Thursday, February 24, 2011

ใครสวาปาล์ม 3 เดือน 5,000 ล้าน 3 ล็อตใหญ่ ใคร หนอ"พุงกาง"?

ใครสวาปาล์ม 3 เดือน 5,000 ล้าน 3 ล็อตใหญ่ ใคร หนอ"พุงกาง"?


ที่สุดรัฐบาลก็ออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน

ด้วยการให้กระทรวงพลังงานนำน้ำมันปาล์มดิบ 15,000 ตัน มากลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวดขายลิตรละ 47 บาท โดยรัฐบาลอุดหนุนราคาให้ลิตรละ 9.50 บาท

นอกจากนั้น ยังให้สมาคมโรงกลั่นนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขจำนวน 30,000 ตัน โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ควบคุมการนำเข้ามาภายใน 15 วัน ส่วนนี้รัฐบาลชดเชยให้ลิตรละ 5 บาท

รวมๆ รัฐบาลต้องชดเชยให้ 200 ล้านบาท

นี่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการแก้ไขปัญหาหลังจากประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก และเป็นการแก้ไขหลังจากที่ "แก๊งสวาปาล์ม" อิ่มหนำสำราญกับน้ำตาของชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

ทำให้เกิดคำถามว่า ปัญหาส่อเค้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ทำไมไม่ใช้สมองส่วนหน้าในการแก้ไขปัญหา ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง

เริ่มจากคำถามที่ว่า ทำไมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ที่มีรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน จึงปล่อยให้ปาล์มดิบหมดไปจากสต๊อคโดยไม่คิดแก้ไข

เพราะก่อนหน้านี้มีการกำหนดสต๊อคไว้คร่าวๆ ว่าต้องมีอย่างน้อยราวๆ 200,000 ตัน เพื่อรักษาสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ

หากดูตัวเลขสต๊อคน้ำมันปาล์มในเดือนสิงหาคม 2553 อยู่ที่ 209,659 ตัน ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

แต่ในเดือนกันยายน ตุลาคม สต๊อคลดลงเรื่อยๆ จนเหลือล่าสุด 98,015 ตัน ในเดือนพฤศจิกายน 2553

ห้วงนั้น มีเสียงติงไปยังคณะกรรมการนโยบายปาล์ม ว่าให้นำเข้าเพื่อมาเสริมสต๊อค เพราะอดีตการนำเข้า 10,000-20,000 ตัน ก็เคยมีการนำเข้ามาแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการนโยบายปาล์มที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน ไม่มีการดำเนินการใดๆ ปล่อยให้สต๊อคน้ำมันปาล์มหมดลงไม่เหลือแม้แต่ตันเดียว ในเดือนธันวาคม 2553

นี่คือ "คำถาม" ว่าทำไม รองนายกฯสุเทพถึงปล่อยให้ปาล์มดิบหมดสต๊อค

คำถามต่อมาคือ เมื่อรู้ว่าหมด ทำไมไม่เร่งนำเข้าเพื่อเติมสต๊อคให้เต็ม แต่กลับมีการอนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มจากราคาลิตรละ 36.50 เป็น 47 บาท

พ่อค้ากินส่วนต่างจากการกักตุนทันที ลิตรหรือขวดละ 10 บาท

นั่นคือ "ผลประโยชน์" ล็อตแรกที่แก๊งสวาปาล์มได้รับ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2553 มีการรับซื้อปาล์มจากเกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกาศ

กล่าวคือรัฐบาลประกาศราคาขายที่กิโลกรัมละ 11 บาท แต่โรงหีบกลับรับซื้อในราคาแค่ 6 บาท มีส่วนต่างกิโลกรัมละ 5 บาท

เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่างๆ ราคาที่โรงหีบอยู่ที่ลิตรละ 37.28 บาท แต่เมื่อส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันพืชต้นทุนอยู่ที่ 50 บาท เพราะคิดตามราคาที่รัฐบาลประกาศคือ 11 บาท ไม่ใช่ราคารรับซื้อจริงจากเกษตรกรคือ 6 บาท

เมื่อรวมค่ากลั่น 15 บาท ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ต่ำสุด จะอยู่ที่ลิตรละ 65 บาท

ตรงนี้ ว่ากันว่าโรงหีบได้ค่าส่วนต่างมากถึง 12.72-24 บาทต่อลิตร

โรงหีบสำคัญๆ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ สุราษฏร์ธานี ชุมพร กระบี่ เนื่องจากทั้ง 3 จังหวัดมีผลผลิตต่อปีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีโรงหีบ 65-67 แห่ง

ปรากฏว่าโรงหีบเหล่านี้ มีเจ้าของที่ใส่ชื่อไขว้กันไปมาแค่ 10 คนเท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นนักการเมือง หรือไม่ก็หัวคะแนนของพรรคการเมืองใหญ่

คำนวณกันคร่าวๆ ในช่วงเดือน 2 เดือน ก่อนจะมีการนำเข้าปาล์มในกลางเดือนมกราคม 2554 จำนวน 30,000 ตัน ผลประโยชน์จาก "ค่าส่วนต่าง" ตรงนี้อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท

เป็นผลประโยชน์ "ล็อตสอง" ที่แก๊งสวาปาล์มได้รับ

คำถามต่อมาก็คือ เมื่อรู้แนวโน้มว่าปาล์มจะขาดแคลน ทำไมยังปล่อยให้มีการส่งออกน้ำมันปาล์มช่วงปลายปี 2553 มากจนผิดปกติ

แล้วทำไมเอาปาล์มไปผลิตไบโอดีเซลมากถึง 400,000 ตัน ทั้งที่การผลิตไบโอดีเซลมีแต่ขาดทุน และรัฐบาลต้องอุดหนุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท

อีกทั้ง หากดูตัวเลขผลผลิตของปาล์มสดที่ออกมา ในปี 2553 พบว่ามากถึง 8,223,135 ตัน มากกว่าปี 2552 ถึง 60,432 ตัน

ตรงนี้ จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะมาบอกว่าทำให้ผลปาล์มดิบขาดตลาด อันเนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัยใหญ่
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกตั้งคำถามว่า เป็นการ "จงใจ" ทำให้ปาล์มขาดตลาด เพื่อให้

เพื่อนพ้องน้องพี่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้าประเป๋า เพื่อใช้ในการกิจกรรมการเมืองหรือไม่

เป็นการตั้งคำถาม อันเนื่องมาจากสงสัย สงสัยในความจริงใจของรัฐบาลที่มีฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรชาวสวนปาล์มมากที่สุด

ส่วนการนำเข้า 30,000 ตัน หรือการนำเข้าล็อตใหม่ เป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของรัฐบาล

ถามว่า คนอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนอย่างรองนายกฯสุเทพ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ และเจ้าของสวนปาล์ม คนอย่างอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่คุ้นเคยกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มมาทั้งชีวิต

รวมทั้งพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีสวนปาล์มเป็นหมื่นๆ ไร่ จะไม่รู้แนวทางการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายในฐานะคนประชาธิปัตย์เลยหรือ

นี่คือ "คำถาม" ที่ทิ้งท้ายไว้เพื่อรอ "คำตอบ"

มติชน, 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Friday, February 4, 2011

เปิดบ้านหลังงาม"บิ๊กบัง" ในค่ายทหาร เผย"ศัตรูถาวร 3 อย่าง ที่ต้องระวัง!!

สนธิ บุญยรัตกลิน


สนธิ บุญยรัตกลิน
สนธิ บุญยรัตกลิน
สนธิ บุญยรัตกลิน
สนธิ บุญยรัตกลิน
สนธิ บุญยรัตกลิน

เปิดบ้านหลังงาม"บิ๊กบัง" ในค่ายทหาร เผย"ศัตรูถาวร 3 อย่าง ที่ต้องระวัง!!

4 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้นำ คมช. และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ช่อง"ทีวีไทย" เมื่อค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ยืนยันว่า รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้...ต้องทำ

บิ๊กบัง ฟันธงว่า การเมืองไทย เสียหาย เพราะ"คน" ไม่ใช่"ระบบ"

การรัฐประหาร 19 กันยายน ส่งผลดีต่อการเมืองไทยมากกว่าผลเสีย

นี่คือ ความเชื่อมั่นจนถึงวันนี้ของผู้กระทำการรัฐประหาร

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี .... ไม่เชื่อเช่นนั้น

ผู้ถูกรัฐประหาร ออกมาแฉว่า การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอกและได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น

ต่อมา พรรคเพื่อไทย รับลูกยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เครือญาติ

"มติชนออนไลน์" เปิดดู กรุสมบัติของอดีตผู้นำ คมช.ที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบข้อมูลที่น่าสนใจ

"บิ๊กบัง" รวมภรรยา 2 คน ไม่ได้ทำธุรกิจ และ บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน รวม 4 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 90 ล้านบาท ไม่รวมบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 4 คน

ย้อนไปเมื่อ วันที่ 5 ต.ค. 2550 ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ พล.อ.สนธิแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 38.7 ล้านบาท นางสุกัลยา คู่สมรส คนที่หนึ่ง 14 ล้านบาท นางปิยะดา คู่สมรส คนที่สอง 36.9 ล้านบาท น.ส.ศศินภา บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 3 แสนบาทเศษ รวม พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา 53.1 ล้านบาท แต่ถ้ารวมนางปิยะด้วยเท่ากับ 90.1 ล้านบาท

ต่อมา วันที่ 6 ก.พ.2551 ตอนพ้นตำแหน่ง ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 60.1 ล้านบาท

กระทั่งพ้นตำแหน่งครบ 1 ปีวันที่ 5 ก.พ. 2552 ทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 62.2 ล้านบาท น่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งหลัง พล.อ.สนธิ มิได้แจ้งทรัพย์สินของภรรยาคนที่สอง แต่อย่างใด

หากเปรียบเทียบครั้งแรก กับ ครั้งหลัง ช่วงเวลาเพียงปีเศษ เพิ่มประมาณ 9 ล้านบาท ถือว่า"ไม่น้อย"

เมื่อเจาะลึกพบว่า พล.อ.สนธิมีเงินลงทุน ได้แก่ หุ้นการบินไทย ,กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ นสค. รวม 11.2 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่รายการที่เพิ่มขึ้นคือ "ที่ดิน " และ "เงินฝาก"

เงินฝาก ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่ามี 23.5 ล้านบาท นางสุกัลยา 3.9 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่งพล.อ.สนธิมี 29.3 ล้านบาท นางสุกัลยาลดลงเหลือ 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมี 26.6 ล้านบาท นางสุกัลยาเพิ่มเป็น 1.6 ล้านบาท

ส่วนที่ดิน ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่าไม่มี นางสุกัลยามี 1 แปลง 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 1 แปลง มูลค่า 3.3 ล้านบาท นางสุกัลยา 4 แปลง 5.2 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมีที่ดิน 6 แปลง 6.3 ล้านบาท ส่วนนางสุกัลยามี 4 แปลง เบ็ดเสร็จที่ดินของคนทั้งสองเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แปลง

ขณะที่ พรรคมาตุภูมิ ที่พลเอกสนธิ นั่งเป็นหัวหน้าพรรค ในรอบปี 2553 มีเงินบริจาคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย แม้จะไม่ก้อนโตเท่าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็มากกว่าอีกหลายพรรค

ผู้บริจาครายใหญ่ในช่วงปี 2553 ได้แก่ นายศุภกาญจนะ หิรัญญะเวช บริจาค 1.22 ล้านบาท นายกมลศักด์ สีวาเมาะ บริจาค 2 แสนบาท นายอภิชาติ สุดแสวง 2 80,000 บาท นายอนุมัติ ชูสารอ 280,000 บาท และนางอัมพร อิ่มสกุล บริจาค กว่า 1.2 ล้านบาท

แต่ใครจะเชื่อว่า พลเอกสนธิ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพียงคนเดียว ที่มีบ้านพักหลังงามตั้งอยู่ในค่ายทหาร !!!

ต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นิตยสาร WHO ? นำเสนอบทสัมภาษณ์"บิ๊กบัง"ใน บ้านพักหลังงามย่านพหลโยธิน

สิ่งที่น่าตื่นใจคือ ในโรงรถและรอบบ้าน มีรถหรูจอดอยู่หลายคัน ...บางคันยังป้ายแดง

จริง ๆ แล้ว บ้านพักหลังงามหลังนี้จะมิใช่ กรรมสิทธิ์ของ พล.อ.สนธิ แต่เขาก็พำนักมาแล้วร่วม 3 ปี ด้วยเป็นหนึ่งในบ้านพักของ 5 เสือ ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 2 นาย เสนาธิการทหารบก) ซึ่งสร้างเสร็จไปแล้ว 4 หลัง

บ้านแต่ละหลังจะมีภาพสนามกอล์ฟกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็น "หลังบ้าน" ซึ่ง พล.อ.สนธิชี้ชวนชม พลางว่า หากเป็นยามเช้าด้วยแล้วมักจะต้องหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาบันทึกภาพไว้ไม่ขาด จากนั้นก็จะใช้เป็นฉากหลังสำหรับกาแฟถ้วยโปรดและหนังสือพิมพ์ในมือทุกเช้า

"ผมถึงได้บอกกับทุกๆคนว่า อย่าไปเอาความทุกข์มาใส่ตัว ผมเองไม่เคยมีความทุกข์ ปล่อยวางได้ แม้จะผ่านเรื่องราวอึมครึมมาก็ไม่เคยมีความทุกข์ ใครเห็นผมเมื่อวันที่ 19 กันยายน 49 (วันที่ทำรัฐประหาร) ผมยังหัวเราะ ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม จะไปซีเรียสทำไม อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด "

" ทุกวันนี้กิจวัตรที่ผมต้องทำคือการเรียนหนังสือปริญญาเอก ยิ่งตอนนี้เรียนหนักมาก ถ้ากลางคืนไม่มีงานอะไรก็ต้องดูหนังสือ แล้ววิถีชีวิตประจำวันของผมเป็นคนตื่นเช้า จะนั่งดื่มกาแฟแก้วหนึ่ง พร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนอินเทอร์เน็ตตอนนี้ไม่ค่อยได้เล่นเท่าไร เพราะต้องทุ่มเวลาให้กับการเรียน "

"ที่ผ่านมาอาจมีคนกลั่นแกล้งกันบ้าง เป็นสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้เกิด ส่วนศัตรูที่เป็นศัตรูถาวร 3 อย่าง จะต้องไม่ให้เกิดเด็ดขาด คือ 1.เรื่องผู้หญิง 2.เรื่องอำนาจ 3.เรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องผู้หญิงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สอนผมมา การขัดแย้งเรื่องผู้หญิงคือศัตรูถาวร เช่น เรากับเพื่อนชอบผู้หญิงคนเดียวกัน เราตัดปัญหาอย่างไปแย่งเขา(ซี) เพราะถ้าแย่งเรื่องผู้หญิงก็จะเป็นศัตรูถาวร เขาว่าถ้าเป็นศัตรูที่เกิดจากความอิจฉาจะเป็นศัตรูชั่วคราว ผมมีภาษิตไว้ท่องขึ้นใจคือ จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใคร อยากเห็น เราเด่นเกิน"

สำหรับนโยบายของพรรคมาตุภูมิ พลเอกสนธิ แจกแจงผ่าน นิตยสาร WHO ? ว่า "การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการเสนอตั้งทบวงการบริหารกิจการชายแดนภาคใต้ โดยมีรัฐมนตรีทบวงนั้นเป็นผู้ดูแล "

"นโยบายของพรรคเราคือหยิบเงื่อนไขของประเทศในเวลานี้มากำหนดตัวนโยบาย เช่น ตอนนี้ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางสังคม หลักที่ 1 เราต้องสร้างความรักและความผูกพัน ความสมานฉันท์ ความปรองดองในชาติ ปัญหาที่เป็นวิกฤต ในขณะนี้คือ ประชานิยมเรื่องความเหลี่ยมล้ำทางสังคม นโยบายของเราก็คือถ้าเราต้องการที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นประชาธิปไตย อย่างแรกเราต้องทำให้สังคมมีความเสมอภาคกัน จะทำยังไงให้คนจน-คนรวย ลงมาหากันได้ง่ายขึ้น ผมยืนยัน เรื่องพวกนี้ถ้าเราทำให้ประชาชนได้มีความเข้าใจ มันก็จะทำได้เร็ว "

ผมขอยกตัวอย่าง ประเทศไทยเราประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ถ้าเกษตรกรมีนา 1 ไร่ สมมติว่าผลิตข้าวได้ 50 ถัง ทำนามาเป็น 20 ปีก็ยังได้แค่ 50 ถัง เราจะทำอย่างไรให้เขามีความรู้มากขึ้น ลงทุนน้อยลง แต่ได้ข้าว 80 ถัง นโยบายของเราทำยังไงให้มีคนรวยมากขึ้น ทำอย่างไรให้คนมีการศึกษาเพิ่มขึ้น เมื่อคนมีความรู้มากขึ้น ความฉลาดของคนก็จะเพิ่มสูงขึ้น จะได้นำความรู้ไปพัฒนาอาชีพของเขาได้มากขึ้น"

พรรคการเมืองมักจะมาควบคู่กับเงินที่ต้องใช้ ต้องทุ่ม "บิ๊กบัง" คิดอย่างไร

"ผมขอเรียกเงินตรงนี้ว่างบประมาณ ซึ่งในระเบียบของ กกต. คนหนึ่งก็ใช้เงินได้ไม่มาก แต่มันมีวิธี การที่เรามีเงินน้อย กับที่เราทำให้คนมาเลือกเรามากๆ ได้นั้นมีหลายวิธี เราต้องอธิบายให้กับคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ให้มองให้เห็นว่าคนที่มีเงินมากกว่านั้นมีผลดี ผลเสียอย่างไร แต่เรามีแต่อุดมการณ์ มีความคิดที่จะแก้ปัญหาชาติ ต้นทุนก็จะลดลง และความรัก ความสงสารกับเราก็จะมีมากขึ้น"

" ผมไม่เกี่ยวกับการทำงานข้ามกลุ่ม ข้ามสี หากแต่เป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติ"

" ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรักผม" พลเอกสนธิ ยืนยัน

(ภาพและบทสัมภาษณ์ บางส่วนจาก นิตยสาร WHO ? เดือนกุมภาพันธ์ 2554 )

มติชน, 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Sunday, January 16, 2011

สูญ2พันล้านซื้อยุทโธปกรณ์ชำรุด เรือเหาะ"เหี่ยว"-บอมบ์สูทล่องหน

สูญ2พันล้านซื้อยุทโธปกรณ์ชำรุด เรือเหาะ"เหี่ยว"-บอมบ์สูทล่องหน

สำรวจขุมทรัพย์จัดซื้อยุทโธปกรณ์ดับไฟ ใต้ 2 พันล้าน ส่วนใหญ่ได้ของ "ชำรุด-ด้อยคุณภาพ" เรือเหาะตรวจการณ์ยังบินไม่ขึ้น กลายเป็น "เรือเหี่ยว" ต้องเคลมผ้าใบบอลลูนผืนใหม่ "จีที 200" เป็นตำนาน "ไม้ล้างป่าช้า" ขณะที่ตำรวจตั้งงบ 330 ล้านซื้อ "บอมบ์สูท" ตั้งแต่ปี 2551-2552 ป่านนี้ยังส่งมอบไม่ได้ ปล่อยกำลังพลสังเวยชุดหมดอายุ

เหตุระเบิดต้อนรับปี 2554 ที่ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ซึ่งทำให้ ด.ต.กิตติ มิ่งสุข เจ้าหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ อีโอดี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 447 ต้องเสียชีวิตคาชุดป้องกันอันตรายจากแรงระเบิด หรือ “บอมบ์สูท” กระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่า "บอมบ์สูท" ที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้น เป็นชุดที่หมดอายุการใช้งานแล้ว สะท้อนถึงปัญหาการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติใน ภารกิจดับไฟใต้ได้เป็นอย่างดี

ล่าสุดจากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณของ "กรุงเทพธุรกิจ" ย้อนหลังไปถึงปีงบประมาณ 2551 และ 2552 พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งงบประมาณจัดซื้อ "บอมบ์สูท" ล็อตใหม่เอาไว้เมื่อปี 2551 จำนวน 118 ล้านบาท สำหรับบอมบ์สูท 9 ชุด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบ

ถัดจากนั้นในปีงบประมาณ 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังตั้งงบประมาณเพื่อซื้อบอมบ์สูทเพิ่มเติมอีก 14 ชุด จำนวน 214 ล้านบาท แต่ผ่านมาถึงปีงบประมาณ 2554 แล้ว ยังไม่มีการจัดซื้อตามงบประมาณที่ตั้งไว้แม้แต่ชุดเดียว

แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณภาค ใต้ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ได้เรียกตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางตำรวจอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากการประมูลมีปัญหา ต้องยกเลิกการประกวดราคาไปถึง 2 ครั้ง ประกอบกับต้องการกำหนดสเปคใหม่ ทำให้ยังจัดซื้อบอมบ์สูทล็อตใหม่ไม่ได้

"ถือเป็นคำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการตั้งงบพร้อมกำหนดจำนวนบอมบ์สูทที่จะจัดซื้อ แสดงว่ามีการกำหนดสเปคเอาไว้เรียบร้อย การพยายามเปลี่ยนแปลงสเปคในภายหลัง ไม่ทราบว่ามีการวิ่งเต้นหรือมีนอกมีในอะไรหรือไม่ ที่สำคัญงบประมาณก้อนนี้รวม 2 ปีงบประมาณสูงถึงกว่า 330 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้กำลังพลในพื้นที่ยังไม่ได้รับบอมบ์สูทล็อตใหม่ จึงต้องใช้บอมบ์สูทที่หมดอายุแล้ว จนเกิดความสูญเสียตามที่เป็นข่าว" แหล่งข่าวระบุ

ปิกอัพหุ้มเกราะ750ล้านยังฝุ่นตลบ

โครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์อีกล็อตหนึ่งสำหรับ ภารกิจดับไฟใต้ที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในช่วงการพิจารณางบประมาณราย จ่ายประจำปี 2554 คืองบที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติเพิ่มจำนวน 750 ล้านบาท จากงบปกติที่ได้รับแล้วถึง 1.7 แสนล้านบาทเศษ สำหรับจัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนหน่วยที่ปฏิบัติในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ กำลังพลได้รับความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งก็คือ "รถยุทธวิธีกันกระสุน" จำนวน 300 คัน ราคาคันละ 2.5 ล้านบาท

สเปคของรถยุทธวิธีกันกระสุน ซึ่งเรียกกันว่า "รถปิกอัพหุ้มเกราะ" เป็นรถปิกอัพแบบดับเบิลแค็บ (สี่ประตู) เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ เสริมเหล็กขนาดความหนา 1-1.30 เซนติเมตร รอบตัวรถ หลังคารถ และพื้นที่ใต้ท้องรถ พร้อมติดกระจกกันกระสุนขนาดความหนาประมาณ 2 เซนติเมตร รอบคัน

แม้งบประมาณก้อนนี้ที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติ เพิ่มจะได้รับอนุมัติจากสภาไปแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันกระบวนการจัดซื้อยังมีปัญหา โดยแหล่งข่าวจากวงการค้ายุทโธปกรณ์ เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สาเหตุของความล่าช้ามาจากคุณภาพของรถต้นแบบที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตไม่ผ่าน การทดสอบ

"จริงๆ แล้วรถปิกอัพหุ้มเกราะราคาอยู่ที่เกือบๆ ล้าน หรือ 1 ล้านบาทเศษเท่านั้น หลายบริษัทในประเทศไทยก็ผลิตได้ ซ้ำยังคุณภาพดีกว่าบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตรถต้นแบบด้วย แต่เป็นที่รู้กันในวงการว่าผู้บริหารของบริษัทผลิตรถต้นแบบมีสายสัมพันธ์ที่ ดีกับผู้ใหญ่ในกองทัพ ทำให้ได้รับเลือก แต่เมื่อคุณภาพของรถยังไม่ผ่านการทดสอบ จึงยังไม่รู้ว่าโครงการนี้จะจบลงอย่างไร" แหล่งข่าว กล่าว

ทั้งนี้ รถปิกอัพหุ้มเกราะล็อตเก่าที่ใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นรถกระบะยี่ห้อดังสี่ประตู ราคาคันละ 8 แสนบาท มีค่ากระจกกันกระสุนเพิ่ม 5 แสนบาท รวมราคารถคันละ 1.3 ล้านบาท

"เรือเหาะ-เรือเหี่ยว"ปีกว่ายังบินไม่ขึ้น

ยุทโธปกรณ์อีกตัวหนึ่ง ที่เรียกเสียงฮือฮาข้ามปีคือ "บอลลูนตรวจการณ์" หรือเรือเหาะ "สกายดรากอน" ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษโดยใช้งบประมาณถึง 350 ล้านบาท ด้วยหวังจะให้เป็น "ดวงตาบนฟากฟ้า" ป้องปรามและไล่ล่ากลุ่มก่อความไม่สงบด้วยศักยภาพของกล้องอินฟราเรดสุดทันสมัย มูลค่าเฉพาะตัวกล้องนับร้อยล้านบาท

หลังจากจัดซื้อเมื่อกลางปี 2552 เรือเหาะลำนี้ต้องเลื่อนกำหนดปล่อยขึ้นปฏิบัติการมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงการทดสอบขึ้นบินในระยะความสูงเพียง 1,000 เมตร ทั้งๆ ที่ตามสเปคจริงต้องบินสูงถึง 3,000 เมตร เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากภาคพื้น ปัจจุบันเรือเหาะลำนี้จึงถูกเก็บอยู่ในโรงจอดภายในกองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ต่อมาเมื่อราวปลายปี 2553 มีการเปิดโปงจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า สาเหตุที่เรือเหาะขึ้นปฏิบัติการไม่ได้ เนื่องจากพบรอยรั่วจำนวนมากบริเวณผืนผ้าใบ ซึ่งข้อกล่าวหานี้ฝ่ายกองทัพยังไม่สามารถชี้แจงเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ สาธารณชนได้

แหล่งข่าวในวงการทหาร เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้มีการตั้งงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือเหาะ เป็นงบประมาณจัดซื้อผ้าใบเพิ่มเติมเพื่อนำมาปะบริเวณรอยรั่ว แต่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะรอยรั่วมีหลายจุดมากเกินไป ทำให้ทางกองทัพต้องขอเปลี่ยนสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต ล่าสุดทางบริษัทได้ส่งบอลลูนผ้าใบผืนใหม่มาให้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณสำหรับเติมก๊าซฮีเลียม ซึ่งต้องใช้งบมากถึง 4 ล้านบาท

"จีที 200" ตำนานไม้ล้างป่าช้า

ยุทโธปกรณ์ที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่ สุดตลอดปี 2553 คือ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 GT200 หลังจากแสดงผลผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง จนเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2552 และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่ตลาดพิมลชัยกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ความผิดพลาดที่นำไปสู่ความสูญเสีย ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่อง จีที 200 GT200 จากองค์กรภาคประชาสังคม นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนออนไลน์ กระทั่งสำนักข่าวบีบีซี เสนอสกู๊ปข่าวการ “ผ่าเครื่อง” ที่มีลักษณะคล้าย จีที 200 GT200 แต่ใช้ชื่อทางการค้าว่า ADE 651 ผลปรากฏว่าเป็นเครื่องลวงโลก เพราะภายในไม่มีกลไกอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ และไร้ประสิทธิภาพในการตรวจหาระเบิดอย่างสิ้นเชิง

จากข้อมูลและกระแสเรียกร้องดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องมีคำสั่งให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจีที 200 GT200 ด้วยวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับ ผลปรากฏว่าการทำงานของเครื่องมีความแม่นยำต่ำกว่าการเดาสุ่ม ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำจนไม่อาจยอมรับได้ หลายคนจึงขนานนาม จีที 200 GT200 ว่าเป็น "ไม้ล้างป่าช้า"

จีที 200 กลายเป็นเรื่อง "น้ำลดตอผุด" เมื่อมีการตรวจสอบราคาที่หน่วยงานต่างๆ จัดซื้อตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าราคามีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 4 แสนบาทไปจนถึง 1.2 ล้านบาท ส่วนราคาขายในต่างประเทศอยู่ที่ 2 แสนบาทเท่านั้น หนำซ้ำยังมีสื่อบางสำนักขุดคุ้ยไปถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง พบว่าราคาอยู่แค่หลักพัน

เครื่องตรวจระเบิด จีที 200 มีใช้อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 541 เครื่อง ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 1 ล้านบาท (เพราะใช้การ์ดตรวจหาสารประกอบระเบิดและดินปืนสูงสุดถึง 18 ใบ) คิดเป็นเงินงบประมาณที่ต้องสูญเสียมากถึง 541 ล้านบาท

รวมมิตรยุทโธปกรณ์ชำรุด-สูญ2พันล้าน

การจัดงบประมาณเพื่อซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีปัญหา เหล่านี้ รวมมูลค่าแล้วเกือบๆ 2 พันล้านบาท ประกอบด้วยบอมบ์สูทที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 330 ล้านบาท รถปิกอัพหุ้มเกราะ 750 ล้านบาท เรือเหาะตรวจการณ์ 350 ล้านบาท และจีที 200 ซึ่งปัจจุบันระงับการใช้งานไปแล้วอีก 541 ล้านบาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางปัญหาและความไม่โปร่งใสดังกล่าวนี้ กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพต่างๆ ยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะปีงบประมาณ 2554 กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 170,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 16,253 ล้านบาท ขณะที่กองทัพบกเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบมากที่สุดของกระทรวงกลาโหม กล่าวคือได้รับงบประมาณจำนวน 83,508.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,644.6 ล้านบาทจากปีงบประมาณ 2553

ส่วน กอ.รมน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 8,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 552 ล้านบาท เป็นงบในภารกิจดับไฟใต้มากถึง 8,019 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ, 17 มกราคม 2554

Thursday, November 4, 2010

เปิดเงื่อนงำใน สตช.ผูกปิ่นโต"ขาใหญ่" รายเดียวทำอาหารเลี้ยงตำรวจหลักสูตรสารวัตร-ผกก.7 ปี 70.8 ล้าน

เปิดเงื่อนงำใน สตช.ผูกปิ่นโต"ขาใหญ่" รายเดียวทำอาหารเลี้ยงตำรวจหลักสูตรสารวัตร-ผกก.7 ปี 70.8 ล้าน

การจ้างเอกชนทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรสารวัตร ผู้กำกับการ และหลักสูตรต่างๆของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แม้มีเม็ดเงินไม่มากในแต่ละปี แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส เมื่อพบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจได้ว่าจ้างเอกชนคือนางกัลยา นภธนภักดี มาตลอด 7 ปี ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้รวมวงเงินกว่า 70.8 ล้านบาท

"ทีมข่าวเจาะ" นำรายละเอียดมานำเสนอดังนี้

ในช่วงปีงบประมาณ 2553 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 เป็นต้นมา) จำนวน 8 ครั้ง ได้แก่

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 68 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,624,000 บาท เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2552
2 จ้างทำงานประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 70 จำนวน 180 คน วงเงิน2,952,000 บาท เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2552
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 100 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,632,000 บาท เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2553
4 จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 101จำนวน160คน วงเงิน 1,632,000 บาท เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2553
5 จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 73 วงเงิน 2,624,000 บาท เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553
6 จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร บตส.รุ่นที่31จำนวน120คน วงเงิน 1,968,000 บาท เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2553
7 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่75จำนวน 170คน วงเงิน 2,788,000 บาท เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2553
8 ล่าสุดจ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 102 จำนวน 220คน วงเงิน 2,244,000 บาท เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2553

ก่อนหน้านี้ในปีงบประมาณ 2552 ได้แก่

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 97 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,632,000 บาท 13 ก.พ. 2552
2 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 66 จำนวน 160 คน วงเงิน 3,520,000 บาท 5 มี.ค. 2552
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 98 จำนวน 172 คน1,754,400 บาท 24 เม.ย. 2552
4 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูงรุ่นที่30 จำนวน129คน วงเงิน 2,115,600 บาท 16 ก.ค. 2552

ปีงบประมาณ 2551 ได้แก่

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 60 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 28 ธ.ค. 2550
2 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับ รุ่นที่ 61 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 11 ม.ค. 2551
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรฝ่ายอำนวยการตำรวจ รุ่น 29 จำนวน 120 คน วงเงิน 1,584,000 บาท 14 ก.พ. 2551
4 จ้างทำงานอาหารเลี้ยงผู้อบรมผู้กำกับการ รุ่นที่ 62 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 24 เม.ย. 2551
5 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 28 จำนวน 120 คน วงเงิน 1,962,000 บาท 16 พ.ค. 2551
6 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กับการ รุ่นที่ 63 จำนวน 160 คน วงเงิน2,640,000 บาท 22 พ.ค. 2551
7 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 96 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,305,600 บาท 13 มิ.ย. 2551

ส่วนปีอื่นๆ อาทิ ปีงบประมาณ 2550

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 56 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 24 พ.ย. 2549
2 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 94 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,286,400 บาท 2 ก.พ. 2550
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 57 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 22 มี.ค. 2550
4 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูงรุ่นที่ 27 จำนวน 120 คน วงเงิน 1,962,000 บาท 4 พ.ค. 2550
5 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 58 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 29 พ.ค. 2550
6 จ้างทำอาหารเลีย้งผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับรุ่นที่59 จำนวน 161 คน วงเงิน 2,656,500 บาท 7 มิ.ย. 2550

ปี 2547

จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 24 จำนวน 83 คน วงเงิน 1,095,600 บาท 20 พ.ค. 2547
จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 85 จำนวน160คน วงเงิน1,305,600บาท วันที่ 18 พ.ย. 2547 สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ

ปี 2549

อาทิ จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 87จำนวน 160 คน ตั้งแต่ 1,305,600 บาท 28 ม.ค. 2548

ประชาชาติธุรกิจ, 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tuesday, November 2, 2010

เจาะงบฯพีอาร์5องค์กรอิสระ"ผู้ตรวจการแผ่นดิน"สนุกมือบ.เดียวกวาด31.8ล-กกต.สะพัด400ล.ก่อนเลือกตั้ง

มิใช่แค่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะกรณีการจัดซื้อรถประจำตำแหน่ง

การใช้งบประมาณทำประชาสัมพันธ์ก็ถูกตั้งคำถามด้วยเหมือนกันโดยเฉพาะผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

"มติชนออนไลน์" ตรวจสอบพบว่า ในระหว่างปี 2548 -2550 ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้งบฯพีอาร์มากสุดถึง 41,609,221 บาท ผ่านเอเจนซี 6 แห่ง ได้แก่

บริษัท แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ จำกัด, บริษัท ครีเอทีฟ จูช จีวัน จำกัด, บริษัท เอ็กซ์เทนเตอร์ จำกัด ,บริษัท พับบลิค จำกัด, บริษัท วิไลเซ็นเตอรแอนอ์ซันส์ จำกัด, บริษัท วี อาร์ วัน เรดิโอ จำกัด และ บริษัท คาเธ่ย์อัลลายแอนซ์ จำกัด

เอเจนซี่ที่ได้รับงบฯมากสุด บริษัท แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ จำกัด จำนวน 3 ครั้ง รวมเงิน 31,809,048 บาท แบ่งเป็นจ้างประชาสัมพันธ์ วันที่ 30 ก.ย. 2548 วงเงิน 14,481,485 บาท ,วันที่ 27 มี.ค. 2549 วงเงิน 16,129,751 บาท , วันที่ 15 ม.ค. 2550 วงเงิน 1,197,812 บาท

ส่วนอีก 5 บริษัท บริษัทละ 1 ครั้ง ได้แก่
บริษัท ครีเอทีฟ จูช จีวัน จำกัด วันที่ 30 มี.ค. 2548 วงเงิน 5 ล้านบาท ,
บริษัท เอ็กซ์เทนเตอร์ จำกัด วันที่ 4 ก.ค. 2548 วงเงิน 959,255 บาท ,
บริษัท พับบลิค จำกัด วันที่ 13 ก.ย. 2548 วงเงิน 850,918 บาท ,
บริษัท วิไลเซ็นเตอร์ แอนด์ ซันส์ จำกัด วันที่ 11 พ.ย. 2548 วงเงิน 642,000 บาท,
บริษัท วี อาร์ วัน เรดิโอ จำกัด วันที่ 14 ก.พ. 2549 วงเงิน 948,000 บาท
และ บริษัท คาเธ่ย์อัลลายแอนซ์ จำกัด วันที่ 30 พ.ค. 2550 วงเงิน 1,400,000 บาท

ทั้งนี้ บริษัท แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 19 สิงหาคม 2545 ทุน 5,000,000 บาท ที่ตั้งเลขที่ 208 อาคาร208 วายเลสโร้ด ชั้น 16 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มีนางอิชยา สันติตระกูล (ล่าสุดเพิ่มก่อตั้งบริษัท แอดสเปซ มีเดีย จำกัด) และ นายประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ถือหุ้นใหญ่

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเลือกตั้งปี 2548-2550 ใช้งบฯประชาสัมพันธ์กว่า 400ล้านบาท แต่หลังเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปลายปี 2550 เป็นต้นมา ใช้งบประมาณโฆษณาทั้งหมด 11,700,000 บาท
แบ่งเป็น

จัดทำสารคดีสั้น 10 กรณีคดีฮาฯ สมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) 1,500,000 บาท 2 มิ.ย. 2553
ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด 1,200,000 บาท 11 ม.ค. 2553
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บริษัท โอ้ มาย กรีน จำกัด 1,200,000 บาท 26 ม.ค. 2553
ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด 1,000,000 บาท 25 ก.พ. 2553
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บริษัท บีลิงค์ มีเดีย จำกัด 1,800,000 บาท 24 มิ.ย. 2552
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์ฯ บริษัท อินดิเพนเด็นท์ นิวส์ เซ็นเตอร์ จำกัด 1,000,000 บาท 13 ส.ค. 2552
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์ฯ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) 1,000,000 บาท 17 ส.ค. 2552
ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) 1,500,000 บาท 27 ก.พ. 2552
ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 1,500,000 บาท 5 มิ.ย. 2552

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในปีงบประมาณ 2553 จ้างเอกชนทำพีอาร์ทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 18 เม.ย. 2553 บริษัท ซี.เอ.อินโฟ มีเดีย จำกัด (นางอารญารัตน์ ชาญชัยณรงค์ ถือหุ้นใหญ่) ผลิตสปอตผ่านรายการโทรทัศน์ วงเงิน 1,470,000 บาท ครั้งที่สอง วันที่ 4 ส.ค. 2553 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วีเฮ้าส์โปรดักส์ชั่น ผลิตรายการโทรทัศน์ วงเงิน 1,816,272 บาท

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อน "คลิปปลิวว่อน" จ้าง บริษัท โนวาอินเตอร์แอ็ด จำกัด (นายกรณ์ชัย และนางชนิกา กรณี ถือหุ้นใหญ่) ผลิตและเผยแพร่สปอตวิทยุโทรทัศน์ วงเงิน 7,877,340 บาท วันที่ 15 ต.ค. 2551

ศาลปกครอง

ในช่วงปี 2550 จ้าง บริษัท ดิอายส์ จำกัด ผลิตสปอตโทรทัศน์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 6 ปี ศาลปกครอง วงเงิน 1,600,000 บาท วันที่ 13 ก.พ. 2550

กล่าวสำหรับสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงก่อนหน้านี้ไม่พบข้อมูลการว่าจ้างแต่อย่างใด

สรุปในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมดผู้ตรวจการแผ่นดินใช้งบฯพีอาร์มากที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบัน ได้แก่ นายปราโมทย์ โชติมงคล นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ และนายศรีราชา เจริญพานิช

ผู้ตรวจการชุดแรกคือ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ และ นายพิเชต สุนทรพิพิธ

มติชน, 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Sunday, October 31, 2010

เปิดจะๆ ค่าตอบแทน"บริวาร-องคาพยพ"ศาลรธน.ปีละกว่า 20ล้าน แต่งตั้ง"เครือญาติ พวกพ้อง คนรู้ใจ?

ถ้าไม่มีกรณี นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปยุ่มย่ามในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

จนทำให้ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมีคำสั่งปลดฟ้าผ่า นายพสิษฐ์ ออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

คนทั่วไป คงไม่รู้ว่า บริวารและองคาพยพในศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยใครบ้าง ?

ปัจจุบันคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 8 คนประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายเฉลิมพล เอกอุรุ นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับแก้ไขล่าสุด

เงินเดือนประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 64,000 บาท บวก เงินประจำตำแหน่งอีก 50,000 บาท

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เงินเดือน 62,000 บาท บวก เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท

รวมเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ทั้งประธานและตุลาการอีก 8 คน ตกเดือนละ 9.5 แสนบาท ปีหนึ่งก็ตกประมาณ 11.4 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกหลายรายการ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ยังมีบริวารและองคาพยพของประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการอีก 8 คน อีกหลายรายการดังนี้

ทั้งนี้ ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแต่งตั้งบุคลากรประธานศาลรัฐธรรมนูญและ ตุลาการฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันล้วนลงนามประกาศโดย นายชัช ชลวร กำหนดให้ตุลาการฯ 9 คน มีสิทธิแต่งตั้งบุคลากรมาช่วยงานดังต่อไปนี้

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 69,910 บาท เลขานุการ 1 คน เงินเดือน 47,100 บาท ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เงินเดือน 30,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน เงินเดือนตามวุฒิการศึกษาตั้งแต่ 16,000-22,000 บาท คนขับรถ 1 คน เงินเดือน 11,300 บาท เป็นต้น

คำนวณแล้ว จะต้องจ่ายเงินเดือน ให้แก่ ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญ เดือนกว่า 229,000 บาท/ เดือน

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 55,000 บาท เลขานุการ 1 คน ผู้เชี่ยวชาญไม่เกิน 2 คน ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน คนขับรถ 1 คน โดยใช้อัตราเงินเดือนเช่นเดียวกับบุคลากรประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญ

คำนวนเงินเดือนของบรรดา ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ละคนเกือบ 2 แสนบาท รวม 8 คน ก็ตกเดือนละ 1.5 ล้าน

เบ็ดเสร็จแล้ว ต้องจ่ายเป็นค่าบริวารให้แก่ ประธานและตุลาการ รวม 9 คน รวมกว่า 1 ล้าน 7 แสนบาท ปีหนึ่งก็จ่าย 20. 4 ล้าน

ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อดีตที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา การคัดสรรคนเข้ามารับตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นเลขานุการหรือที่ปรึกษานั้น เท่าที่ทราบก็คือไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว เป็นดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งแต่ละคนที่จะตั้งใครมาก็ได้

"ผมเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งในช่วงของ การบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ทำให้ทราบว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่คนที่ตั้ง "นักวิชาการ" เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลืองานด้านวิชาการและให้คำปรึกษาทางวิชาการ ส่วนคนอื่นตั้งใครมาก็ไม่ทราบ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน

แต่จากข้อมูลที่ได้รับทราบ คนเหล่านั้นมีบางคนที่เป็น "เครือญาติ" บางคนก็มีความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ เมื่อตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งก็มีเงินค่าตอบแทน บางคนเอาลูกหลานตัวเองมาเป็นเลขานุการก็เคยมีมาแล้ว" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

เมื่อพิจารณาผ่าน ผลงานสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ คำวินิจฉัย จะพบว่า ปี 2551 เขียนคำวินิจฉัย 26 เรื่อง ปี 2552 เขียนคำวินิจฉัย 20 เรื่อง ปี 2553 จนถึงปัจจุบันเขียนคำวินิจฉัย เพียง 7 เรื่อง ต้นทุนต่อคำวินิจฉัย 1 ฉบับ จึงสูงมาก

แต่ปัญหาไม่ใช่ ถูกหรือแพง หรือ วัดกันที่ปริมาณคำวินิจฉัย ประเด็นคือ คุณค่าของคำวินิจฉัยต่างหาก !!!

ตามหลักการแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ดี จะต้องกอรปด้วยหลักกฎหมาย หลักวิชาการ และข้อเท็จจริง ครบถ้วน ถ้าตุลาการไม่มีเวลาศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบก็ต้องมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยว ชาญที่มีความรู้ความสามารถ ครบเครื่อง

เหลียวดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย้อนหลังไปถึงปี 2541 อาจได้คำตอบว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยยังต้องการเวลาพัฒนา อีกหลายทศวรรษ

มติชน, วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เปิดรสนิยม"รถตำแหน่ง"ก.ก.5 องค์กรอิสระกว่า100ล.3ยี่ห้อดังยอดฮิต-3แห่งซื้อจากบ.เดียวกัน

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย กรณีรถประจำตำแหน่งของกรรมการองค์การอิสระ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ยี่ห้ออะไรได้รับความนิยมมากสุด?

"มติชนออนไลน์" รวบรวมมานำเสนอดังนี้

ศาลรัฐธรรมนูญ 13 คัน แบ่งเป็น

ครั้งแรกประจำตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญและรถประจำตำแหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คัน ในราคา 9.5 ล้านบาท จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พันทวี ออโต้ มาสเตอร์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2548

ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2548 ประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รถยนต์LEXURES300) จำนวน 10 คัน ราคา 30 ล้านบาท จากบริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ จำกัด

ยังมีรถตู้ยี่ห้อ Volkswagen รุ่น Caravelle 2.5 TDI แบบ 11 ที่นั่ง สีบรอนซ์เงิน (8E8E) จำนวน 3 คัน โดย 2 คันแรก ราคา 5,980,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2549 จาก บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด (ตระกูลลีนุตพงษ์ เจ้าของ) และ ซื้อเพิ่มอีก 1 คัน เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2549 ราคา 2,990,000 บาท จากบริษัทเดียวกัน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากการตรวจสอบพบว่า จัดซื้อยี่ห้อ Mercedes Benz 5 คัน แบ่งเป็น

จัดซื้อเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2552 1 คัน ราคา 3,690,000 บาท จากบริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด

จัดซื้อเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 จำนวน 4 คัน ราคา 13,198,000 บาท (ข้อมูลจากการชี้แจงของกรรมการสิทธิมนุษยชน) จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด

อีก 2 คัน ยี่ห้อ BMW ราคา 3,250,000 บาท จากบริษัท มิลเลนเนียม จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 และ ยี่ห้อ Toyota Vellire 2.4 ราคา 3,299,500 บาท จาก บริษัท TSL Auto Corporatiom จำกัด (ที เอส แอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552
รวม 7 คัน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงปี 2547 มีการจัดซื้อ 3 คัน เป็นรถตู้ ยี่ห้อ VOLKSWAGEN CARAVELLE 5 ราคารวม 9,570,000 บาทจาก บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด เมื่อ 30 ก.ค. 2547

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดซื้อในช่วงเดียวกัน จำนวน 2 คัน ราคารวม 7,300,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2547

สำหรับ ศาลปกครอง ยี่ห้อ Mercedes - Benz จำนวน 2 คัน ราคารวม 5,880,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2549

นอกจากนี้ยังซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งในระดับราคาลรองลงมาอีก 7 คัน ได้แก่ ยี่ห้อVOLKSWAGEN รุ่นพาสสาทโฮลายน์ จำนวน 1 คัน เป็นเงิน 1,450,000 บาท จากบริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2544

รถยนต์ประจำตำแหน่ง ยี่ห้อนิสสันเซฟิโร่ รุ่น 2.0L (EXE) จำนวน 3 คัน ราคา 3,294,000 บาท จากบริษัท สยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2544, ยี่ห้อ โตโยต้า camry 2.oe จำนวน 2 คัน ราคา 2,310,000 บาท จาก บริษัท เจริญไทยมอเตอร์เซลส์ จำกัด เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2546 และยี่ห้อนิสสัน เซฟิโร่ ราคา 1,200,000 บาท จาก บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2546

จากข้อมูลเท่ากับ เลกซ์ซัส , Mercedes Benz และ Volkswagen ได้รับความนิยมมากสุด

ดีลเลอร์ที่ได้รับการจัดซื้อมากสุดคือ บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด จากศาลปกครอง , กกต. และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

รวม 5 องค์กรกว่า 100 ล้านบาท

มติชน, 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553