ครม.แต่งตั้งซี9-10สธ.
นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายมานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายนรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นอธิบดีกรมอนามัย นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นาย
ทนงสรรค์ สุธาธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นายสถาพร วงษ์เจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง และนางวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย คือ นายศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์ นางชุติมา กาญจนวงศ์ และนายศุภชัย ไพบูลย์ผล ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงานอีก 1 ราย คือ น.ส.นันธิกา ทังสุพาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตรวจราชการ
พท.ตั้งคณะ กก.เงาบี้ทุจริตรายกระทรวง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ถึงการตั้งคณะกรรมการติดตามการทุจริตของรัฐบาลรายกระทรวง ว่า แกนนำพรรคเสนอให้มีคณะกรรมการเงาติดตามรายกระทรวงการทุจริตและทำงานผิด กฎหมาย รวมถึงการใช้งบไทยเข้มแข็งโดยให้ ส.ส.เข้าชื่อว่าอยากเป็นกรรมการชุดไหน
ทั้งนี้ กรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มติดตามการตรวจสอบงบชุมชนพอเพียง รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุข ที่รัฐมนตรีบอกว่ายังไม่มีการโกงเพราะยังไม่ได้อนุมัติเป็นการพูดจาตามพรรค ประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีการยัดไส้ครุภัณฑ์ซึ่งถือว่าโกงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่นายกฯ กลับถามหาใบเสร็จ คิดว่าสุดท้ายคงไม่พ้นข้าราชการ ทั้งนี้การทำงานของคณะกรรมการเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สธ. เผยผลสอบ "โครงการไทยเข้มแข็ง" พบยัดไส้จัดซื้อจริง รพ.ไม่ได้ขอ ทั้งยูวีแฟน เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ โดยเฉพาะเครื่องตรวจชีวเคมีในเลือดจัดซื้อถึง 40 เครื่องๆ ละ 3 ล้านบาท เผยข้าราชการมีเอี่ยว แต่ขออุบชื่อ "ไอ้โม่ง" ก่อน พร้อมตั้ง คกก.สอบวินัย ด้าน "วิทยา" รับมีบีบให้ลาออกจาก รมว.สธ.จริง แต่ชี้แจง พรรคเข้าใจ ขอเวลา 1 วันหารือตั้งคณะกรรมการคนนอก ด้าน "หมอเกรียง" ผิดหวัง ผลสอบฟันแค่ข้าราชการประจำ ไม่มีนักการเมืองเอี่ยว
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ และคณะกรรมการทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวผลการตรวจสอบ ภายหลังจากที่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มีคำสั่งแต่งตั้งและให้สรุปภายใน 2 สัปดาห์
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบหลังดำเนินการ 1 สัปดาห์ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
1.มีการจัดสรรครุภัณฑ์บางรายการที่ไม่ตรงกับความต้องการ และไม่มีคำขอแต่กลับมีการจัดสรรให้ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระบบยูวี-แฟน
2.มีการจัดสรรเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และไม่เหมาะสม เช่น เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลชุมชน แต่กลับมีรายการจัดซื้อ
3.สิ่งก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้สูงกว่าที่เคยก่อสร้างมาจากการประเมิน เช่น อาคารพักพยาบาล 24 ห้อง ที่มีการวางงบประมาณที่มากกว่าราคากลาง ซึ่งมีเหตุผลจากการประเมินราคาในอนาคตทำให้ราคาสูงกล่าวปกติ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงให้ทบทวนหามาตรการคำนวณให้สมเหตุ สมผลมากกว่านี้ โดยให้หน่วยงานภายนอกมาร่วมคำนวณราคารวมกับกองแบบแผน
"หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเพื่อให้ทราบว่ามีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความบกพร่องในการจัดซื้อที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องสอบสวนต่อไปว่า เกิดโดยเจตนา หรือความไม่รอบคอบ แต่เพื่อความเป็นธรรมและปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบ สวนขึ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ และให้โอกาสบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อนที่จะมีการเปิดเผยชื่อบุคคล เหล่านั้นได้ ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นแค่การตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น"
สั่งทุกจังหวัดทบทวนรายการจัดซื้อ
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดไปทบทวนรายการ จัดซื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ทบทวนรายการจัดซื้อในโรงพยาบาลชุมชน และ นพ.วีรพงษ์ เพ่งวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา ทบทวนรายการจัดซื้อใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และศูนย์ และในอีก 2 สัปดาห์ จะเชิญคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุมกันใหม่เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อใน โครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด
ส่วนผลสอบสวนมีข้าราชการและนักการเมืองเกี่ยว ข้องกี่คน นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงยังไม่สามารถลงรายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่ยอมรับว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งจะสอบสวนให้เร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการชุด นพ.เสรี ชี้แล้วว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น และนำเสนอรายงานผลสอบมายังตนเพื่อเร่งตั้ง คณะกรรมการสอบต่อไป
ต่อข้อซักถามว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีใบสั่งจากการเมืองจริงหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า "คงเป็นที่รับทราบว่ามีข้าราชการระดับ ผอ.ไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ ซึ่งก็มีคนที่เกี่ยวข้องจริง"
ชี้มีแค่ข้าราชการพัวพัน
ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก ประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 6 รายการ กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเพียงแค่เรียกข้าราชการ และสรุปเฉพาะแค่ ข้าราชการเท่านั้น และลูกจ้างในกระทรวงมาชี้แจงเท่านั้น ส่วนคนนอกไม่มีสิทธิเรียกมาให้ข้อมูลได้ ดังนั้นกรณีที่เป็นข่าวอักษรย่อก่อนหน้านี้ จึงไม่มีสิทธิเรียกมาสอบได้ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า มีรายการจัดซื้อที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะเครื่องตรวจสารเคมีในเลือดมูลค่า 3 ล้านบาท ที่ไม่จำเป็น ไม่มีการขอแต่กลับมีการสั่งจัดซื้อให้กับโรงพยาบาลเล็กขนาด 30 เตียงถึง 40 แห่ง จึงมีการตั้งคำถาม รวมทั้งเครื่องยูวี-แฟนและเครื่องดมยาสลบ ที่เป็นหลักฐานชัดเจน
ตั้งกรรมการคนนอกตรวจซ้ำ
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งสธ.ว่า ขอเวลาอีก 1 วันเพื่อพูดคุยกับ นพ.เสรี หงษ์หยก ก่อน และจึงจะพิจารณาว่าจะจัดตั้งคณะกรรมการคนนอกเพื่อสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตรวจของคณะกรรมการทุกชุด โดยให้ทำงานเป็นอิสระ ส่วนที่การไม่มีเปิดเผยรายชื่อผู้ที่พัวพันปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในครั้ง นี้นั้น เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายสธ.แนะนำเพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงก่อน
หมอชนบทผิดหวังผลสอบ
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนว่าพูดไม่หมด เนื่องจากผลการสอบไม่มีถึงฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง จึงรู้สึกไม่สบายใจ และคลางแคลงใจ กังวลว่าในสุดเรื่องนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอที่สั่งดำเนินการ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจในระดับล่างทำงานให้ผู้มีอำนาจในระดับบน ก็จะยังมีความเกรงกันอยู่ ดังนั้น จึงเสนอว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นคนนอกเข้ามาตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณีสอบทุจริตยา
สำหรับผู้ที่เหมาะมาเป็นประธานคณะกรรมการกลาง เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้นั้น ตนยังเห็นว่า นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขมานาน เป็นคนมีความรู้ มีบารมี เกียรติภูมิน่าเชื่อถือ หากผลสอบของ นพ.บรรลุ ระบุว่า ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวตนก็จะเชื่อ แต่เมื่อการสอบยังดำเนินการโดยคนในกระทรวง ตนจึงไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบนี้
"ผมสงสัยว่า ทำไมผลสอบในครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงฝ่ายการเมืองเลย ทั้งๆ ก็มีการให้ข้อมูลฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาฯ และมีการรับรู้เป็นวงกว้าง แต่กรรมการชุดนี้กลับไม่รู้และไม่พูดถึงเลย" ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว
ครม.แต่งตั้งซี9-10สธ.
นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายมานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายนรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นอธิบดีกรมอนามัย นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นาย
ทนงสรรค์ สุธาธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง นายสถาพร วงษ์เจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง และนางวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย คือ นายศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์ นางชุติมา กาญจนวงศ์ และนายศุภชัย ไพบูลย์ผล ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงานอีก 1 ราย คือ น.ส.นันธิกา ทังสุพาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตรวจราชการ
พท.ตั้งคณะ กก.เงาบี้ทุจริตรายกระทรวง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ถึงการตั้งคณะกรรมการติดตามการทุจริตของรัฐบาลรายกระทรวง ว่า แกนนำพรรคเสนอให้มีคณะกรรมการเงาติดตามรายกระทรวงการทุจริตและทำงานผิด กฎหมาย รวมถึงการใช้งบไทยเข้มแข็งโดยให้ ส.ส.เข้าชื่อว่าอยากเป็นกรรมการชุดไหน
ทั้งนี้ กรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มติดตามการตรวจสอบงบชุมชนพอเพียง รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุข ที่รัฐมนตรีบอกว่ายังไม่มีการโกงเพราะยังไม่ได้อนุมัติเป็นการพูดจาตามพรรค ประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีการยัดไส้ครุภัณฑ์ซึ่งถือว่าโกงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่นายกฯ กลับถามหาใบเสร็จ คิดว่าสุดท้ายคงไม่พ้นข้าราชการ ทั้งนี้การทำงานของคณะกรรมการเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Sunday, October 4, 2009
แพทย์ชนบทปูด 4 ข้อส่อทุจริต ซื้อเครื่องมือแพทย์ไทยเข้มแข็ง
แพทย์ชนบทปูด 4 ข้อส่อทุจริต ซื้อเครื่องมือแพทย์ไทยเข้มแข็ง
"แพทย์ชนบท" ออกโรงแฉไทยเข้มแข็งซ้ำ 4 ประเด็นส่อเค้าทุจริต เสนอรื้อโครงการใหม่ เชื่อประหยัดงบได้หมื่นล้าน ปูดค่าหัวคิวซื้อรถหวอ 1,000 คันๆ ละ 1 แสนบาท ราคากลางก่อสร้างเพิ่ม 20-50% ชี้ "ยูวี-แฟน" ตัวแทนจำหน่ายสนิทเมียนักการเมืองชื่อดัง ด้าน "วิทยา" รายงานโครงการไทยเข้มแข็งส่งกลิ่นให้ นายกฯ ทราบแล้ว ยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการภาย ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP2" มูลค่า 86,685.61 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV-FAN) ว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามีการประมูลจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้อธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการทุจริตตนก็ทราบจากนักข่าว ไม่มีใครร้องเรียนมายังตนโดยตรง ซึ่งนายกฯก็รับทราบ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ
แต่ยืนยันว่า การติดตามการทุจริตยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด ในการพิจารณาการจัดซื้อ โดยมีตัวแทนจาก รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน สสจ. ตัวแทนผู้ตรวจกระทรวง ร่วมดำเนินการทบทวนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องนี้อาจให้คณะกรรมการตรวจสอบดูก่อน ก่อนที่จะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตที่มีรายชื่อบริษัท จำหน่ายในเอกสารแนบท้าย เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องตามดูว่าออกมาจากจังหวัดใด ว่าเป็นแบบใด มีใครเอาชื่อไปใส่หรือเปล่า ต้องไปตามข้อมูลจากผู้ที่นำมาเผยแพร่ เพราะหากไปแกล้งคนดีๆ ก็จะเสียหาย ตนไม่อยากใครเป็นเหยื่อ คนดีๆ ต้องได้รับการปกป้อง
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ควรมีการทบทวนดังนี้
1.ราคาการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีราคากลางสูงเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาการก่อสร้างในปี 2551
ดังนั้นน่าจะมีการรื้อและทบทวนโครงการใหม่ หากทำได้จะประหยัดงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น อาคารหอพักพยาบาลที่สเปคเดียวกันจากเดิมราคากลาง 6.67 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9.57 ล้านบาท
2.มีการร้องเรียนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เข้าไปวิ่งเต้นโครงการใหญ่ 700-800 ล้านบาท ที่ จ.พิษณุโลกและนครสวรรค์
เพราะมีโควตาบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองจองไว้แล้ว กรณีนี้เป็นโจรร้องโจรทำให้ทราบข้อมูล
3. รถพยาบาล มีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับผู้จัดการศูนย์รถยนต์ที่เซ็นทรัล บางนา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท
ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คัน ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญ 2 รายการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องกระตุกหัวใจ ที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท
4.เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องดมยาสลบ ที่มีบางบริษัทให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แต่กลับมีการตั้งราคาถึง 1.5 ล้านบาท
ซึ่งตนเกรงว่าในบางพื้นที่ไม่รู้และมีการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ราคา 5-6 แสนบาท แต่ไปซื้อถึง 1.5 ล้านบาท จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
"ถ้านายวิทยาจริงใจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ สวนเพื่อดูรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้ขอไป แต่กลับจะให้มีการซื้อแบบปูพรมเต็มพื้นที่ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งหากยกเลิกได้ก็ยกเลิก" นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ควรเลือกประธานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่ควรเลือกผู้ตรวจราชการ
จี้ทบทวนจัดสรรงบใหม่
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งใหม่ เนื่องจากมีการจัดสรรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เห็นได้ชัดคืองบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลศูนย์ 94 แห่ง เป็นเงินกว่า 40,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลชุมชน 800 แห่ง ได้เพียงแค่ 8-9 พันล้านบาท ดังนั้นเรื่องนี้ต้องทบทวนให้กระจ่าง ไม่ใช่จัดสรรแบบสะเปะสะปะ และ ครม.ต้องกล้าตัดสินใจชะลอโครงการ เรื่องนี้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ตนจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภา
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่าการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต ว่า เป็นเรื่องที่มีการสอดไส้ลงไปทั้งที่ไม่มีการร้องขอจากพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าในท้ายที่สุดก็คงมีการยกเลิกโครงการนี้ไป จากการตรวจสอบบริษัทที่นำเข้าพบว่า ไม่ใช่บริษัทที่ไปเสนอราคาขายให้โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว แต่บริษัทที่ไปเสนอขายเป็นแค่ตัวแทน จำหน่ายเท่านั้น เท่าที่ทราบมีสายสัมพันธ์กับเมียนักการเมืองชื่อดัง
สธ.ชี้ 46 รายการแค่เสนอ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สธ. กล่าวว่า สถานีอนามัยได้งบประมาณกว่า 1.35 ล้านบาท โดย 5 แสนบาทเป็นงบปรับปรุงสถานีอนามัย ส่วนอีก 8.5 แสนบาท เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เดิมมีเพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น แต่ได้เพิ่มเป็น 46 รายการ ในการทำเรื่องเสนอของงบฯนั้น หากให้ทางสถานีอนามัยกว่า 9,000 แห่งเสนอมานั้นจะต้องคีย์ข้อมูลกว่าเป็นแสนๆ รายการ ใครจะทำ ทั้งยังมีเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงได้เชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องมา หารือเพื่อกำหนดครุภัณฑ์ที่ควรมีการจัดซื้อ โดยพิจารณาเฉพาะรายการใหญ่ๆ ส่วนรายการครุภัณฑ์ยิบย่อยนั้นสถานีอนามัยสามารถใช้งบลงทุน สปสช. จัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งไม่กระทบ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสนอสำนักงบประมาณในกลางเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 46 รายการนั้น ไม่ให้สธ.ซื้อทั้งหมด เป็นแค่รายการให้เลือกเท่านั้น ซึ่งบางรายการยังระบุด้วยว่า ให้จัดซื้อในกรณีที่มีแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้นในการใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะหากจัดซื้อทั้งหมดจะต้องใช้งบหลายล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักแสน
นพ.คำรณ ไชยสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า เหตุผลที่กำหนดราคาเครื่องยูวี-แฟน ที่ 40,000 บาท เนื่องจากไปดูราคาการจัดซื้อเมื่อปีก่อน ซึ่งมีโรงพยาบาลบางแห่งในภาคอีสานจัดซื้อ เมื่อมีการวิจารณ์ขึ้นก็ต้องบอกว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคากลาง แต่เป็นราคาที่ตั้งงบฯไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับครุภัณฑ์ 46 รายการ เช่น ชุดยูนิตทำฟัน 438,000 บาท เครื่องอัลตร้าซาวด์ 5 แสนบาท เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ ชนิด 12 ลีด พร้อมอ่านแปลผล 1.2 แสนบาท รถบรรทุกดีเซลขนาด 1 ตัน แบบมีช่องว่าด้านหลังคนขับ พร้อมหลังคาไฟเบอร์กลาส ราคา 5.6 แสนบาท ชุดอุปกรณ์ให้การรักษาทันตกรรม 1 แสนบาท ชุดกายภาพบำบัด 138,500 บาท หม้อต้มแผ่นให้ความร้อน 107,000 บาท เป็นต้น
เพื่อไทยเผยสั่งเพิ่มรายการครุภัณฑ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยสธ.ได้กำหนดรายการครุภัณฑ์ส่งให้สถานีอนามัย 20 รายการ ในเย็นวันศุกร์ พร้อมกำชับให้ส่งความต้องการว่าต้องการครุภัณฑ์อะไร ใน20 รายการนี้ ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8.5 แสนบาท และให้ส่งกลับมายังสาธารณสุขจังหวัดภายในวันจันทร์ จึงเกิดการทักท้วงโดยฝ่ายค้านและข้าราชการ ระบุว่าไม่ได้สำรวจความต้องการของแพทย์สาธารณสุขโดยตรง จึงมีการระงับโครงการไป แล้วเรียกประชุม แต่ก็ไม่ได้รับฟังความเห็นจากคนที่ต้องใช้ครุภัณฑ์เหล่านี้เท่าใดนัก แล้วจึงกำหนดรายการเพิ่มเป็น 46 รายการ แล้วส่งไปยังสถานีอนามัยใหม่ แต่ 20 รายการเดิมก็ยังคงอยู่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เคยเตือนในสภาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 2553 วาระ2 และ3 ให้ระวังการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการอ้างว่า นำไปให้โรงพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพทย์และศูนย์สุขภาพตำบลอยากได้งบ แต่ปรากฏว่าไปยัดเยียดอุปกรณ์ให้ไม่ตรงกับความต้องการ
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
"แพทย์ชนบท" ออกโรงแฉไทยเข้มแข็งซ้ำ 4 ประเด็นส่อเค้าทุจริต เสนอรื้อโครงการใหม่ เชื่อประหยัดงบได้หมื่นล้าน ปูดค่าหัวคิวซื้อรถหวอ 1,000 คันๆ ละ 1 แสนบาท ราคากลางก่อสร้างเพิ่ม 20-50% ชี้ "ยูวี-แฟน" ตัวแทนจำหน่ายสนิทเมียนักการเมืองชื่อดัง ด้าน "วิทยา" รายงานโครงการไทยเข้มแข็งส่งกลิ่นให้ นายกฯ ทราบแล้ว ยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการภาย ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP2" มูลค่า 86,685.61 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV-FAN) ว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามีการประมูลจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้อธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการทุจริตตนก็ทราบจากนักข่าว ไม่มีใครร้องเรียนมายังตนโดยตรง ซึ่งนายกฯก็รับทราบ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ
แต่ยืนยันว่า การติดตามการทุจริตยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด ในการพิจารณาการจัดซื้อ โดยมีตัวแทนจาก รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน สสจ. ตัวแทนผู้ตรวจกระทรวง ร่วมดำเนินการทบทวนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องนี้อาจให้คณะกรรมการตรวจสอบดูก่อน ก่อนที่จะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตที่มีรายชื่อบริษัท จำหน่ายในเอกสารแนบท้าย เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องตามดูว่าออกมาจากจังหวัดใด ว่าเป็นแบบใด มีใครเอาชื่อไปใส่หรือเปล่า ต้องไปตามข้อมูลจากผู้ที่นำมาเผยแพร่ เพราะหากไปแกล้งคนดีๆ ก็จะเสียหาย ตนไม่อยากใครเป็นเหยื่อ คนดีๆ ต้องได้รับการปกป้อง
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ควรมีการทบทวนดังนี้
1.ราคาการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีราคากลางสูงเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาการก่อสร้างในปี 2551
ดังนั้นน่าจะมีการรื้อและทบทวนโครงการใหม่ หากทำได้จะประหยัดงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น อาคารหอพักพยาบาลที่สเปคเดียวกันจากเดิมราคากลาง 6.67 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9.57 ล้านบาท
2.มีการร้องเรียนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เข้าไปวิ่งเต้นโครงการใหญ่ 700-800 ล้านบาท ที่ จ.พิษณุโลกและนครสวรรค์
เพราะมีโควตาบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองจองไว้แล้ว กรณีนี้เป็นโจรร้องโจรทำให้ทราบข้อมูล
3. รถพยาบาล มีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับผู้จัดการศูนย์รถยนต์ที่เซ็นทรัล บางนา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท
ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คัน ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญ 2 รายการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องกระตุกหัวใจ ที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท
4.เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องดมยาสลบ ที่มีบางบริษัทให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แต่กลับมีการตั้งราคาถึง 1.5 ล้านบาท
ซึ่งตนเกรงว่าในบางพื้นที่ไม่รู้และมีการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ราคา 5-6 แสนบาท แต่ไปซื้อถึง 1.5 ล้านบาท จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
"ถ้านายวิทยาจริงใจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ สวนเพื่อดูรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้ขอไป แต่กลับจะให้มีการซื้อแบบปูพรมเต็มพื้นที่ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งหากยกเลิกได้ก็ยกเลิก" นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ควรเลือกประธานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่ควรเลือกผู้ตรวจราชการ
จี้ทบทวนจัดสรรงบใหม่
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งใหม่ เนื่องจากมีการจัดสรรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เห็นได้ชัดคืองบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลศูนย์ 94 แห่ง เป็นเงินกว่า 40,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรให้โรงพยาบาลชุมชน 800 แห่ง ได้เพียงแค่ 8-9 พันล้านบาท ดังนั้นเรื่องนี้ต้องทบทวนให้กระจ่าง ไม่ใช่จัดสรรแบบสะเปะสะปะ และ ครม.ต้องกล้าตัดสินใจชะลอโครงการ เรื่องนี้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ตนจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภา
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่าการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลต ว่า เป็นเรื่องที่มีการสอดไส้ลงไปทั้งที่ไม่มีการร้องขอจากพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าในท้ายที่สุดก็คงมีการยกเลิกโครงการนี้ไป จากการตรวจสอบบริษัทที่นำเข้าพบว่า ไม่ใช่บริษัทที่ไปเสนอราคาขายให้โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว แต่บริษัทที่ไปเสนอขายเป็นแค่ตัวแทน จำหน่ายเท่านั้น เท่าที่ทราบมีสายสัมพันธ์กับเมียนักการเมืองชื่อดัง
สธ.ชี้ 46 รายการแค่เสนอ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สธ. กล่าวว่า สถานีอนามัยได้งบประมาณกว่า 1.35 ล้านบาท โดย 5 แสนบาทเป็นงบปรับปรุงสถานีอนามัย ส่วนอีก 8.5 แสนบาท เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เดิมมีเพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น แต่ได้เพิ่มเป็น 46 รายการ ในการทำเรื่องเสนอของงบฯนั้น หากให้ทางสถานีอนามัยกว่า 9,000 แห่งเสนอมานั้นจะต้องคีย์ข้อมูลกว่าเป็นแสนๆ รายการ ใครจะทำ ทั้งยังมีเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงได้เชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องมา หารือเพื่อกำหนดครุภัณฑ์ที่ควรมีการจัดซื้อ โดยพิจารณาเฉพาะรายการใหญ่ๆ ส่วนรายการครุภัณฑ์ยิบย่อยนั้นสถานีอนามัยสามารถใช้งบลงทุน สปสช. จัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งไม่กระทบ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสนอสำนักงบประมาณในกลางเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 46 รายการนั้น ไม่ให้สธ.ซื้อทั้งหมด เป็นแค่รายการให้เลือกเท่านั้น ซึ่งบางรายการยังระบุด้วยว่า ให้จัดซื้อในกรณีที่มีแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้นในการใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะหากจัดซื้อทั้งหมดจะต้องใช้งบหลายล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักแสน
นพ.คำรณ ไชยสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า เหตุผลที่กำหนดราคาเครื่องยูวี-แฟน ที่ 40,000 บาท เนื่องจากไปดูราคาการจัดซื้อเมื่อปีก่อน ซึ่งมีโรงพยาบาลบางแห่งในภาคอีสานจัดซื้อ เมื่อมีการวิจารณ์ขึ้นก็ต้องบอกว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคากลาง แต่เป็นราคาที่ตั้งงบฯไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับครุภัณฑ์ 46 รายการ เช่น ชุดยูนิตทำฟัน 438,000 บาท เครื่องอัลตร้าซาวด์ 5 แสนบาท เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ ชนิด 12 ลีด พร้อมอ่านแปลผล 1.2 แสนบาท รถบรรทุกดีเซลขนาด 1 ตัน แบบมีช่องว่าด้านหลังคนขับ พร้อมหลังคาไฟเบอร์กลาส ราคา 5.6 แสนบาท ชุดอุปกรณ์ให้การรักษาทันตกรรม 1 แสนบาท ชุดกายภาพบำบัด 138,500 บาท หม้อต้มแผ่นให้ความร้อน 107,000 บาท เป็นต้น
เพื่อไทยเผยสั่งเพิ่มรายการครุภัณฑ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยสธ.ได้กำหนดรายการครุภัณฑ์ส่งให้สถานีอนามัย 20 รายการ ในเย็นวันศุกร์ พร้อมกำชับให้ส่งความต้องการว่าต้องการครุภัณฑ์อะไร ใน20 รายการนี้ ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8.5 แสนบาท และให้ส่งกลับมายังสาธารณสุขจังหวัดภายในวันจันทร์ จึงเกิดการทักท้วงโดยฝ่ายค้านและข้าราชการ ระบุว่าไม่ได้สำรวจความต้องการของแพทย์สาธารณสุขโดยตรง จึงมีการระงับโครงการไป แล้วเรียกประชุม แต่ก็ไม่ได้รับฟังความเห็นจากคนที่ต้องใช้ครุภัณฑ์เหล่านี้เท่าใดนัก แล้วจึงกำหนดรายการเพิ่มเป็น 46 รายการ แล้วส่งไปยังสถานีอนามัยใหม่ แต่ 20 รายการเดิมก็ยังคงอยู่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เคยเตือนในสภาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 2553 วาระ2 และ3 ให้ระวังการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการอ้างว่า นำไปให้โรงพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพทย์และศูนย์สุขภาพตำบลอยากได้งบ แต่ปรากฏว่าไปยัดเยียดอุปกรณ์ให้ไม่ตรงกับความต้องการ
กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
Saturday, October 3, 2009
ปมร้อน "จัดซื้อจัดจ้างไทยเข้มแข็ง" สอบเครื่องมือแพทย์เกินราคา
ปมร้อน "จัดซื้อจัดจ้างไทยเข้มแข็ง" สอบเครื่องมือแพทย์เกินราคา
เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ตัดสินใจกู้เงินเพื่อดำเนินการ "โครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP 2" หวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพลิกชีวิตคนไทยด้วยการอัดเม็ดเงินนับแสนล้านบาท
การตัดสินใจแค่เริ่มต้นด้วยการกระจายงบประมาณไป ยังกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำแผนใช้จ่าย หากดูเผินๆ ก็เหมือนจะราบรื่น แต่ยังไม่ถึง 3 เดือนดี ใบปลิวเปิดโปงแผนหาผลประโยชน์บนกองเงินภาษีของประชาชนก็เริ่มว่อน โดยเฉพาะที่กระทรวงสาธารณสุข
แพทย์กลุ่มเดิม (ชมรมแพทย์ชนบท) ที่เคยเปิดโปงโครงการทุจริตยา จนทำให้อดีต รมว.สาธารณสุข ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำมาแล้ว ได้ออกมากระหน่ำด้วยการแฉข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่านับหมื่นล้านบาท โดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เริ่มต้นชี้ชัดที่การสอดไส้จัดซื้อ "เครื่องฆ่าเชื้อโรคแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิดยูวี-แฟน" ที่มีการจัดซื้อมากถึง 800 เครื่อง ด้วยงบประมาณ 32 ล้านบาท ตกเครื่องละ 40,000 บาท เป็นราคาที่สูงเกินจริง เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องที่ผลิตโดยฝีมือแพทย์สถาบันโรคทรวงอก ตกอยู่ที่เครื่องละ 6,000 บาทเท่านั้น
กระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง ร้อนถึงหูนายกรัฐมนตรีเจ้าของโปรเจค ต้องเรียกเจ้ากระทรวง นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ชี้แจงด่วน !!!
ยังไม่ถึงสัปดาห์ดีแพทย์ชนบทออกมากระหน่ำซ้ำอีก ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ลามไปถึงรถพยาบาลที่มีการกินหัวคิวถึงคันละ 100,000 บาท โดยผู้ที่มีอักษรย่อตัว ต. ที่เป็นนักการเมืองในกระทรวง พร้อมท้าด้วยว่า หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท
"ผมไม่ได้เสนอให้ล้มโครงการ เพียงแต่ขอให้ทบทวนให้ดี เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดประหยัดงบประมาณได้ และหากทำให้ดีเชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 30% ซึ่งจะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้" นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ ยังได้กล่าวถึง การจัดสรรงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งด้วยว่า เป็นการจัดสรรที่สวนทางนโยบายการวางระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ทุ่มไปที่การก่อสร้างที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป แต่ในส่วนของโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งสถานีอนามัยกลับจัดสรรน้อยมาก ดังนั้น ควรมีการปรับในส่วนนี้อย่างน้อยก็ควรได้ 50% ของงบประมาณ
ข้อมูลร้อนที่ออกมาทุกวัน ทำให้เจ้ากระทรวงอย่าง นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เต้นแก้ปัญหา สั่งด่วน ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อ พิจารณาความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาโครงการไทยเข้มแข็ง และสอบสวนหาข้อเท็จจริง ที่ไม่แค่หวังแก้สถานการณ์สร้างความโปร่งใสให้โครงการดำเนินต่อไปได้เท่า นั้น แต่ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์นักการเมืองน้ำดี เมืองนครศรีฯ
ขณะที่คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรเองก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องเชิญชมรมแพทย์ชนบท มาร่วมให้ข้อมูล โดย นพ.เกรียงศักดิ์ ออกมาเปิดเผยอักษรย่อเพิ่มอีกหลายตัว ทั้ง ม. ป. ล. และ ส. ซึ่งล้วนเป็นคนใกล้ชิดนักการเมืองในกระทรวงหมอทั้งสิ้น
ทั้งยังให้เพิ่มประเด็นร้อนขึ้นอีกประเด็นที่ น่าสนใจ เพราะนอกจากครุภัณฑ์ทางการแพทย์แล้ว ในการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลชุมชน ปรากฏ "เสาธง" สเปคราคาต้นละเกือบ 5 แสนบาท ที่มีการถามหาถึงความจำเป็น แถมด้วยการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่กำหนดราคาต่อตารางเมตรกว่า 1,000 บาท
แม้ นพ.ดร.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จะออกมายืนยันว่า การก่อสร้างอาคาร รพ.ชุมชน ในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีการสร้างเสาธงมูลค่า 4.95 แสนบาทต่อแห่งนั้น จากการสอบถามกองแบบแผนได้รับการชี้แจง ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเสาธงกว่า 10 แบบ ที่มีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
สำหรับแบบล่าสุดที่เป็นประเด็นในขณะนี้นั้น ได้รับการชี้แจงว่ามีราคา 3.57 แสนบาท โดยเป็นเหล็กขนาด 20 เมตร เคลือบด้วยสารกันสนิมกัลวาไนท์ นอกจากนี้ ยังมีฐานสูงที่ต้องวางเสาเข็ม พื้นเป็นหินทรายขัด ทำให้มีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ปลัด สธ.คนใหม่ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ได้รับคำสั่งจาก รมว.สาธารณสุข เรียกประชุมคณะกรรมการโครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมสั่งชะลอจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์เจ้าปัญหา 6 รายการ ได้แก่ เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบยูวีหรือยูวีแฟน เครื่องช่วยหายใจ เครื่องดมยาสลบ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ หรือเซ็นทรัลโมนิเตอร์ เครื่องตรวจสารเคมีในเลือด และรถพยาบาล พร้อมส่งหนังสือเวียนแจ้งไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และแต่งตั้งให้ นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการเขต 7 เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์เหล่านี้ กำหนดกรอบเวลา 2 สัปดาห์ รู้ผล
นอกจากนี้ ยังให้ทบทวนโครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด โดยให้คณะกรรมการที่มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเร่งดำเนินการ (ยังไม่แต่งตั้ง) ทบทวนการจัดซื้อครุภัณฑ์ 7,000 รายการ รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ถูกระบุว่า ใช้งบประมาณสูงกว่าราคากลางถึง 30-50% ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายรู้สึกโล่งอก เพราะโชคยังดีที่ยังเป็นแค่การเตรียมจัดซื้อ เพราะงบประมาณที่จะนำมาใช้ยังติดอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ได้มีการประกาศประกวดราคาและจัดซื้อครุภัณฑ์บางรายการ ไปแล้ว แต่ก็ไม่มาก ไม่เช่นนั้น คงก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่
ความดีครั้งนี้ต้องยกให้กับคนที่ออกมาเปิดเผย ข้อมูล เพราะแค่นี้เริ่มต้นก็ส่งกลิ่นขนาดนี้ หากปล่อยให้ประมูลโดยไม่ตรวจสอบจะฉาวขนาดไหน เพราะที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเคยอื้อฉาวการจัดซื้อมาหลายครั้ง ทั้งกรณีทุจริตยา คอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท และรถพยาบาลฉาว 232 คัน
ช่องโหว่ทำให้เกิดการยัดไส้การจัดซื้อครั้งนี้ สอบถามผู้จัดทำโครงการทราบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงบประมาณที่ต้องการเร่งรีบดำเนินโครงการ โดยเฉพาะในส่วนการจัดซื้อครุภัณฑ์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ให้เวลา แค่ 3 วัน ในการสรุปรายการจัดซื้อทั้งหมด จึงต้องจำกัดครุภัณฑ์ 46 รายการ เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการในเวลาที่จำกัด ล่าสุดได้มีการปลดล็อกนี้แล้ว หลังเป็นข่าวส่อแววความไม่ชอบมาพากล
แต่สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ คือ การแต่งตั้งและโยกย้ายอธิบดีแต่ละกรม รวมถึงรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงหลายตำแหน่งจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่ากระทรวงใดย่อมมีการแต่งตั้งที่สายใครเป็นสายใครขึ้นมา โดยมีการพยากรณ์ว่า หากอังคารนี้โผตำแหน่งลงตัว ต่างฝ่ายต่างพอใจ ปัญหาการจัดซื้อครั้งนี้ก็จะจบลงได้สวย แต่หากไม่ใช่เชื่อว่าคงมีเรื่องปวดหัวที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าออกมาอีกหลาย ระลอก
ดวงกมล สจิรวัฒนากุล
กรุงเทพธุรกิจ, วันอาทิตย์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ตัดสินใจกู้เงินเพื่อดำเนินการ "โครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) หรือ "SP 2" หวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพลิกชีวิตคนไทยด้วยการอัดเม็ดเงินนับแสนล้านบาท
การตัดสินใจแค่เริ่มต้นด้วยการกระจายงบประมาณไป ยังกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำแผนใช้จ่าย หากดูเผินๆ ก็เหมือนจะราบรื่น แต่ยังไม่ถึง 3 เดือนดี ใบปลิวเปิดโปงแผนหาผลประโยชน์บนกองเงินภาษีของประชาชนก็เริ่มว่อน โดยเฉพาะที่กระทรวงสาธารณสุข
แพทย์กลุ่มเดิม (ชมรมแพทย์ชนบท) ที่เคยเปิดโปงโครงการทุจริตยา จนทำให้อดีต รมว.สาธารณสุข ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำมาแล้ว ได้ออกมากระหน่ำด้วยการแฉข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่านับหมื่นล้านบาท โดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เริ่มต้นชี้ชัดที่การสอดไส้จัดซื้อ "เครื่องฆ่าเชื้อโรคแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิดยูวี-แฟน" ที่มีการจัดซื้อมากถึง 800 เครื่อง ด้วยงบประมาณ 32 ล้านบาท ตกเครื่องละ 40,000 บาท เป็นราคาที่สูงเกินจริง เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องที่ผลิตโดยฝีมือแพทย์สถาบันโรคทรวงอก ตกอยู่ที่เครื่องละ 6,000 บาทเท่านั้น
กระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง ร้อนถึงหูนายกรัฐมนตรีเจ้าของโปรเจค ต้องเรียกเจ้ากระทรวง นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ชี้แจงด่วน !!!
ยังไม่ถึงสัปดาห์ดีแพทย์ชนบทออกมากระหน่ำซ้ำอีก ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจชีวเคมีในเลือด ลามไปถึงรถพยาบาลที่มีการกินหัวคิวถึงคันละ 100,000 บาท โดยผู้ที่มีอักษรย่อตัว ต. ที่เป็นนักการเมืองในกระทรวง พร้อมท้าด้วยว่า หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท
"ผมไม่ได้เสนอให้ล้มโครงการ เพียงแต่ขอให้ทบทวนให้ดี เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดประหยัดงบประมาณได้ และหากทำให้ดีเชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 30% ซึ่งจะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้" นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ ยังได้กล่าวถึง การจัดสรรงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งด้วยว่า เป็นการจัดสรรที่สวนทางนโยบายการวางระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ทุ่มไปที่การก่อสร้างที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป แต่ในส่วนของโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งสถานีอนามัยกลับจัดสรรน้อยมาก ดังนั้น ควรมีการปรับในส่วนนี้อย่างน้อยก็ควรได้ 50% ของงบประมาณ
ข้อมูลร้อนที่ออกมาทุกวัน ทำให้เจ้ากระทรวงอย่าง นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เต้นแก้ปัญหา สั่งด่วน ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อ พิจารณาความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาโครงการไทยเข้มแข็ง และสอบสวนหาข้อเท็จจริง ที่ไม่แค่หวังแก้สถานการณ์สร้างความโปร่งใสให้โครงการดำเนินต่อไปได้เท่า นั้น แต่ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์นักการเมืองน้ำดี เมืองนครศรีฯ
ขณะที่คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรเองก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องเชิญชมรมแพทย์ชนบท มาร่วมให้ข้อมูล โดย นพ.เกรียงศักดิ์ ออกมาเปิดเผยอักษรย่อเพิ่มอีกหลายตัว ทั้ง ม. ป. ล. และ ส. ซึ่งล้วนเป็นคนใกล้ชิดนักการเมืองในกระทรวงหมอทั้งสิ้น
ทั้งยังให้เพิ่มประเด็นร้อนขึ้นอีกประเด็นที่ น่าสนใจ เพราะนอกจากครุภัณฑ์ทางการแพทย์แล้ว ในการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลชุมชน ปรากฏ "เสาธง" สเปคราคาต้นละเกือบ 5 แสนบาท ที่มีการถามหาถึงความจำเป็น แถมด้วยการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่กำหนดราคาต่อตารางเมตรกว่า 1,000 บาท
แม้ นพ.ดร.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จะออกมายืนยันว่า การก่อสร้างอาคาร รพ.ชุมชน ในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีการสร้างเสาธงมูลค่า 4.95 แสนบาทต่อแห่งนั้น จากการสอบถามกองแบบแผนได้รับการชี้แจง ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเสาธงกว่า 10 แบบ ที่มีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
สำหรับแบบล่าสุดที่เป็นประเด็นในขณะนี้นั้น ได้รับการชี้แจงว่ามีราคา 3.57 แสนบาท โดยเป็นเหล็กขนาด 20 เมตร เคลือบด้วยสารกันสนิมกัลวาไนท์ นอกจากนี้ ยังมีฐานสูงที่ต้องวางเสาเข็ม พื้นเป็นหินทรายขัด ทำให้มีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ปลัด สธ.คนใหม่ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ได้รับคำสั่งจาก รมว.สาธารณสุข เรียกประชุมคณะกรรมการโครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมสั่งชะลอจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์เจ้าปัญหา 6 รายการ ได้แก่ เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบยูวีหรือยูวีแฟน เครื่องช่วยหายใจ เครื่องดมยาสลบ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ หรือเซ็นทรัลโมนิเตอร์ เครื่องตรวจสารเคมีในเลือด และรถพยาบาล พร้อมส่งหนังสือเวียนแจ้งไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และแต่งตั้งให้ นพ.เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการเขต 7 เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์เหล่านี้ กำหนดกรอบเวลา 2 สัปดาห์ รู้ผล
นอกจากนี้ ยังให้ทบทวนโครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด โดยให้คณะกรรมการที่มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเร่งดำเนินการ (ยังไม่แต่งตั้ง) ทบทวนการจัดซื้อครุภัณฑ์ 7,000 รายการ รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ถูกระบุว่า ใช้งบประมาณสูงกว่าราคากลางถึง 30-50% ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายรู้สึกโล่งอก เพราะโชคยังดีที่ยังเป็นแค่การเตรียมจัดซื้อ เพราะงบประมาณที่จะนำมาใช้ยังติดอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ได้มีการประกาศประกวดราคาและจัดซื้อครุภัณฑ์บางรายการ ไปแล้ว แต่ก็ไม่มาก ไม่เช่นนั้น คงก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่
ความดีครั้งนี้ต้องยกให้กับคนที่ออกมาเปิดเผย ข้อมูล เพราะแค่นี้เริ่มต้นก็ส่งกลิ่นขนาดนี้ หากปล่อยให้ประมูลโดยไม่ตรวจสอบจะฉาวขนาดไหน เพราะที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเคยอื้อฉาวการจัดซื้อมาหลายครั้ง ทั้งกรณีทุจริตยา คอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท และรถพยาบาลฉาว 232 คัน
ช่องโหว่ทำให้เกิดการยัดไส้การจัดซื้อครั้งนี้ สอบถามผู้จัดทำโครงการทราบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงบประมาณที่ต้องการเร่งรีบดำเนินโครงการ โดยเฉพาะในส่วนการจัดซื้อครุภัณฑ์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ให้เวลา แค่ 3 วัน ในการสรุปรายการจัดซื้อทั้งหมด จึงต้องจำกัดครุภัณฑ์ 46 รายการ เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการในเวลาที่จำกัด ล่าสุดได้มีการปลดล็อกนี้แล้ว หลังเป็นข่าวส่อแววความไม่ชอบมาพากล
แต่สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ คือ การแต่งตั้งและโยกย้ายอธิบดีแต่ละกรม รวมถึงรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงหลายตำแหน่งจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่ากระทรวงใดย่อมมีการแต่งตั้งที่สายใครเป็นสายใครขึ้นมา โดยมีการพยากรณ์ว่า หากอังคารนี้โผตำแหน่งลงตัว ต่างฝ่ายต่างพอใจ ปัญหาการจัดซื้อครั้งนี้ก็จะจบลงได้สวย แต่หากไม่ใช่เชื่อว่าคงมีเรื่องปวดหัวที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าออกมาอีกหลาย ระลอก
ดวงกมล สจิรวัฒนากุล
กรุงเทพธุรกิจ, วันอาทิตย์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Subscribe to:
Posts (Atom)