Sunday, October 31, 2010

เปิดข้อมูลละเอียดยิบ"งบฯทัวร์นอก"สนง.ศาลยุติธรรม ปีเดียวเที่ยว17ครั้ง-เกือบครึ่งพึ่งบริการบ.เดียว

นอกจากการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งนับร้อยล้านบาทขององค์กรอิสระที่กลาย เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นการนำผู้เข้าอบอรมไปทัวร์ต่างประเทศของสำนักงานศาลยุติธรรมก็ที่น่าสนใจเช่นกัน

"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ปี เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมาจนถึงเดือนกันยายน (สิ้นปีงบประมาณ 2553) สำนักงานศาลยุติธรรมนำผู้เข้าอบรมไปดูงานต่างประเทศถึง17ครั้ง รวมเป็นเงิน 37.5 ล้านบาท ผ่านตัวแทน 9 บริษัท

บริษัทที่ได้รับการว่าจ้างมากสุดคือ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด จำนวน 7 ครั้ง เป็นเงิน 14.7 ล้านบาท

รองลงมาเป็นบริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด 2 ครั้ง วงเงิน 3,190,550 บาท

สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด จำกัด 2 ครั้ง 3,877,790 บาท

บริษัท ศรัทธาทัวร์ จำกัด 1 ครั้ง จำนวน 1,754,800 บาท

บริษัท ไพรม์ แวลู ทัวร์ จำกัด (ประเทศไทย) 1 ครั้ง จำนวน 2,502,000 บาท

บริษัท ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 4,463,750 บาท

บริษัท ยู.อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 3,516,570 บาท

บริษัท มิสเตอร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 1ครั้ง วงเงิน 2,068,000 บาท

และ บริษัท ยูนิไทย แทรเวิล จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 1,380,000 บาท

การพาผู้อบรมไปดูงานต่างประเทศมีรายละเอียดดังนี้

1.บริการนำผู้เข้ารับการอบรมโงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 2,515,500 บาท 26 ก.พ. 2553

2.บริการนำผู้เข้าอบรมศึกษาดูงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 2,483,000 บาท 5 มี.ค. 2553

3.บริการนำผู้รับการอบรมศึกษาดูงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวลกรุ๊ป จำกัด 3,377,500 บาท 9 มี.ค.2553

4.บริการนำผู้รับการอบรมศึกษาดูงาน บริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด 1,637,000 บาท 19 มี.ค. 2553

5.บริการนำผู้เข้ารับการศึกษาอรมศึกษาดูงาน บริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด 1,553,550 บาท 19 มี.ค. 2553

6.บริการนำผู้รับการอบรมศึกษาดูงาน บริษัท ศรัทธาทัวร์ จำกัด 1,754,800 บาท 25 มี.ค. 2553

7.บริการนำผู้ช่วยฯศึกษาดูงาน บริษัท ไพรม์ แวลู ทัวร์ จำกัด (ประเทศไทย) 2,502,000 บาท 25 มี.ค. 2553

8.บริการนำผู้อบรมดูงาน บริษัท สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด 1,085,000 บาท 22 เม.ย. 2553

9.บริการนำผู้เข้าอบรมดูงาน บริษัท สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด 2,792,790 บาท 22 เม.ย. 2553

10.บริการนำผู้เข้ารับอบรมศึกษาดูงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 2,535,000 บาท 12 เม.ย.2553

11.บริการนำเข้าอบรมศึกษาต่างประเทศ บริษัท ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ จำกัด 4,463,750 บาท 27 พ.ค. 2553

12.นำผู้เข้าอบรมศึกษาดูงานต่างประเทศ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 1,459,350 บาท 27 พ.ค. 2553

13.บริการนำผู้อบรมดูงานต่างประเทศ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป 1,428,300 บาท 27 พ.ค. 2553

14.นำผู้เข้าอบรมดูงานต่างประเทศ บริษัท ยู.อี อินเตอร์เนชั่นแนล 3,516,570 บาท 22 มิ.ย. 2553

15.บริการนำผุ้เข้าอบรมศึกษาดูงานต่างประเทศ บริษัท มิสเตอร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 2,068,000 บาท 12 ก.ค. 2553

16.บริการนำเข้าผู้เข้าอบรมศึกษาดูงานต่างประเทศ บริษัท ยูนิไทย แทรเวิล จำกัด 1,380,000 บาท 11 ส.ค. 2553

17.ศึกษาดูงานต่างประเทศฯ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 974,840 บาท 3 ก.ย. 2553

ทั้งนี้ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด ก่อตั้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท ที่ตั้ง 253 อาคารออริเฟรมอโศกทาวเวอร์ ( ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นายอรรถวุฒิ์ และ นางศิริฐา สุทธาศวิน เป็นเจ้าของ

บริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 10 กันยายน 2547 ทุน 2,500,000 บาท ที่ตั้ง 48/5-6 ชั้น 3 ซอยรุ่งเรือง ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ นางสาวนพมาศ ยืนยง นายราฆพ บัณฑิตย์ นางกณภา ปรักกมะกุล ถือหุ้นใหญ่

บริษัท ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 19 มกราคม 2537 ทุน 5,000,000 บาทที่ตั้งเลขที่ 365 ซอยอาคารสงเคราะห์ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพฯ นายภมร ภมรรัตนกุล นายพัลลภ สนั่นวัฒนานนท์ นางพิกุล ภมรรัตนกุล นางสาวดวงใจ คงธนะรุ่ง นางสาวศรีสมร อิ่มสุขสันต์ ถือหุ้นใหญ่

บริษัท สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด ที่จดทะเบียนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 ทุน 5,000,000 บาท ที่ตั้ง 9/9 หมู่ที่ 10 ถนนราชพฤกษ์ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ มีนายไมตรี โสภะ นางณฐพร บุญยิ่ง นางทิพยาภรณ์ ล่าฟ้าเริงรณ เป็นกรรมการ

ส่วนบริษัท ยู.อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 ทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท ที่ตั้ง 113/8 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายสมศักดิ์ วิโมกข์เจริญสุข นางสาวสุนิดา วิโมกข์เจริญสุข นางสาวสมลักษณ์ เต็มภูวภัทร ถือหุ้นใหญ่

มติชน, 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Saturday, October 2, 2010

'ไตรรงค์'เซ็นขายข้าวล้านตัน 'เอ็มที'ขยับเลื่อนเวลาส่งมอบ

'ไตรรงค์'เซ็นขายข้าวล้านตัน 'เอ็มที'ขยับเลื่อนเวลาส่งมอบ

"ไตรรงค์" เซ็นขายข้าวล้านตันให้บริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรดแล้ว ก่อนบินเปิดแน่บไปไนจีเรีย-เซเนกัล หลังถ่วงเวลาให้บริษัทหาแบงก์ค้ำประกันนานกว่าครึ่งเดือน วงการค้าข้าวหึ่ง "มร.เฉิน" ปล่อยข้าวเหนียว 10% ลอตแรกที่คลังสกลนครให้ผู้ซื้อภายในประเทศแล้ว ขณะที่ มร.เฉินออกมายอมรับ 60 วันขนข้าวไม่ทัน อ้างให้รัฐวิสาหกิจจีนคู่สัญญาทำหนังสือขอขยายเวลารับมอบข้าวออกไปอีก

นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กขช. ได้เซ็น "อนุมัติ" ให้จำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ตามที่คณะอนุกรรมการระบายข้าวที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอไป โดยการเซ็นอนุมัติครั้งนี้เป็นการเซ็นก่อนที่นาย ไตรรงค์จะนำคณะเจ้าหน้าที่เดินทางไปเจรจาขายข้าวให้กับรัฐบาลไนจีเรีย-เซเนกัล มีกำหนดจะเดินทางกลับประเทศในวันที่ 5 ตุลาคม 2553

ส่วนกรณีที่ขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลมากกว่า 1 ล้านตันให้กับบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด โดยไม่มีการเปิดประมูลท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า บริษัทเอ็มทีฯเป็นใคร เนื่องจากไม่มีใครรู้จักในวงการค้าข้าวมาก่อนนั้น นายมนัสกล่าวว่า บริษัทเอ็มทีฯเป็นผู้ซื้อข้าวรายหนึ่งที่เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศมายืนยัน ทั้งจากจีน-สิงคโปร์-บรูไน

ทางคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารก็ได้สอบถึงที่มาของออร์เดอร์นั้นพบว่า "น่าเชื่อถือ" แต่คงไม่ถึงขั้นตรวจสอบไปยังสถานทูตเพราะบริษัทผู้ซื้อข้าวไม่ใช่คู่สัญญาของรัฐบาลโดยตรง ส่วนกรณีที่บริษัทเม้งไต๋ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทเอ็มทีฯมีคดีฟ้องร้องกับธนาคารนั้น "ผมไม่ทราบ ไม่ได้ลงตรวจสอบละเอียดขนาดนั้น แต่บริษัทเม้งไต๋ไม่ได้เกี่ยวกับซื้อข้าวครั้งนี้" แต่ตามหลักเกณฑ์การขายข้าวบริษัทจะต้องนำหลักทรัพย์มาวางค้ำประกัน 5% ของมูลค่าข้าว หากซื้อทั้งข้าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ก็ต้องทำสัญญาวางค้ำประกัน 2 ฉบับ

"บริษัทเอ็มทีฯจะดำเนินการทำสัญญาซื้อข้าวใน 10 วัน หลังจากได้รับแจ้งจาก กรมการค้าต่างประเทศ แต่นี่ผมยังไม่ได้แจ้งบริษัทไหนเลย เพราะท่านไตรรงค์เพิ่งอนุมัติวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 กันยายน) หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องมาทำพร้อมกันทั้งหมด อาจจะทยอยมาก็ได้ แต่ต้องแจ้งเจตนามาว่า จะทำสัญญาก่อน ถ้าไม่มาก็โดนหยึดหลักทรัพย์ แล้วเราจะเอาข้าวไปขายต่อ โดยราคาที่ขายให้เป็นราคา Ex Warehouse ไม่รวมค่าปรับปรุง ค่าขนส่ง" นายมนัสกล่าว

ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตจากวงการค้าข้าวว่า การขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลมากกว่า 1 ล้านตันให้กับบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรดนั้น ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นการขายเพื่อการส่งออก แต่บริษัทเอ็มทีฯโดยมิสเตอร์เฉิน หรือนายจุ้งเชียง เฉิน กรรมการผู้จัดการบริษัท กลับเปิดตัวทั้งกับโรงสีข้าว-ผู้ส่งออกเสนอที่จะขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลจำนวนมากกว่า 2 ล้านตันให้ ซึ่งถือเป็นการผิดเงื่อนไขการซื้อขายข้าว พร้อมกันนี้ยังมีรายงานข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์เข้ามาว่า บริษัทเม้งไต๋ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (99.99%) ในบริษัทเอ็มทีฯมีคดีความฟ้องร้องในเรื่องการโกงข้าวกับธนาคารอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานจากจังหวัดสกลนครเข้ามาว่า ในวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมาโรงสีข้าวในท้องที่ที่ติดต่อซื้อข้าวเหนียว 10% จาก "มิสเตอร์เฉิน" ได้นำรถไปรับข้าวที่คลังศรีสกล จนถึงเวลา 17.00 น. มีการส่ง Fax เอกสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) ให้เปิดคลัง ซึ่งบรรจุข้าวสารเหนียว 10% ปริมาณ 85,000 กระสอบ โดยขายกระสอบละ 2,450 บาท จากราคาที่ซื้อมาจากรัฐบาล 2,000 บาท เท่ากับกำไร 450 บาท/กระสอบ รวมปริมาณ 38 ล้านบาท โดยผู้ซื้อจะทยอยรับมอบข้าวไปจนครบ 85,000 กระสอบ ภายใน 1 เดือน ไม่จำเป็นต้องขนส่งไปในคราวเดียว สามารถแบ่งจ่ายข้าวในแต่ละครั้งเป็นงวด ๆ ได้

"การเปิดคลังขายข้าวเหนียว 10% ครั้งนี้น่าสงสัยมาก เพราะบริษัทเอ็มทีฯคงไม่สามารถทำสัญญาซื้อข้าวกับ อคส.ทันภายใน 2 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และท่านไตรรงค์ก็เพิ่งเซ็นอนุมัติให้ขายข้าวได้ในวันที่ 24 กันยายน เข้าใจว่าบริษัทเอ็มทีฯคงจะหมุนเงินก่อน ด้วยการเลือกขายข้าวเหนียวที่ราคาดี เพราะคนซื้อข้าวขาว 5% กับข้าวปทุมธานียังไม่ได้รับการติดต่อให้ไปขนข้าวในคลัง อ.ต.ก./อคส.จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทเอ็มทีฯอาจจะขอรับมอบข้าวก่อนทำสัญญาหรือไม่เพราะไม่สามารถหาหลักทรัพย์ไปวางค้ำประกันข้าวมากกว่า 1 ล้านตันคราวเดียวกันได้หมด นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อมือขวาของบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริฯในอดีตออกมาช่วยขายข้าวให้ด้วย"

ล่าสุดผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ติดต่อไปยังนายจุ้งเซียง เฉิน กรรมการบริหาร บริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด และบริษัทเม้งไต๋ จำกัด แจ้งว่า วันนี้ (28 กันยายน) กำลังเข้าพบกับผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) เพื่อขอเลขที่สัญญา ซึ่งจะนำไปขอหนังสือหลักทรัพย์ค้ำประกัน (L/G) จากสถาบันการเงินหลายแห่ง แต่ว่าทางกระทรวงพาณิชย์เกรงว่าจะกระทบต่อราคาตลาดจึงให้ดำเนินการอย่างเงียบ ๆ และเป็นความลับ

"หลังจากได้เลขสัญญาเพื่อออก L/G แล้วก็ยังต้องรอก่อน ผมขนข้าวทันทีไม่ได้ ต้องรอให้รัฐวิสาหกิจจีนทำหนังสือมาถึงรัฐบาลไทยขอให้ขยายระยะเวลารับมอบข้าวเพราะขนไม่ทัน ผมซื้อข้าว 1.1 ล้านตัน ก็ต้องขน 60 วัน จะซื้อ 1.6 ล้านตัน ก็ต้องขน 60 วัน ทางรัฐวิสาหกิจจีนออร์เดอร์มา ผมทำหน้าที่แค่ซื้อหน้าคลัง ส่งของลงเรือก็จบแล้ว เป็นคนกลางเท่านั้น ส่วนเรื่องแบล็กลิสต์กับธนาคารไทยพาณิชย์เป็นความลับของธนาคารกับลูกค้า" นายเฉินกล่าว

ประชาชาติธุรกิจ, 30 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4249

Tuesday, September 21, 2010

สะพัดวงการส่งออก เครือข่าย"วังน้ำยม"เร่ขายข้าวรัฐ 2 ล้านตัน กะฟันกำไร 6 พันล้าน ให้จ่ายล่วงหน้า10%

สะพัดวงการส่งออก เครือข่าย"วังน้ำยม"เร่ขายข้าวรัฐ 2 ล้านตัน กะฟันกำไร 6 พันล้าน ให้จ่ายล่วงหน้า10%

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 อ้างว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกและโรงสีหลายรายได้รับการติดต่อโดยตรงจากบริษัทเม้งไต๋ อินเตอร์เนชั่นแนลเทรด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งได้รับอนุมติใจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานให้ซื้อข้าวจากสต็อกของรัฐ เกือบ 2 ล้านตัน มูลค่าเกือบ 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อข้าวจากโกดังขององค์การตลาดเพื่อเกษตร(อ.ต.ก.) จำนวน 1.1 ล้านตันและโกดังขององค์การคลังสินค้า(อคส. )อีกเกือบ 1 ล้านตัน


แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีตัวแทนค้าขายข้าว(หย๋ง)ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นของบริษัทเม้งไต๋ฯ เสนอให้ขายข้าวต่อที่ได้รับการอนุมัติเป็นรายคลังในราคาที่สูงกว่าประมูลซื้อได้จากภาครัฐ อาทิ ข้าวขาว 5% ในตันละ 1.34-1.35 หมื่นบาท สูงกว่าราคาที่รัฐอนุมัติขายที่ตันละ 1.2 หมื่นบาท ข้าวเหนียว 10% ในราคาตันละ 2.3-2.5 หมื่นบาท สูงกว่าราคาที่รัฐขายที่ตันละ 2 หมื่นบาท ข้าวหอมปทุมธานี ราคาตันละ 1.85-1.9 หมื่นบาท ที่ซื้อจากรัฐบาลตันละ 1.68 หมื่นบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ศซื้อข้าวจากรัฐกำไรส่วนต่างตันละ 1,000-3,000 บาท ถ้าบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด สามารถขายข้าวรัฐที่ซื้อมาได้ทั้งหมดเกือบ 2 ล้านตันจะมีกำไร 2,000-6,000 ล้านบาท


แหล่งข่าวกล่าวว่า บริษัทเม้งไต๋ ฯได้วางเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องวางเงินค้ำประกันค่าข้าว 10% ซึ่งเชื่อว่า เป็นการระดมเงินเพื่อนำไปวางค้ำประกันค่าข้าว 5% ที่จะครบกำหนดทำสัญญาซื้อขายและวางเงินค้ำประกันที่จะครบกำหนด 10 วันภายในกลางสัปดาห์นี้


"ที่น่าวิตกคือข้าวจำนวนมากไม่น่าจะจัดส่งได้ทันตามเงื่อนไขภายใน 60 วัน เพราะจะทำให้ตัวเลขการส่งออกต่อเดือนสูงถึง 1 ล้านตันจากปกติส่งออกได้ 6-7 แสนตันเท่านั้น ทำให้วงการวิตกเรื่องการนำข้าวออกเวียนภายในประเทศเพื่อทำกำไรและไม่ผิดเงื่อนไขรัฐ แต่จะกระทบต่อราคาข้าวในประเทศอย่างมาก เป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งตรวจสอบ และทราบในวงการว่ าเม้งไต๋ ฯมีการร่วมทุนกับบริษัทกว่างต่ง เซ้งไท่ ของจีน ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กไม่น่าจะส่งออกได้จำนวนเป็นล้านตันต่อเดือน และการส่งออกไปจีนก็ไม่ต้องเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต(LC) จะใช้การเก็บเงินหลังรับมอบข้าวแล้ว "แหล่งข่าวกล่าว


แหล่งข่าวในกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกที่ได้รับการอนุมัติซื้อข้าวจากรัฐ 3-4 รายได้ทำหนังสือขอเพิ่มระยะเวลาการขนย้ายข้าวจากเดิม 60 วันเป็น 150 วัน และบางรายขอเลื่อนการวางเงินค้ำประกันไปอีก 1 สัปดาห์อ้างเอกสารไม่ครบ


นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ายังไม่รับทราบเรื่องดังกล่าว และไม่เชื่อว่า บริษัทได้ข้าวรัฐจะนำไปขายต่อ เพราะก่อนอนุมัติขายก็ต้องมีใเอกสารคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งราคาข้าวที่อนุมัติขายก็ใกล้เคียงกับราคาตลาด ตอนที่อนุมัติข้าว 5% ราคาตันละ 12,000 บาท ราคาตลาด 12,800 บาท ไม่กระทบต่อราคาในตลาดและรัฐลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 720 บาท/ตัน/เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 มีทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท หนึ่งในคณะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามคือ น.ส.ภาวินี จารุมนต์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มครอบครัว"เทพสุทิน"ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มวังน้ำยม พรรคภูมิใจไทย ต้นสังกัดของนางพรทิวา นาคาสัย โดยน.ส.ภาวินีและครอบครัว"จารุมนต์" เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทของครอบครัว"เทพสุทิน"หลายบริษัท เช่น


บริษัท ดี แลนด์ เพอร์เฟคที่ นายเทิดไท-น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน บุตรชายและบุตรสาวของนายสมศักดิ์ เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท(ประกอบธุรกิจโรงแรม บาร์ คาราโอเกะ) โดย มีน.ส.ภาวินี จารุมนต์ เป็นผู้ถือหุ้น,


บริษัท เมก้า แลนด์ ประกอบธุรกิจค้าทอง มีนายเทิดไท เทพสุทินและ นายภเชศ จารุมนต์ เป็นกรรมการผู้อำนาจของบริษัท ทั้งนี้ ยังมี นายเทิดไท เทพสุทิน น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน นางพร เทพสุทิน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ น.ส.ธราพัน จารุมนต์ และนายภเชศ จารมนต์ เป็นผู้ถือหุ้น

นอกจากนั้นนายสุนทร จารุมนต์ ยังเป็นกรรมการบริหารสนามกีฬาไก่ชนเทิดไท อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการซึ่งเป็นสนามไก่ชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไไทยของครอบครัว"เทพสุทิน"ด้วย


มติชนออนไลน์, 21 กันยายน พ.ศ. 2553

เปิดหลักฐานเครือข่ายกลุ่มวังน้ำยมเร่งสะสมทุน กินรวบประมูลข้าว -มันเส้นมูลค่า15,000 ล้าน

เปิดหลักฐานเครือข่ายกลุ่มวังน้ำยมเร่งสะสมทุน กินรวบประมูลข้าว -มันเส้นมูลค่า15,000 ล้าน

กลุ่มวังน้ำยมที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน (อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพราะคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งการยุบพรรค) เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกับกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ จัดตั้งพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่มีการพลิกขั้วเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปลายปี 2551


อย่างไรก็ตามทั้งกลุ่มนายเนวิน และกลุ่มนายสมศักดิ์ ได้ขีดเส้นแบ่งอาณาจักรในการครอบครองอำนาจกันอย่างชัดเจน

กลุ่มนายเนวินนั้นยึดหัวหาดที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม


ขณะที่กลุ่มวังน้ำยมของนายสมศักดิ์ยึดกระทรวงพาณิชย์เป็นฐานที่มั่น และส่งนางพรทิวา นาคาสัย เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นเจ้ากระทรวง


แน่นอนว่า กระทรวงพาณิชย์อุดมด้วยผลประโยชน์มากมายโดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่อยู่ในมือของรัฐจำนวนมหาศาลอันเกิดจากรับซื้อตามโครงการแทรกแซงราคาพืชผลสารพัดโครงการ


เมื่อเป็นเช่นนี้ มีหรือที่นักการเมืองมือเก๋าและรู้เส้นทางทำกินเป็นอย่างดีจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอย จึงมีข่าวอื้อฉาวในกระทรวงนี้เป็นระยะๆ


ล่าสุดพบว่า การขายข้าวของรัฐที่ฝากไว้กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จำนวน 1.5 ล้านตันมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 และการประมูลมันเส้นในสต็อกของรัฐบาลกว่า 250,251 ตัน มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทตามนโยบายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/52 เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 เครือข่ายกลุ่มวังน้ำยมต้นสังกัดของนางพรทิวา นาคาสัย เป็นผู้ชนะการประมูลแบบชนิดกินรวบ!!


หนึ่ง ในการขายข้าวของรัฐที่ฝากไว้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จำนวน 1.5 ล้านตัน มูลค่า ประมาณ 20,000 ปรากฎว่า คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ซึ่งมีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้พิจารณาคัดเลือกผู้เสนอซื้อ 4 ราย ได้แก่ บริษัท ไชยพร บริษัท นครหลวงค้าข้าว และบริษัท เอเชียโกลเด้นท์ไรซ์ บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด ซึ่งเสนอซื้อข่าวในราคาตันละ 12,000-16,085 บาท ทั้งนี้ 3 บริษัทแรก เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่และเป็นที่รู้จักในวงการค้าข้าวเป็นอย่างดี ได้ข้าวไปเพียง 4 แสนตัน


ขณะที่ บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด ซึ่งเป็นบริษัทโนเนมระบุตามบริคนห์สนธิว่ามีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท จัดตั้งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2551ได้รับข้าวไปถึง 1.1 ล้านตัน ซึ่งมีการอ้างว่า คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ซึ่งมีนายมนัส สร้อยพลอยได้เสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบแล้ว


แต่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก.ยังไม่ยอมลงนามในสัญญาเนื่องจากมีผู้ส่งออก 2 รายร้องเรียนมาที่ อ.ต.ก.กล่าวหาว่า การอนุมัติขายครั้งนี้ไม่โปร่งใส และมีการทำผิดขั้นตอนการระบายข้าว คือไม่มีการเผยแพร่หรือแจ้งผู้ประกอบการว่า รัฐจะมีการระบายข้าว แต่หากมีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้มีอำนาจการอนุมัติก็จะเรียกเอกชนมาทำสัญญาทันที" นายมนูญรัตน์กล่าว


จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด เป็นใครมาจากไหน

หากให้บริษัทในลักษณะเช่นนี้กวาดข้าวในสต็อกของรัฐไปอยู่ในมือทั้งหมดจะเกิดการผูกขาดและการทุจริตเช่นเดียวกับบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้งกวาดข้าวในสต็อกของรัฐไปถึง 2 ล้านตัน ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร(ขณะที่ข้าวในสต็อกของรัฐที่ยังอยู่ในมือองค์การคลังสินค้าหรืออคส. อีกกว่า 4 ล้านตัน)


จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด ประกอบธุรกิจ ค้าปุ๋ย ค้าข้าว พืชผลทางการเกษตร และปรับปรุงคุณภาพข้าว มีนายจุ้ง เชียง เฉิน นางสุพรรณี เฉินและ น.ส.ภาวินี จารุมนต์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และถือหุ้นใหญ่โดยบริษัท เม้งไต๋ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552


กุญแจสำคัญของกรณีนี้อยู่ที่ น.ส.ภาวินี จารุมนต์ ซึ่งนอกจากจะเป็นกรรมการบริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรดแล้ว ยังเป็นกรรมการในบริษัท เม้งไต๋ อินเตอร์เนชั่นแนล ด้วย


"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบข้อมูลจากกรมธุรกิจการค้าพบว่า น.ส.ภาวินี จารุมนต์และครอบครัว"จารุมนต์"เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทในกลุ่มของครอบครัว"เทพสุทิน"ของนายสมศักดิ์ เทพสุทินหลายบริษัท เช่น


บริษัท ดี แลนด์ เพอร์เฟคที่ นายเทิดไท-น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน บุตรชายและบุตรสาวของนายสมศักดิ์ เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท(ประกอบธุรกิจโรงแรม บาร์ คาราโอเกะ) โดย มีน.ส.ภาวินี จารุมนต์ และนายทรงยศ สำรวยแสง (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท ซิลเวอร์สยาม ร่วมกับครอบครัวจารุมนต์) ถือหุ้นรายละ 1%

บริษัท เมก้า แลนด์ ประกอบธุรกิจค้าทอง มีนายเทิดไท เทพสุทินและ นายภเชศ จารุมนต์ เป็นกรรมการผู้อำนาจของบริษัท ทั้งนี้ ยังมี นายเทิดไท เทพสุทิน น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน นางพร เทพสุทิน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ น.ส.ธราพัน จารุมนต์ และนายภเชศ จารมนต์ เป็นผู้ถือหุ้น


ขณะเดียวกัน ครอบครัว"เทพสุทิน" ยังจัดตั้ง หจก.เทิดไทฟาร์มซึ่งมี นายเทิดไท-น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน เป็นหุ้นส่วนใหญ่ะทุนจดทะเบียนกว่า 10 ล้านบาท

ธุรกิจที่รู้จักกันดีคือ สนามกีฬาไก่ชนเทิดไท อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นสนามชนไก่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


สนามกีฬาแห่งนี้ มีนาย สุนทร จารุมนต์ ซึ่งว่ากันว่า เป็นสามีน.ส.ภาวินี เป็นกรรมการบริหาร

ในช่วงที่มีการจัด"มหกรรมพัฒนาไก่ชนไทย" เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 มีการนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มหาดไทย) และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นประธานเปิดงาน


นอกจากนั้นยังมี นายเนวิน ชิดชอบ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายอนุทิน ชาญวีรกูล มาร่วมงานอย่างพร้อมเพียง


จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้เห็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่าง .ส.ภาวินี จารมนต์ กรรมการผู้อำนาจนามของบริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรดได้รับสิทธิการซื้อข้าวถึง 1.1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท(ผ่านคณะทำงานนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน)กับครอบครัว"เทพสุทิน"ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มวังน้ำยม

สอง การประมูลมันเส้นในสต็อกของรัฐบาลกว่า 250,251 ตัน มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทก่อน


เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 บริษัท กาญจนาพันธ์ ฟาร์ม หนองลังกาฟาร์ม และ ไพรสะเดาฟาร์ม (ในเครือของบริษัท กาญจนาฟาร์ม จำกัด มีนายวิวัฒน์ -นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และผู้ถือหุ้นใหญ่) เข้าร่วมประมูล มันเส้นล็อตใหญ่กว่า 250,251 ตัน มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท จากโกดังของรัฐบาลซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/52


ปรากฏว่า บริษัททั้ง 3 ราย((จากผู้ยื่นประมูล 7 ราย)ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานดำเนินการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะทำงาน


จากนั้นเสนอเรื่องให้นางพรทิวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการตลาดมันสำปะหลังอนุมัติและนำเสนอ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง


จนกระทั่งมีการนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติเมื่อวันที่ 24 สิหงาคม 2553 ที่ผ่านมา

สำหรับความเป็นมาของ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนานั้น คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553 มีมติแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นางบุญยิ่ง มีสามีชื่อนายวิวัฒน์ นิติกาญจนา อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.ราชบุรีเขต 2 สังกัดกลุ่มวังน้ำยมที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นหัวหน้ากลุ่ม

เมื่อนายสมศักดิ์แยกออกมาตั้งพรรคพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ให้นายวิวัฒน์ เป็นรองหัวหน้าพรรค(เนื่องจากนายสมศักดิ์ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพราะคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งการยุบพรรคไทยรักไทย) มีนางพรทิวา เป็นเลขาธิการพรรค

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นางบุญยิ่ง ภรรยานายวิวัฒน์(ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย)ได้รับแต่งตั้งเป็นกุนซือของนางพรทิวา

(ดู "แกะรอยประมูลมันเส้นฉาว "กาญจนาฟาร์ม & กาญจนพันธ์ฯ" ยึดหัวหาด กวาดเรียบ 2.5 แสนตั" ในมติชน, 13 กันยายน 2553 หรือ มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284370023&grpid=01&catid=00)

จากพฤติการณ์ทั้ง 2 กรณี ชัดเจนว่า มีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งแม้จะยังไม่มีกฎหมายหรือข้อห้ามเป็นความผิดชัดเจน เว้นแต่จะมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือพิสูจน์ได้ว่า ผู้มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติมีส่วนรู้เห็น สนับสนุนหรือ บงการในทั้งสองกรณี

แต่ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวาเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เพราะการที่ผู้เข้าประมูลและชนะการประมูลเป็นบริษัทในเครือของของที่ปรึกษารัฐมนตรีและบริษัทที่มีสายสัมพันธ์กับต้นสังกัดของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ทำให้อาจมีการ"ฮั้ว" สมยอมราคาหรือตกลงราคากัน หรือมีการใช้อิทธิพลแทรกแซงการตัดสินของคณะทำงานที่เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ได้


นอกจากนั้น ยังเห็นชัดว่า ผู้มีอำนาจทั้งในกระทรวงพาณิชย์และในรัฐบาลพยายามปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ

จนกระทั่งสื่อมวลชนขุดคุ้ยและนำความจริงมาเปิดเผย จึงเห็นสายสัมพันธ์ของบริษัทที่เข้าประมูลกับผู้มีอำนาจทางการเมืองอย่างล่อนจ้อน


มติชนออนไลน์, 20 กันยายน พ.ศ. 2553

Sunday, July 25, 2010

จับพิรุธ"เรือเหาะ"ส่อเป็น"เรือเหี่ยว" เผยเจอรูรั่ว จ่อส่งซ่อมก่อนใช้!

จับพิรุธ"เรือเหาะ"ส่อเป็น"เรือเหี่ยว" เผยเจอรูรั่ว จ่อส่งซ่อมก่อนใช้!

มีรายงานจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ระบุว่า กองทัพบกได้ลงนามตรวจรับเรือเหาะตรวจการณ์ "สกายดรากอน" ที่สั่งซื้อมาในราคา 350 ล้านบาทแล้ว ทั้งๆ ที่ยังพบปัญหาอีกหลายประการ โดยเฉพาะรูรั่ว ถึงขนาดอาจต้องส่งซ่อมหรือขอเปลี่ยนลำใหม่จากทางบริษัทผู้จำหน่ายโดยที่ยังไม่ได้เริ่มใช้ แม้จะสั่งซื้อมานานกว่า 1 ปีแล้วก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.2553 ที่ท่าอากาศยานปัตตานี หรือสนามบินบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะและระบบตรวจการณ์ทางอากาศของกองทัพบก (ทบ.) ได้ลงนามตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบแล้ว หลังจากได้นำเรือเหาะขึ้นบินทดสอบเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำที่ติดตั้งกล้องจับภาพระยะไกล โดยมีการเชื่อมสัญญาณภาพมายังเครื่องรับสัญญาณภาคพื้น

การตรวจรับครั้งนี้เป็นการตรวจรับเฉพาะในส่วนของเฮลิคอปเตอร์กับกล้องจับภาพเท่านั้น เนื่องจากส่วนของตัวเรือเหาะ (บอลลูน) คณะกรรมการได้ตรวจรับไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา

มีข่าวว่า ตามกำหนดการเดิม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.ด้วย เพื่อตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบด้วยตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางอย่างกระทันหัน และมอบหมายให้ พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายส่งกำลังบำรุง (ผช.เสธ.ทบ.ฝกบ.) เป็นผู้ตรวจรับเรือเหาะแทน

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า การตรวจรับเรือเหาะครั้งนี้มีความพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้น ก่อนที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2553 ทำให้ทางกองทัพบกต้องเร่งรีบดำเนินการรับมอบเรือเหาะ แม้ว่าอุปกรณ์หลายๆ ส่วนโดยเฉพาะตัว "บอลลูน" จะยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งานจริงก็ตามที

มีรายงานว่า จากการทดสอบเรือเหาะทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะครั้งล่าสุด พบว่าเรือเหาะมีรอยรั่วซึมหลายจุด ส่งผลให้ไม่สามารถบินสูง 10,000 ฟิต (3 กิโลเมตร) ได้ตามที่กำหนดในสเปค คณะกรรมการของกองทัพบกจึงได้ประชุมร่วมกับตัวแทนของบริษัทผู้จัดจำหน่าย และเสนอให้ทางบริษัทนำเรือเหาะลำใหม่มาเปลี่ยนให้กองทัพบกไทย แต่เบื้องต้นทางบริษัทอ้างว่า หากต้องการลำใหม่จะต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน จึงเสนอให้ส่งซ่อม

ด้วยเหตุนี้แม้คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะของกองทัพบกจะตรวจรับเรือเหาะทั้งระบบแล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้งานจริงได้ เพราะต้องรอซ่อมแซมตัวเรือเหาะหรือเปลี่ยนเรือเหาะลำใหม่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน หรือถ้าจะนำขึ้นบิน ก็ต้องบินเฉพาะบริเวณเหนือค่ายทหาร หากบินออกไปด้านนอกจะเสี่ยงอันตรายมาก เนื่องจากระบบเรือเหาะทำเพดานบินได้แค่ 3,000 ฟิต (1 กิโลเมตร)

มีรายงานด้วยว่า ในท้ายเอกสารการตรวจรับเรือเหาะ คณะกรรรมการตรวจรับฯได้เขียนข้อเสนอเป็นความเห็นเพิ่มเติมว่า สภาพของเรือเหาะยังไม่สามารถใช้งานได้อย่าสงสมบูรณ์ จึงขอให้บริษัทนำไปตรวจสอบซ่อมปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ออกมาระบุว่า หากกองทัพบกลงนามตรวจรับเรือเหาะทั้งๆ ที่ยังมีปัญหา จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทันที

ย้อนรอย"เรือเหาะฉาว"

กองทัพบกโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ทำสัญญาซื้อ “ระบบเรือเหาะตรวจการณ์” จาก บริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ในราคา 350 ล้านบาท โดยเรือเหาะลำนี้ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON)

สำหรับข้อมูลจำเพาะของเรือเหาะลำนี้ คือรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ 0 -10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2 คูณ 125 HP 4-Cylinder, Continental IO-240 B ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง

เกณฑ์การสิ้นเปลือง ณ ความเร็วสูงสุด 50 ลิตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย (นักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย)

ทั้งนี้ หลังจากเรือเหาะถูกส่งถึงประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.ปีที่แล้ว ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่จากกองทัพบกไปฝึกการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์กับทางบริษัทผู้ผลิต และได้มีการก่อสร้างโรงจอดที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อโรงจอดสร้างเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายเรือเหาะไปไว้ที่โรงจอดดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2552 และเริ่มทดลองใช้ ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติงานจริงได้

ที่ผ่านมามีข้อสังเกตจากบุคคลในแวดวงธุรกิจเรือเหาะว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อน่าจะแพงเกินไป เพราะเรือเหาะของบริษัทแอร์ชิป เอเซีย ที่นำเข้าและจดทะเบียนก่อนที่กองทัพจะจัดซื้อ และมีขนาดใกล้เคียงกับเรือเหาะ “สกาย ดรากอน” นั้น มีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่เรือเหาะของกองทัพบก เฉพาะตัวบอลลูนอ้างว่ามีราคาสูงถึง 260 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเรือเหาะตรวจการณ์ว่าอาจเป็น "สินค้ามือสอง" เพราะสั่งซื้อและได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือน ทั้งๆ ที่หากเป็นของใหม่จะต้องใช้เวลาสร้างอีกร่วม 1 ปี ขณะเดียวกันก็ยังมีกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับราคาเติมก๊าซฮีเลี่ยมที่สูงถึง 3 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เรือเหาะลำใกล้เคียงกันเติมเพียงครั้งละ 7-8 แสนบาท

ที่สำคัญการตัดสินใจซื้อ "ระบบเรือเหาะตรวจการณ์" มาใช้ในภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้นถึงความเหมาะสมในแง่ยุทธการและความคุ้มค่า โดย อดีตนายทหารระดับสูงหลายนายอย่าง พล.อ.หาญ ลีนานนท์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทย ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อ "ระบบเรือเหาะตรวจการณ์" อย่างรุนแรงว่า ไร้ประโยชน์ในทางยุทธการ ไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าเขาอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตกด้วย

(เรื่องและภาพ โดย ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา)

มติชนออนไลน์, 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280034518&grpid=01&catid=

Monday, June 21, 2010

เปิดถุงเงิน"เนวิน"พบ บ.เมีย-เครือข่ายรับเหมาถนนไร้ฝุ่น ทางหลวงภาคเหนือ อีสานอื้อ 44 โครงการ300 ล้าน

เปิดถุงเงิน"เนวิน"พบ บ.เมีย-เครือข่ายรับเหมาถนนไร้ฝุ่น-ทางหลวงภาคเหนือ-อีสานอื้อ 44 โครงการ300 ล้าน

เปิดถุงเงินล่าสุด "เนวิน-เมีย" บริษัทเครือข่ายรับเหมาถนนไร้ฝุ่น บุรีรัมย์ 4 โครงการ 85 ล้าน พ.ย52-มี.ค. 53 กวาดงานกรมทางหลวง อปท.ในอีสาน เชียงใหม่ 44 โครงการ เกือบ 300 ล้าน ขณะที่ บ.เครือรัฐมนตรีไม่น้อยหน้ฟาด100 ล้าน

โครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่นของกระทรวงคมนาคมภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ไทยเข้มแข็ง)ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย ส่อมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interests) เมื่อพบว่าผู้รับเหมาใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย เข้าไปเกี่ยวข้อด้วย อย่างน้อย 4 โครงการ รวมวงเงิน 85.5 ล้านบาท

1. โครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น สายแยกทางหลวงหมายเลข 2144-บ้านคำแก้ว สำนักงานทางหลวงชนบทหนองคาย ได้ทำสัญญาว่าจ้าง หจก.ศรีประโคนชัยก่อสร้าง เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2552 วงเงิน 16,136,000 บาท

2.โครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น สายแยกทางหลวงหมายเลข 212-บ้านโนนสะแบง สำนักทางหลวงชนบทที่15 (อุดรธานี) ได้ว่าจ้าง หจก.ศรีประโคนชัยก่อสร้าง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2552 วงเงิน 31,080,000 บาท

3.โครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น สายแยก ทล.219 บ้านหลัก (ตอนที่1) ต.หนองบอน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 5 ได้ว่าจ้าง หจก.ศรีประโคนชัยก่อสร้าง เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2552 วงเงิน 19,882,000 บาท

4.โครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น แยก ทล.219-บ้านหลัก (ตอนที่ 2 )ระยะทาง 4901 กม สำนักงานทางหลวงชนบท ได้ว่าจ้าง หจก.ศรีประโคนชัยก่อสร้าง เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2552 วงเงิน 24,938,000 บาท

จากการตรวจสอบพบว่า หจก.ศรีประโคนชัยก่อสร้าง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2524 ทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1.5 ล้านบาท มีหุ้นส่วน 3 คนคือ 1.นายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนสวนกุหลาบกับนายเนวิน ชิดชอบ 2.นายเสริมศักดิ์ ทองศรี พี่ชายนายทรงศักดิ์ และ 3.นายเพิ่มพูน ทองศรี ส.ส.สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย พี่ชายนายทรงศักดิ์

ที่ตั้งเลขที่ 195 หมู่ที่ 2 ถนนโชคชัย-เดชอุดม ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ นางสาวเพชรรัตน์ ห่วงประโคน นางปัทมา ภาสดา คนละ 5 ล้านบาท และนายวิชัย ปิยมิตรธรรม ถือหุ้น 50 ล้านบาท

นอกจากงานในกรมทางหลวงชนบท ในช่วงปีงบประมาณ 2553 (เริ่มตุลาคม 2552) เป็นต้นมา จนถึงเดือนมีนาคม 2553 หจก.ศรีประโคนชัยก่อสร้างยังได้งานรับเหมาอื่นในกรมทางหลวงชนบทอีก 19 โครงการ รวมวงเงิน 56.8 ล้านบาท อาทิ

ก่อสร้างซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต ถนนสายนค.3024แยกทางหลวงหมายเลข212-บ้านโนนจำปาทองอ.บึงกาฬ,เซกาจ.หนองคายระยะทาง 6.2 กิโลเมตร วงเงิน 17.3 ล้านบาท ( 25 ก.พ. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายบ้านโคกเมือง-บ้านจรเข้มาก ต.จรเข้มาก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 2.4 กม. วงเงิน 8.5 ล้านบาท (2 มี.ค. 2553)

งานปรับปรุงทางแยกและจุดเชื่อมต่อสามแยก เส้นทางสายบร.3011 แยกทางหลวงหมายเลข 219-บ้านโคกขมิ้น อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.1 กม. วงเงิน 1.3 ล้านบาท (24 มี.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนสาย บ้านห้วยเสลา-บ้านโนนเสน่ห์ ต.หนองบอน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.525 กม. วงเงิน 1,898,200 บาท (29 ธ.ค. 2552)

ซ่อมสร้างถนนสาย บ้านสี่เหลี่ยม-บ้านโคกสะอาด ต.เขาคอก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ วงเงิน 1,898,600 บาท (29 ธ.ค. 2552)
ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายแยก ทล.219-บ้านโคกขมิ้น ต.โคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.6 กม. วงเงิน 1,747,000 บาท (11 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายแยก ทล.224-บ้านสายโท 6ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.675 กม. วงเงิน 1,898,200 บาท (11 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายบ้านแท่นบัลลัง-บ้านดอนอะราง ต.ทรัพย์พระยา อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง0.7 กม. วงเงิน 1,898,600 บาท (21 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายบ้านผักหวาน-บ้านเจริญสุข ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.65 กม. วงเงิน 1,898,500 บาท (21 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง สายบ้านสันติสุข-บ้านโคกตาด้วง ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.9กม. วงเงิน 1,898,700 บาท (21 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายอ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์-อ.ตาพระยา-บ้านซับคะนิง ต.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ระยะทาง 0.69 กม. วงเงิน 1,900,000 บาท (21 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายบ้านโคกใหม่-บ้านโคกตาด้วง ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.925 กม. วงเงิน 1,900,000 บาท (21 ม.ค. 2553)

ซ่อมสร้างถนนลาดยาง AC สายบ้านปากช่อง-บ้านหนองแวง ต.หนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 0.7 กม. วงเงิน 1,897,000 บาท (21 ม.ค. 2553) เป็นต้น

ไม่รวมโครงการก่อสร้างของกรมทางหลวง ในจ.บุรีรัมย์ อีก 3 โครงการ รวมวงเงิน 92.4 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำ 2 โครงการ ประมาณ 4 ล้านบาท กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อบต.ในจ.บุรีรัมย์) 16 โครงการ วงเงินกว่า 40 ล้านบาท รวมทั้งหมดประมาณ 290 ล้านบาท

หจก.ศรีประโคนชัยฯแจ้งข้อมูลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ในปี 2551 มีรายได้ 212.3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4.2 ล้านบาท

จากการตรวจสอบพบอีกว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด ของนายคะแนน สุภา พ่อตานายเนวิน และมีนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ถือหุ้น 18.1 ล้านบาท จาก 500 ล้านบาท ได้งานรับเหมาในกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมชลประทาน ใน จ.เชียงใหม่ และ ลำพูนอย่างน้อย 3 โครงการ มูลค่า 32 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบว่า หจก.ท่าราบก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวนายมานิต นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้งานรับเหมาก่อสร้างถนนไร้ฝุ่นใน จ.สมุทรสงคราม และราชบุรี อย่างน้อย 2 โครงการ มูลค่า 15.6 ล้านบาท และโครงการอื่นๆอีก 12 โครงการ

อาทิ โครงการก่อสร้างถนนลาดยาง AC สายเลียบคลองชลประทานดี 3 ต.โรงเข้ อ.บ้านแพ้ว ระยะทาง 2 กม. วงเงิน 4.2 ล้านบาท (8 เม.ย. 2553) โครงการก่อสร้างขยายไหล่ทาง AC สาย สค.4011-แยก ทล.3097 - บ้านกระทุ่มแบน ระยะทาง 3.2 กม. วงเงิน 6.3 ล้านบาท (21 พ.ค. 2553) เป็นต้น
รวมทั้งสิ้น 104 ล้านบาท

มติชนออนไลน์, 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Tuesday, June 8, 2010

"บีทีเอส-เซ็นทรัล-คิง เพาเวอร์" เอี่ยวมาตรการเยียวยาพิษม็อบการเมือง ยืดอายุสัมปทาน-ชดเชยรายได้

"บีทีเอส-เซ็นทรัล-คิง เพาเวอร์" เอี่ยวมาตรการเยียวยาพิษม็อบการเมือง ยืดอายุสัมปทาน-ชดเชยรายได้

การชุมนุมทางการเมืองที่บานปลายจนเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในกรุงเทพมหานครช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจาก จะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้แล้ว ยังส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมทั่วประเทศ เนื่องจากธุรกิจหลากหลายสาขาได้รับ ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อเยียวยาทั้งกับผู้ประกอบการ รายใหญ่และผู้ค้ารายย่อย อาทิ การอนุมัติวงเงินชดเชยรายได้แก่พนักงาน ลูกจ้าง การจ่ายเงินสนับสนุนนายจ้าง การให้ความช่วยเหลือด้วยการจัดหาพื้นที่ค้าขายใหม่ การสนับสนุนวงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนผันการชำระภาษี มาตรการลดหย่อนภาษี เป็นต้น

ที่น่าจับตามองคือ การที่กลุ่มทุนธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจโดยได้รับสัมปทานจากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจฉวยจังหวะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐพิจารณาหาทางช่วยเหลือกิจการที่ได้รับสัมปทาน

เริ่มจาก "กลุ่มเซ็นทรัล" ของตระกูล "จิราธิวัฒน์" ยื่นข้อเสนอขอต่ออายุสัญญาเช่าที่ดิน 47 ไร่ บริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธิน ทำเลที่ตั้งของห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ออกไปอีก 1 ปี จากสัญญาเช่า 20 ปี เป็น 21 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดสัญญาเช่าปี 2571 เลื่อนเป็น 2572 พร้อมกับขอเลื่อนการรีโนเวตอาคารออกไป เพื่อนำพื้นที่ห้างมาเปิดรับผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเพลิงไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์

ประเด็นนี้แม้บิ๊กกระทรวงคมนาคมทั้ง "โสภณ ซารัมย์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" ปลัดกระทรวงคมนาคม และ "ยุทธนา ทัพเจริญ" ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จะผนึกกำลังกันรุมค้าน จึงต้องรอลุ้นว่าสุดท้ายจะได้รับส้มหล่นจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมาหรือไม่

ขณะเดียวกันบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ซึ่งได้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็เคลื่อนไหว เรียกร้องขอชดเชยรายได้จากที่ได้รับผลกระทบจากม็อบการเมือง โดยยื่นเรื่องผ่านผู้บริหาร กทม.เช่นเดียวกัน โดย "ธีระชน มโนมัยพิบูลย์" รองผู้ว่าฯ ระบุว่า ได้รับแจ้งจากบีทีเอสว่า ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมารายได้ลดลง 20% และ 50% ตามลำดับ โดยเฉลี่ยได้รับความเสียหายวันละ 12 ล้านบาท จึงต้องการของบฯเยียวยาจากภาครัฐกว่า 100 ล้านบาท

เจาะลึกลงไปไม่เฉพาะพิษม็อบคนเสื้อแดง เพราะ 2 ปีก่อนหน้านี้ช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือม็อบคนเสื้อเหลืองบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นเผาเมือง แต่กรณีดังกล่าวก็ส่งผลกระทบทั้งกับผู้ได้รับสัมปทานและผู้เช่าพื้นที่ในสนามบิน ซึ่งล่าสุดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ "ทอท." ก็ได้ออกมาตรการเยียวยาโดยให้ยืดอายุสัมปทานเช่นเดียวกัน

"ปิยะพันธุ์ จัมปาสุต" ประธานคณะกรรมการ "ทอท." เผยว่า มติที่ประชุมบอร์ดเดือนมิถุนายน 2553 เห็นชอบแผนเยียวยาผู้ประกอบการซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่ในสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินที่อยู่ในความดูแลของ ทอท.ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง โดยให้ขยายสัญญาสัมปทานให้กับกลุ่มธุรกิจทั้งรายเล็ก รายกลาง และ รายใหญ่ รวมกว่า 150 สัญญา ดังนี้

กลุ่ม 1 อายุสัญญา 10 ปีขึ้นไป ขยายอายุสัญญาต่อไปอีก 2 ปี 26 สัญญา แบ่งเป็น 21 สัญญาที่ไม่เข้าข่ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชน เข้าร่วมงานหรือดำเนินกิจการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ในจำนวนนี้มีกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ.การบินไทย บจ.บางกอก ไฟลต์ เซอร์วิสเซส ของบางกอกแอร์เวย์สรวมอยู่ด้วย ส่วนรายอื่น 6 สัญญา เข้าร่วม พ.ร.บ.ร่วมทุนต้องเสนอ ครม.อีกครั้ง

กลุ่ม 2 อายุสัญญา 8 ปีขึ้นไป ได้ต่ออีก 1 ปี 8 เดือน กลุ่ม 3 อายุสัญญา 5 ปีขึ้นไป ได้ต่ออีก 1 ปี กลุ่ม 4 อายุสัญญา 3 ปีขึ้นไป ได้ต่ออีก 8 เดือน และกลุ่ม 5 อายุสัญญา 3 ปี ได้ต่ออีก 6 เดือน

เป็นการยืดอายุสัมปทานให้โดยที่ผู้ประกอบการเองไม่ได้เรียกร้อง จนถูกหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต

"วิชัย รักศรีอักษร" ประธานกรรมการบริหาร คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เรื่องนี้เอกชนไม่ได้ขอขยายสัญญาเพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นนโยบายของภาครัฐที่เร่งปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ เร็วไป เพราะสถานการณ์ตอนนี้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นคิง เพาเวอร์ ทุกคนต้องร่วมกันแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าให้รอดก่อน เรื่องรายได้จากยอดขายสินค้าปลอดอากร

พร้อมกับย้ำว่า ตั้งแต่สุวรรณภูมิเปิดบริการ คิง เพาเวอร์ฯเจอมรสุมลูกใหญ่ถล่มอย่างต่อเนื่อง จากยุคคณะมนตรีความมั่นคงเข้ามาตรวจสอบและสั่งระงับการขายสินค้าชั่วคราวโดยอ้างว่า ผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ปิดสนามบิน 9 วัน เหตุการณ์สงกรานต์เลือดเดือนเมษายน 2552 และม็อบราชประสงค์ 2553

"บริษัทหารายได้มาใช้หนี้แต่ละเดือนยังไม่พอ ถึงวันนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเมืองไทยยังจะเป็นสถานที่น่าลงทุนอย่างมีอนาคต ต่อไปหรือไม่ ดังนั้นการขยายสัญญาเผื่ออนาคตอีกหลายปีข้างหน้าซึ่งไม่มีใคร คาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกนั้น จึงไม่ได้ทำให้บริษัทร่ำรวยขึ้นมาทันทีได้" วิชัยกล่าว

ไม่รวม "ดอนเมืองโทลล์เวย" ที่ส้มหล่นจากที่กรมทางหลวงต่ออายุสัมปทานให้ 11 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดสัญญาปี 2564 เป็นปี 2577 แลกกับการที่บริษัทยกเลิกการฟ้องร้องจากที่บริษัทระบุว่า ภาครัฐผิดสัญญา

ถือเป็นคนละเคส คนละเหตุการณ์ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการต่ออายุสัมปทาน หรือไม่ก็ชดเชยรายได้คล้ายๆ กัน

ประชาชาติธุรกิจ, 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4216