Sunday, August 16, 2009

ทุจริต พอเพียง กอร์ปศักดิ์-รัฐบาล"ติดเชื้อ" สัญญาณปรับ ครม.

ทุจริต พอเพียง กอร์ปศักดิ์-รัฐบาล"ติดเชื้อ" สัญญาณปรับ ครม.

อย่าคิดตื้นๆ ว่า หาก "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) แสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ลาออก" จากตำแหน่ง จริงตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์

เรื่องทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

เพราะการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เป็นเพียงแค่ "สปิริต" ไม่ใช่เกิดจากการกระทำ "ความผิด"

หากแต่โครงการชุมชนพอเพียง ได้เกิด "ผลแห่งการทุจริต" ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว

การลาออกของ "สุมิท" จะเท่ากับกลายเป็น "แรงบีบอัด" ที่ซัดเข้าใส่ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" อย่างมากมายทวีคูณ

เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่กำกับดูแลโครงการชุมชนพอเพียง

เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมชนพอเพียง

เพราะ "กอร์ปศักดิ์" เป็นคณะอนุกรรมการอำนาจการโครงการชุมชนพอเพียง ที่เซ็นคำสั่งตั้ง "ตัวเอง" เลขที่ 1/2552 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552

ภาพชัดเจนว่า "อำนาจหน้าที่" ของรองนายกฯกอร์ปศักดิ์ จะทำตั้งแต่ "ภาคนโยบาย" ลงมาถึง "ภาคปฏิบัติ"

เพราะหากดูตามเอกสารลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการโครงการชุมชนพอเพียง มีการเขียนอำนาจหน้าที่ไว้หลายข้อที่สำคัญ

เป็นอำนาจหน้าที่ของ "ระดับปฏิบัติ" อาทิ

ข้อ 3 ประสานงานและกลั่นกรองและอนุมัติการจัดสรรงบประมาณ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโครงการให้รับทราบ

ข้อ 4 กำกับดูแล และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนแทนคณะกรรมการ

จริง อยู่ ในทางปฏิบัติทั้ง "กอร์ปศักดิ์" และ "สุมิท" จะพยายามเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของ สพช.หลายคน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นัยหนึ่ง เพื่อกันตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โปร่งใส ไม่มีนอกมีใน

แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ "ภาพลักษณ์" ของทั้งหน่วยงานและตัวบุคคล ที่ถูกลาก ถูกโยง เข้ามาเกี่ยวพัน ถูกกันออกจากคำว่า "ทุจริต" ได้เลย

และยิ่งสาวลึก ยิ่งเห็นไส้ เห็นพุง

โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ "บริษัทเอกชน" ที่รับผิดชอบนำสินค้าไปขายให้ชุมชนในลักษณะ "แพงเกินจริง"

ถามว่า คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้จัก "ผู้บริหาร" ในบริษัทเอกชนรายดังกล่าวหรือไม่..?

คงต้องบอกว่า "รู้"

เพราะ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน บริษัทดังกล่าวเคยถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์นั่งเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อบัลลาสต์ ประหยัดไฟที่แพงเกินจริงมาแล้ว

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 สมัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงาน มี บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นเลขานุการ รมว.พลังงาน ซึ่งเป็นโครงการที่นำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีการจัดเก็บจำนวน 4 สตางค์ต่อลิตร ที่ประชาชนเติมน้ำมันมาใช้

มูลค่าโครงการครั้งนั้นราว 1,500 ล้านบาท

แต่ปรากฏว่า โครงการดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับโครงการชุมชนพอเพียง คือ "ราคาที่แพงเกินจริง-ของไม่มีคุณภาพ"

เมื่อมีการร้องเรียนจากประชาชน กระทรวงจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพื่อหาคนผิด

แต่สุดท้ายคนที่รับผิดชอบคือ "ข้าราชการ"

ส่วน "บริษัท" ก็ลอยตัว เพราะมี "ผู้ใหญ่" ในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งรับหน้าที่ "เคลียร์ใจ" ในทางการเมืองกับ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ให้

ความสัมพันธ์ครั้งนั้น...ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้

จับอาการของคนในพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่า "หวาดหวั่น" ว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ ส.ป.ก.4-01 ที่เป็น "ตราบาป" มาจนถึงวันนี้

โดย เฉพาะ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดชัดว่าโครงการดังกล่าวได้เกิดการทุจริตขึ้นแล้ว ที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นชื่อ "พระราชทาน"

พร้อมประกาศไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคประชาธิปัตย์จะปกป้องคนผิด แม้จะเป็นคนในพรรคเดียวกัน

ดูเหมือนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากจะต้องหาตัวคนผิด "ตัวจริง" มาลงโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังอาจต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย

เวลานี้เริ่มมีเสียงออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงอนาคตของ "กอร์ปศักดิ์" ในตำแหน่งรองนายกฯ ดังขึ้นมาเรื่อยๆ

เป็นไปได้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจจะมาเร็วกว่าที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ประกาศไว้ว่าจะไม่ปรับ ครม.จนกว่าจะสิ้นปี 2552

โดย จะอาศัยเหตุการณ์ที่รุมเร้าทางการเมืองหลายๆ เรื่อง ทั้งคดีเขาพระวิหาร ที่ ป.ป.ช.เตรียมจะสรุปในอีก 1-2 เดือนนี้ หรือคดี 44 ส.ส.ถือหุ้น เป็นโจทย์ในการปรับ ครม.ไปพร้อมๆ กันเลย

"กอร์ปศักดิ์" อาจเป็นโจทก์หนึ่ง แต่คงไม่ถึงขั้นกับ "ปรับออก" จากตำแหน่ง เพราะถ้าทำเช่นนั้น เท่ากับยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น

อาจแค่ "ปรับเปลี่ยน" ไปอยู่ในตำแหน่งอื่นเท่านั้น

มติชนรายวัน วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11482

Saturday, August 8, 2009

สอบเส้นทางทุจริต 'ชุมชนพอเพียง' จากปากคำประธานชุมชน "เทพเทวี"

สอบเส้นทางทุจริต 'ชุมชนพอเพียง' จากปากคำประธานชุมชน "เทพเทวี"

โครงการ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) หรือโครงการชุมชนพอเพียง ที่รัฐบาลมุ่งหวังกระจายเงินสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนต่อยอดให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ กลายเป็นชนวนสำคัญที่สั่นคลอนสถานภาพของรัฐบาล เมื่อพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย มีผู้เกี่ยวข้องดำเนินการเป็นขบวนการ ทั้งผู้มีอำนาจในรัฐบาล นักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ข้าราชการ และบริษัทเอกชน

"กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่ชุมชนเทพเทวี แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการร้องเรียนจากชุมชน ว่า ถูกขบวนการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงเข้าไปหลอกลวง และเบียดบังงบประมาณที่ทางชุมชนควรได้ไปอย่างไม่เป็นธรรม

นางมยุรี เชิดสูงเนิน ประธานชุมชนเทพเทวี กล่าวว่า เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีนักการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) คนหนึ่งเข้าไปบอกว่า ได้งบประมาณมาจากกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ซื้อเครื่องมือประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน โดยนำโบรชัวร์สินค้ามาให้เลือก ประกอบด้วย ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เตาเผาขยะ และเครื่องผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ พร้อมบอกว่าหากชุมชนไม่เอา งบประมาณจะถูกโยกไปให้ชุมชนอื่นแทน

"ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเป็นงบให้ฟรี ไม่รู้ว่าเป็นงบโครงการชุมชนพอเพียง จึงไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรเลย รวมทั้งราคาสินค้า และสุดท้ายก็ตกลงเลือกเครื่องผลิตปุ๋ยกับโซลาร์เซลล์"

ยื่นเอกสาร ศพช.ให้ชาวบ้านกรอก

นอกจากนี้ ส.ข.คนดังกล่าว ยังนำเอกสารที่ด้านบนมีอักษร ศพช. 01 ซึ่งเป็นเอกสารหนังสือรายงานการประชุมประชาคม เพื่อของบประมาณจากโครงการชุมชนพอเพียง โดยเอกสารนั้นได้มีการกำหนดเครื่องหมายกำหนดให้กรอกเพียงบางข้อเท่านั้น อาทิเช่น ชื่อชุมชน จำนวนครัวเรือนและประชากร กรรมการ 9 คน คณะผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายจัดทำบัญชี เป็นต้น โดยตำแหน่งที่ให้ระบุวันที่กำหนดให้ปล่อยว่างไว้

นางมยุรี กล่าวต่อว่า ขณะนั้น ไม่ได้คิดอะไร นอกจากต้องการได้อุปกรณ์มาใช้ในชุมชน เพราะคิดว่าเป็นเงินฟรีจากรัฐบาล พร้อมทั้งพยายามล่ารายชื่อลูกบ้านมาเซ็นรับรอง โดย ส.ข.คนนั้นบอกว่าแค่ 10-20 คนก็พอ เมื่อเสร็จก็ส่งเอกสารให้ไป โดยเขาบอกว่าจะไปดำเนินการให้

ชาวบ้านเปิดบัญชีแต่ไม่ได้เงิน

หลังจากนั้น ประมาณ 2 สัปดาห์ มีคนโทรศัพท์มาบอกว่าดีใจด้วยโครงการผ่านแล้ว ให้ประธานชุมชนนำกรรมการที่เป็นเหรัญญิก และกรรมการผู้รับผิดชอบโครงการไปที่ธนาคารออมสินสาขาบางกะปิ เมื่อไปถึงก็พบ ส.ข.คนดังกล่าวรออยู่พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้กรอกเอกสาร เปิดบัญชี ซึ่งจากการสังเกตเชื่อว่าคงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพราะแค่กำกับให้ชาวบ้านกรอกเอกสารแล้วเข้าคิวยื่นเรื่องตามปกติ

"หลังจากยื่นเอกสารครั้งแรกแล้ว ก็ออกมายืนพูดคุยกับ ส.ข.คนเดิม รออยู่ระยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็เอาเอกสารมาให้เซ็นอีก ซึ่งไม่ได้สังเกตว่าเป็นเอกสารอะไร จากนั้น ส.ข.ก็บอกให้กลับบ้านไปก่อนแล้วจะฝากสมุดบัญชีกับคนอื่นไปให้ ฉันก็กลับเพราะวันนั้นมีประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่อ แต่พอได้รับสมุดบัญชีก็งง เพราะเห็นตัวเลขเงินเข้าบัญชี 5 แสนบาท แต่ก็ถูกถอนไป 5 แสนบาทเหมือนกัน เท่ากับไม่มีเงินในบัญชีแม้แต่บาทเดียว" นางมยุรี กล่าวพร้อมกับหยิบสมุดบัญชีธนาคารออมสินมาให้ผู้สื่อข่าวดู

ทั้งนี้ สมุดบัญชีดังกล่าว ระบุว่า มีเงินเข้าบัญชีในวันที่ 30/4/52 จำนวนเงิน 500,000 บาท และถอนออกในวันเดียวกัน 500,000 บาท เช่นกัน

เครื่องจักรใช้งานไม่ได้

นางมยุรี กล่าวว่า ขณะนั้น เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลแล้ว ประกอบกับมีข่าวเกิดขึ้นในภาคอีสานเกี่ยวกับการทุจริตในรูปแบบเดียวกัน จึงมีการพูดคุยเรื่องนี้ในหมู่สมาชิก แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร กระทั่งราวต้นเดือนมิถุนายน ก็มีเจ้าหน้าที่มาติดตั้งเครื่องโซลาร์เซลล์ ที่ศูนย์ชุมชน ประกอบด้วย แผงโซลาร์เซลล์ ตู้ควบคุม และแบตเตอรี่ ใช้เวลาเพียงแค่ราว 30 นาทีเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกถึงวิธีใช้ให้เลย จนถึงวันนี้ เครื่องดังกล่าวก็ไม่ได้ใช้งาน เพราะชาวบ้านไม่มีความรู้

หลังจากนั้นไม่กี่วัน เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพก็มาส่ง โดยเชื่อว่าเป็นเพียงบริษัทรับจัดส่งสินค้าเท่านั้น เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่มาชี้แจงวิธีใช้อะไร กระทั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน มีเจ้าหน้าที่บริษัทเครื่องผลิตปุ๋ยดังกล่าวมาอธิบายวิธีใช้งาน แต่กลับพบว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามที่ ส.ข. ผู้ชักจูงให้ซื้อบอกไว้ว่า สามารถผลิตปุ๋ยเป็นเม็ดได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญ เครื่องดังกล่าวต้องใช้แรงงานคนหมุน แต่ปรากฏว่าเครื่องฝืดมากคนหมุนไม่ได้

นางมยุรี ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูเครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าศูนย์ชุมชน ปรากฏว่าเป็นเครื่องจักรขนาดไม่ใหญ่นัก สูงประมาณ 1.80 ยาวประมาณ 2 เมตรกว่า มีท่อและวาล์วต่อจากตัวเครื่อง เมื่อทดลองหมุนถังหมักปรากฏว่าหนักและฝืด แม้ว่าจะไม่ได้ใส่เศษอาหารเหลือใช้ลงไป ส่วนแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาศูนย์ประชุม 3 แผง และมีตู้ควบคุมอยู่ภายในอาคาร สายไฟระโยงระยางไม่ได้ต่อกับอุปกรณ์ใดๆ

ตั้งข้อสังเกตเงินผ่านกระเป๋าใคร

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการของชุมชนเทพเทวี ไม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ตามที่กำหนดไว้ โดยนางมยุรี อธิบายว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบอกกล่าวถึงรายละเอียดโครงการ และช่วงที่ตกลงกรอกเอกสารยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโครงการชุมชนพอเพียง นอกจากนี้ เงินที่โอนมาจากสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ไปยังธนาคาร มีข้อสงสัยว่า บุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ถอนออก และเส้นทางเงินจากนั้นจ่ายไปยังที่ใด เพราะชุมชนหรือชาวบ้านมีแต่สมุดบัญชีที่ไม่มีตัวเงินอยู่

ก่อนหน้านี้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาระบุว่า ขบวนการทุจริตดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนักการเมืองท้องถิ่น เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน ที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงใน สพช. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล

ทั้งนี้ เส้นทางเงินที่เบิกจ่ายจาก สพช.ไปยังธนาคารยังเป็นปริศนา ว่า ใครเป็นผู้เบิกจ่าย และนำเงินออกไปจ่ายยังที่ใดบ้าง ซึ่งเส้นทางเงินนี้สามารถสาวไปถึงตัวการที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้ ได้อย่างแน่นอน

.................................................

ผลสอบสพช.เจอ"ตอ"ตัวเอง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (สพช.) ตรวจสอบโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เป็นการภายใน หลังมีปัญหาถูกชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนผ่านสื่อ กระทั่งนำมาสู่การแจ้งความกองปราบปรามร้องทุกข์ พนักงาน 3 คน เป็นลูกจ้าง 2 คน ข้าราชการ 1 คน

ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นของ สพช.เอง ได้พบพฤติกรรมส่อทุจริตของผู้เกี่ยวข้อง แยกเป็น 2 ส่วน คือ

1.เจ้าหน้าที่ใน สพช.ที่เคยทำโครงการเอสเอ็มแอลมาก่อน รวมทั้งหมด 5 คน แต่ไม่พบว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกัน และประเมินว่ายังไม่ถึงขั้นกระทำทุจริต แค่ "ส่อเค้า" จึงให้ทั้งหมดออกจากโครงการ และ 3 ใน 5 คนนั้น เป็นคนที่นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ได้ร้องทุกข์ ให้กองปราบเข้ามาตรวจสอบขบวนการที่ลึกลับซับซ้อนกว่านี้

2. นักการเมืองท้องถิ่น ระดับ ส.ก.และ ส.ข.ของ กทม.ที่ถูกระบุว่า อยู่ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนนี้ทางพรรค ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน แยกออกไปจาก สพช.

นอกจาก 2 ส่วนดังกล่าว การตรวจสอบก็ยังรวมไปถึงตัว "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ที่มีข้อสงสัยถึงธุรกิจในอดีตที่ไปผูกพันกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ถูกชาว บ้านร้องเรียนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งที่ประชุมบอร์ดได้ให้ นายสุมิท ชี้แจงข้อกล่าวหา และหลังจากนี้ ก็จะมีการ "ดับเบิลเช็ค" ว่าจริงอย่างที่รายงานหรือไม่

สำหรับประเด็นปัญหาที่พบเบื้องต้นมี 3 วิธีการที่ส่อทุจริต คือ

1. สวมโครงการชาวบ้าน โดยชาวบ้านส่งโครงการจริงเข้ามายังคณะกรรมการ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ทำโครงการปลอม เตรียมไว้สวมแทน เมื่อโครงการจริงได้รับการอนุมัติตามปกติ ก็จะมีการสอดไส้เปลี่ยนโครงการของชาวบ้าน เมื่อถึงเวลาไปเบิกเงิน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถเบิกได้ตามที่เสนอมา แต่ต้องเบิกตามโครงการปลอม ชาวบ้านจึงแจ้งกลับมาทาง สพช.

2. นักการเมืองท้องถิ่นชี้นำ โดยรู้กันกับบุคคลภายใน สพช. แล้วให้นำเสนอโครงการเข้ามา ที่พบ คือ การเสนอซื้อโคมไฟพลังงานทดแทน แต่โครงการนี้ยังไม่ได้มีการเบิกงบประมาณ

3. เขียนโครงการเหมือนกัน 11 จังหวัด โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อปุ๋ย กว่า 80 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทปุ๋ยของ ของอดีตบิ๊กทหาร ที่พบว่ามีการตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว และปุ๋ยถูกเก็บในโกดังรอไว้ แต่โครงการยังไม่ได้อนุมัติ

สำหรับความเสียหายในขณะนี้ สพช.สรุปว่า โครงการที่มีปัญหาทั้งหมดขณะนี้ คือ 66 โครงการ คือ การจัดซื้อตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการอนุมัติ และจ่ายเงินไปแล้ว

"โครงการที่อนุมัติทั้งหมดแล้ว 3 หมื่นโครงการ ที่มีปัญหาเสียหายจริง เป็นโครงการที่ขอเรื่องน้ำดื่ม 1,216 ชุมชน ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 99 ชุมชน และโคมไฟที่ใช้โซลาร์เซลล์ เสนอมาทั้งหมด 174 แห่ง มีเพียง 71 ชุมชน จากโครงการทั้งหมด 8-9 หมื่นโครงการ ซึ่งเสียหายไม่ถึง 1%" บอร์ด สพช.ผู้หนึ่งระบุ

นอกจากนี้ กรณี บริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ที่ตกเป็นจำเลยสังคม และถูกขุดคุ้ยถึงรูปแบบการทำธุรกิจ และตัวบุคคลที่เกี่ยวโยงกับฝ่ายบริหารโครงการและฝ่ายการเมืองนั้น สพช.พบว่า บริษัทนี้ไม่ได้เป็น "โบรกเกอร์" ตามที่ข่าวระบุ แต่เป็น "บริษัทผู้ผลิต" และมีตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นต์หลายบริษัทวิ่งเข้ามาเอาของไปขาย เพื่อทำรายได้จากเปอร์เซ็นต์การขาย เมื่อเอเย่นต์ กระจายกันเข้าไปขายสินค้าให้ชุมชนต่างๆ บริษัทผู้ผลิตสินค้าก็ยิ่งได้รับประโยชน์มาก และเท่ากับเป็นการ "ผูกขาด" การขายอยู่รายเดียว

และในส่วนที่บริษัทเอเย่นต์ ให้ติดต่อหลังการขายหมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน ก็ตรวจพบว่า เป็นหมายเลขติดต่อศูนย์บริการหลังการขาย ที่บริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในส่วนนี้

ดังนั้น เมื่อรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ บอร์ด สพช.จึงมีมติให้ยกเลิกสินค้าตู้น้ำโซลาร์เซลล์ ที่บริษัทบีเอ็นบีเป็นผู้ผลิตทันที รวมทั้งยกเลิกโครงการที่ต้องซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานทดแทนทั้งหมด เพื่อตัดปัญหา

ขณะที่ท่าทีของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ในฐานะประธานบอร์ดสพช.ยอมรับข้อบกพร่องและความผิดพลาด พร้อมทั้งประกาศ "กวาดบ้านตัวเอง" รวมทั้งลุยตรวจสอบ "คนใน" ที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ธุรกิจทางอ้อมอย่างไร

อีกทั้งบอร์ด สพช.ยังหารือกันวิธีการแก้ปัญหาจากกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าที่เสียหายไปแล้ว รวมทั้งหาทางป้องกันความเสียหายโครงการอื่นๆ ที่อนุมัติโครงการแต่ยังไม่อนุมัติเงิน รวมทั้งโครงการที่ยังรอพิจารณา ไว้หลายแนวทาง แต่เห็นว่ายังจำเป็นต้องกำหนดกรอบโครงการให้จัดซื้ออุปกรณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจชุมชนแบบพอเพียง และต้องเกิดประโยชน์จริงๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่ สพช.ได้ดำเนินการเพิ่มเติม คือ ขอให้สำนักงบประมาณตรวจสอบว่าราคาอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการเสนอโครงการเข้ามา เพื่อส่งไปให้ทุกชุมชนรับรู้ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ ป้องกันปัญหาถูกหลอกขายสินค้าราคาแพงเกินจริง

กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทุจริตชุมชนพอเพียงลามทั่วประเทศ

ทุจริตชุมชนพอเพียงลามทั่วประเทศ

ข้อมูลทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงปูดอีกหลายพื้นที่ เผย 3 บริษัทขายอุปกรณ์พลังงานทดแทนเจ้าปัญหา โผล่ชักจูงชาวบ้านที่จังหวัดน่าน ขณะที่อำนาจเจริญแฉข้าราชการ-ลูกน้องนักการเมืองใหญ่มีเอี่ยว ด้าน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ป้อง "กอร์ปศักดิ์" พร้อมส่งเรื่องให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางเงินบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอำนาจเจริญ ว่า มีขบวนการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยรูปแบบ คือ มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทเอกชนติดต่อกับคนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นนายหน้าช่วยขายเครื่องผลิตปุ๋ยให้กับชุมชนต่างๆ ที่ต้องการของบประมาณจากโครงการชุมชนพอเพียง โดยอ้างว่าหากซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าว จะได้รับอนุมัติโครงการอย่างรวดเร็ว ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด รวมทั้งมีข้าราชการท้องถิ่นคอยเรียกเก็บค่าหัวคิวโครงการ และล่าสุด มีผู้อ้างตัวเป็นลูกน้องนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสาน คอยชักส่วนแบ่งจากบรรดานายหน้าด้วย

ชาวบ้านท่ายางชุม หมู่ 8 ต.หัวตะพาน อ.หัวตะพาน เล่าว่า ชุมชนได้ตกลงกันขอทำโครงการจุดผลิตปุ๋ยชีวภาพในชุมชน แต่เมื่อส่งเรื่องไปยังหน่วยงานท้องถิ่นปรากฏว่าต้องนำกลับมาแก้ไขหลายครั้ง และเจ้าหน้าที่ยังแสดงอาการไม่พอใจ โดยเมื่อสอบถามชุมชนอื่น ซึ่งตกลงซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยคนละบริษัทกัน กลับพบว่าเอกสารผ่านอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เครื่องผลิตปุ๋ยมีการผลิตจากโรงงานในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดใกล้เคียงหลายแห่ง ทำให้มีการแข่งขันกันเสนอราคาให้กับชุมชน และยังมีการเสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากขบวนการเบิกจ่ายเงินไม่ได้อยู่ที่ชุมชน แต่อยู่ที่ส่วนราชการ

แหล่งข่าวในพื้นที่ กล่าวว่า ชุมชนได้ของบประมาณซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยตามกรอบวงเงิน 2 แสนบาท โดยพ่อค้าที่มาติดต่อบอกว่าราคาเครื่องจริงๆ อยู่ที่ 1.5 แสนบาท ดังนั้น จะคืนเงินให้กับชุมชน 5 หมื่นบาท แต่เมื่อถึงเวลาปรากฏว่าคืนเงินเพียงไม่กี่พันบาท โดยพ่อค้าอ้างว่าจะต้องจ่ายส่วนแบ่งให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า รวมทั้งกรรมการชุมชนบางคน รวมแล้วเครื่องละ 3-4 หมื่นบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการที่พ่อค้าออกใบเสร็จและที่เป็นใบส่งของให้กับชุมชน ประกอบด้วย

1.จานปั้นเม็ดขนาด 1.50 เมตร ราคา 6.5 หมื่นบาท
2.เครื่องบดวัตถุดิบมอเตอร์ 3 แรง ราคา 3.7 หมื่นบาท
3.เครื่องผสมวัตถุดิบมอเตอร์ 5 แรง 4.5 หมื่นบาท
4.เครื่องพ่นจุลินทรีย์แบบอัตโนมัติ 1.5 หมื่นบาท
5.จักรเย็บกระสอบ ราคา 1.15 หมื่นบาท
6.ถังหมักจุลินทรีย์ขนาด 200 ลิตร 1,000 บาท
7.พลั่วพร้อมรถเข็น 3,500 บาท 8. ถาดรอง 1,500 บาท
และอื่นๆ รวมกันเป็นเงิน 2 แสนบาท

บริษัทเจ้าปัญหาบุกเมืองน่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดน่าน ว่า จังหวัดน่านมีการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงในลักษณะใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้น ในเขตกรุงเทพฯ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ชุมชนในอำเภอเมืองน่านได้เสนอโครงการซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ตลอดจนเครื่องผลิตน้ำหยอดเหรียญ และแผงโซลาร์เซลล์ จากบริษัทเดียวกันกับที่เป็นข่าวในกรุงเทพฯ

จากการตรวจสอบพบว่า ใน อ.เมืองน่าน มีหมู่บ้านที่นำเสนอโครงการเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพไม่ต่ำกว่า 10-20 หมู่บ้าน อาทิเช่น

1.บ้านผาขวาง ม.4 ต.บ่อ อ.เมืองน่าน 2.บ้านฟ้าใหม่ ม.9 ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน 3.บ้านนาท่อเด่น ม.4 ต.ถืมตอง อ.เมืองน่าน 4.บ้านกิ่งป่าห้า ม.5 ต.ถืมตอง อ.เมืองน่าน 5.บ้านศรีนาป่าน ม.1 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 6.บ้านดอนเฟือง ม.2 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 7.บ้านเรือง ม.3 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 8.บ้านนางาม ม.5 ต.เรือง อ.เมืองน่าน 9.บ้านนาซาว ม.1 ต.นาซาว อ.เมืองน่าน 10.บ้านก๊อด ม.4 ต.นาซาว อ.เมืองน่าน 11.บ้านดู่เหนือ ม.1 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 12.บ้านเชียงราย ม.8 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 13.บ้านคอวัง ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 14.บ้านดู่เหนือพัฒนา ม.13 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 15.บ้านดอนมูลพัฒนา ม.13 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 16.บ้านธงใหม่พัฒนา ม.14 ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน 17.บ้านธงหลวง ม.1 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน 18.บ้านครกใหม่ ม.4 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน 19.บ้านดอนเจริญ ม.6 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหมู่บ้านใน ต.สวก ต.สะเนียบ ของ อ.เมืองน่าน อีก 4-5 แห่ง ทั้งนี้ ทุกชุมชนได้ทำโครงการจัดซื้อจากบริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี จำกัด

ชาวบ้านแฉขบวนการล็อบบี้

นายปรีชา ผาแก้ว ผู้ใหญ่บ้านผาขวาง ม.4 ต.บ่อ อ.เมืองน่าน จ.น่าน และประธานโครงการชุมชนพอเพียงบ้านผาขวาง ให้ข้อมูลว่า มีเอกชนนำข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ มาพร้อมหนังสือจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งแนบมากับแบบฟอร์มของโครงการชุมชนพอเพียง ให้ชุมชนดำเนินการจัดซื้อ ตามงบประมาณ 2.5 แสนบาท แต่สุดท้ายชุมชนปฏิเสธ

ผู้นำชุมชนรายหนึ่งใน อ.เมืองน่าน บอกว่า เชื่อว่ามีขบวนการพยายามหาผลประโยชน์จากโครงการ ซึ่งเห็นได้จากมีการนำเสนอโบรชัวร์มาพร้อมกับใบจัดซื้อจัดจ้างและใบโครงการ ตามแบบที่ทางการกำหนด และยังมีการโน้มน้าวให้ชาวบ้านขอโครงการตามที่กำหนดด้วย โดยอ้างว่าหากซื้อสินค้าดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน

สำหรับโบรชัวร์ที่แจกจ่ายให้กับชุมชนต่างๆ ในจังหวัดน่าน ได้แก่

1.โคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ Solarbank ราคา 5 หมื่นบาท ของบริษัท เอนเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด (EPT)
2.เครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ GAS มี 3 ราคา 2 แสนบาท 2.5 แสนบาท และ 2.99 แสนบาท ยี่ห้อ Cartel ของบริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี จำกัด
3.ระบบผลิตไบโอดีเซลรุ่น ECO-Premium ราคา 3 แสน และ 4.5 แสนบาท ยี่ห้อ EASY LINE ของบริษัท ฮีซี่ ไลน์ จำกัด
4.เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ รุ่น W-50F1 ราคา 2.5 แสนบาท แถมพัดลมไอน้ำ Cool Bank ฟรี 1 ชุด
5.เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ รุ่น W-50F2 ราคา 3 แสนบาท แถมเครื่องทำลมเย็น 2 ชุด ซึ่งเป็นของบริษัท เอนเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด
6.เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูง ขนาด 70 กก. ราคา 1 แสนบาท
7.ตู้เก็บความเย็น Cool Bank เพื่อเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตร เป็นของบริษัท เอนเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด เช่นกัน

ส.ส.ปชป.ออกโรงอุ้ม "กอร์ปศักดิ์"

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีทุจริตโครงเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (โครงการชุมชนพอเพียง) ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า โครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อกระจายอำนาจสู่ชุมชน จึงเป็นเรื่องของชุมชนดำเนินการ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการตรวจรับโครงการ ก็เป็นหน้าที่ของชุมชน

"กรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งที่ชุมชนวัดไผ่ตัน เขตพญาไท และแฟลตทหารบก เขตสามเสน โครงการจัดซื้อตู้น้ำดื่มพลังแสงอาทิตย์ และเสาไฟฟ้า เกิดจากความไม่เข้าใจของประชาชนเอง จึงไม่เกี่ยวกับ นายกอร์ปศักดิ์ (สภาวสุ)"

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า นายกอร์ปศักดิ์ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอ เพราะตามโครงสร้างแล้ว เป็นเรื่องของชุมชนที่ต้องรับผิดชอบกันเอง ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกอร์ปศักดิ์ด้วย พร้อมทั้งปฏิเสธว่าการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นการตัดตอน เพื่อไม่ให้โยงมาถึงรัฐบาล

ส่งเรื่อง ปปง.สอบเส้นทางเงินเอกชน

นอกจากนี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด ยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ รวมทั้งประสานไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อสั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าที่นำเสนอให้ ชุมชน

"อยากเรียกร้องให้ฝ่ายค้านช่วยค้นหาผู้ที่เข้า ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการหลอกลวงประชาชน หรือข่มขู่ให้เซ็นรับของ โดยอ้างว่าถ้าไม่ทำครั้งต่อไปอาจจะไม่ได้รับงบประมาณ ออกมาให้ได้รับทราบ เพื่อจะได้ช่วยกันหาตัวคนผิด"

พท.นำชาวบ้านแจ้งความ


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่พรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ถอดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารโครงการชุมชนพอเพียงอีก 2 คนออกจากตำแหน่งในโครงการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบทุจริต ขณะนี้ ยังไม่มีการตอบรับใดๆ จึงเกรงว่าจะมีความพยายามตัดตอน ปกปิดหลักฐาน

"จากข่าวที่ระบุว่า มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง 3 คน ที่ลงไปตรวจสอบในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า เป็นไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่ เหตุใดจึงสั่งให้ยุติการทำงาน หรือเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้องกับตัวเอง"

นอกจากนี้ ข่าวที่ระบุว่า มีผู้บริหารในโครงการชุมชนพอเพียง แจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คน ตนได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า ผู้บริหารคนดังกล่าวเพียงนำหลักฐานไปปรึกษากับตำรวจเท่านั้น ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า เป็นข่าวที่ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องการทุจริตหรือไม่

ด้านนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตที่ออกมามากมายขณะนี้ ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐไปข่มขู่ผู้ที่ให้ข้อมูลจากชุมชนต่างๆ ซึ่งในวันที่ 9 ส.ค. (วันนี้) จะนำผู้ที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ลาดพร้าว เพื่อลงบันทึกประจำวัน ป้องกันการถูกข่มขู่ รวมทั้งแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าท้ายที่สุด จะถูกใส่ร้ายว่ามีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

บุญจง ยังภท.ไม่เกี่ยวทุจริต


ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึง การตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียงของรัฐบาล ว่า โครงการนี้มีจุดประสงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และถ้าพบการทุจริตก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องตรวจสอบความไม่ถูกต้อง

ส่วนกรณีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะหาผลประโยชน์ในโครงการดังกล่าว โดยการโน้มน้าวชาวบ้านให้ซื้อสินค้าของบริษัทเอกชนที่เสนอผลประโยชน์ให้นั้น ตนเชื่อว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแต่มีไม่มาก ดังนั้น นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ต้องเข้าไปดูโครงการนี้

"ผมยืนยันว่า ไม่มีคนของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการนี้แน่นอน เพราะถ้ามี ส.ส.ในพื้นที่ต้องรายงานกลับมา และถ้าโครงการนี้พบว่ามีการทุจริตต้องมีการรับผิดชอบ"

กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Monday, August 3, 2009

เมซไซอะฯ "ประจวบ สังขาว" รหัสลับสู่การยุบ "ปชป."

เมซไซอะฯ "ประจวบ สังขาว" รหัสลับสู่การยุบ "ปชป." กรณี 258 ล้าน รายงานเท็จ กกต.

กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกตรวจสอบกรณีการรับเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ จำนวนกว่า 258 ล้านบาท เงียบหายไปนาน

แต่ล่าสุด (28 กรกฎาคม 2552) "ประจวบ สังขาว" อดีตเจ้าของบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ได้โผล่ไปให้การกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คำพูดหรือคำให้การของ dead man walking คนนี้ จึงมีโอกาสนำไปสู่การตัดสินอนาคตพรรคประชาธิปัตย์ หากพิสูจน์ได้ว่าอะไรคือความจริง

ย้อนไปเมื่อครั้งที่นายสมัคร สุนทรเวช ยังเป็นนายกรัฐมนตรี มีการสร้างข่าวขึ้นมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค มีการรับเงินจากทีพีไอฯเพื่อนำไปสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯขับไล่ รัฐบาล

เอกสารฉบับหนึ่งระบุว่า ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา บริษัททีพีไอฯได้โอนเงินให้กลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนกว่า 250 ล้านบาท มีการเหวี่ยงแหไปโดน "น้องแหม่ม" น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.เขต 1 จ.พัทลุง ประชาธิปัตย์ ลูกสาวของนาย สุพัฒน์ อดีต ส.ส. จนต้องลุกขึ้นมากล่าว กลางสภาด้วยเสียงสะอื้นว่า "ท่านไม่สงสารดิฉันบ้างเหรอคะ"

ต่อมามีการขยายผลจากความไม่น่าเชื่อถือของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จนมาพบหลักฐานการโอนเงินจากบริษัททีพีไอฯ มายังบริษัทเมซไซอะฯ จำนวนเงินกว่า 258 ล้านบาท

จิ๊กซอว์สำคัญคือ นายประจวบ เจ้าของ บริษัทเมซไซอะฯ ได้เอาเงินดังกล่าวโอนไปยังบัญชีน้องชายของกรรมการบริหารพรรค, น้องของภริยากรรมการบริหารพรรค และภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนของกรรมการบริหารพรรค

ซึ่งนอกจากนี้ยัง มีคนเล็กคนน้อย อาทิ ผู้สมัคร ส.ส.อีกเยอะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือใกล้ชิดหลายครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1.9 ล้านบาท โดยไม่เก็บไว้แม้แต่บาทเดียว

มีการตั้งข้อสงสัยว่า การโอนเงินครั้งละไม่เกิน 1.9 ล้านบาทนี้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอก เงิน (ปปง.) ใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดนายประจวบจึงนำเงินที่ทีพีไอฯยืนยันว่าเป็นเงินจ้างทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ โอนไปให้ คนใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์จนหมด โดยไม่เก็บไว้ใช้เลย

นี่คือที่มาของปมเงินล่องหน 258 ล้าน

แต่ในระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์ยังตอบข้อสงสัยอะไรไม่ได้ ระเบิดอีกลูกก็ตามมา เมื่อมีการพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ นำเงินจำนวน 23 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งพรรค ประชาธิปัตย์ได้รับการจัดสรรจาก กกต. ในปี 2548 ไปว่าจ้างบริษัทเมซไซอะฯของนายประจวบให้เข้ามาทำบิลบอร์ดป้าย หาเสียง

แต่ต่อมาปรากฏว่าเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้ว่าจ้างบริษัทเมซไซอะฯ ทำป้ายประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2548 แต่นายประจวบให้การว่าไม่มีการว่าจ้าง เป็นการทำนิติกรรมอำพรางและไม่มีการทำสัญญาใดๆ เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์มาขอร้องให้ออกใบเสร็จ

ล่าสุดสารวัตรเฉลิมยังนำนายประจวบไปให้ถ้อยคำต่ออนุกรรมการไต่สวนสำนวนเงินบริจาค 258 ล้านบาท และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2548 โดยกล่าวหาว่ามีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

นี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งข้อหารายงานเท็จต่อ กกต. จากกรณีป้ายหาเสียงลม

นายไทกร พลสุวรรณา ผู้เคยเข้าออกพรรคประชาธิปัตย์มาหลายปี ก่อนที่จะลาออกมา เคยให้ความเห็นว่า

"เป็นความโชคดีของฝ่ายค้านที่เขาต้องการเล่นงานบริษัทตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านมองว่า นายประชัยเป็นศัตรูกับทักษิณ เพราะเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่แทนที่จะตกได้ปลาดุก กลับได้ปลาวาฬ"

ในส่วนของนายประจวบที่นายไทกร บอกว่าก็เป็นแค่เด็กในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง เป็นคนอีสานมากินกาแฟสูบบุหรี่ที่พรรค แล้วก็มาของานพรรคทำ เมื่อตกเป็นข่าวคราวก็ได้หลบซ่อนตัวลึกลับมาตั้งแต่ต้นปี โทรศัพท์ไปก็ไม่รับสาย

ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมยังกล่าวด้วยว่า ได้รับทราบจากผู้ใหญ่ที่ดูแลนายประจวบว่าได้เปลี่ยนชื่อเป็น "นายคณาปติ"

"ก่อนหน้านี้นายประจวบได้เข้าไปให้การเพิ่มต่อดีเอสไอเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา และโทรศัพท์มายืนยัน กับผมว่าได้ยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เช่นที่เคยให้การไว้ เพียงแต่ว่ามี รายละเอียดของเนื้อหาสาระเพิ่มเติม เล็กน้อย ดังนั้นเมื่อนายประจวบซึ่งเป็นพยานปากสำคัญมาให้การต่อ กกต.แล้ว ก็คิดว่าน่าจะสรุปได้เร็วๆ นี้"

"ขณะนี้นายประจวบก็ยังอยู่ในความ ดูแลของนายทหารนอกราชการคนหนึ่ง ซึ่งการมาให้การต่อ กกต. เขาก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกัน แต่คงคิดได้ว่าความกลัวทำให้คนเสื่อม และผมก็คิดว่าคำให้การของนายประจวบคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะหากเขาไม่มีเจตนาที่จะทำให้ความจริงปรากฏ ก็คงไม่มาให้การกับ กกต. และเมื่อพยานสำคัญคือผม และนายประจวบมาให้การแล้ว ละครก็ใกล้จะจบแล้ว ขอให้ติดตามดู"

แต่กระนั้นเสียงกระซิบจาก ส.ส. ในพรรคประชาธิปัตย์ ก็แว่วมาว่า...ถึงยุบพรรคก็เปลี่ยนชื่อใหม่ได้

ประชาชาติธุรกิจ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4128

Saturday, July 18, 2009

ตู้น้ำชุมชนพอเพียงใช้ไม่ถึง 2 เดือนแผงโซล่าร์เซลล์เจ๊ง

แฉตู้น้ำชุมชนพอเพียงใช้ไม่ถึง 2 เดือนแผงโซล่าร์เซลล์เจ๊ง "มาร์ค" สั่ง "กอร์ปศักดิ์" จัดการ

ชุมชนแฉตู้น้ำโครงการพอเพียงเจ๊งไม่ถึง 2เดือน คาดต่อวงจรแผงโซลาร์เซลล์ผิดต้องใช้ไฟบ้านแก้ขัด ชาวบ้านไม่กล้าใช้เตาเผาขยะ เผยบริการหลังการขายสุดแย่ อีกชุมชนป้ายข้างตู้ระบุยี่ห้อผู้ผลิตผิดชื่อ "มาร์ค" รับจนท.ยัดเยียดโครงการสั่ ง"กอร์ปศักดิ์" จัดการ

จากกรณีที่นายขันติ ปานขลิบ ผู้จัดการ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ โปร เทคโนโลยี จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่เข้ามารับสินค้าตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสง อาทิตย์จากบริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปจำหน่ายให้ชุมชนในโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ออกมารับประกันว่า สินค้ามีคุณภาพ และมีราคาที่เหมาะสม เบื้องต้นได้จำหน่ายสินค้าไปให้กับหลายชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) อาทิ ชุมชนเปรมประชา และชุมชนร่วมใจรักในเขตดอนเมือง เป็นต้น สินค้าที่ขายไป มี 2 รุ่น คือ รุ่น w-50f2 ราคาเครื่องละ 280,373.83 บาท บวกแว็ต 7% รวมเป็นราคา 300,000 บาท ส่วนอีกรุ่นหนึ่งคือ w-50f1 ราคาเครื่องละ 233,644.88 บาท บวกแว็ต 7% รวมเป็นราคา 250,000 บาท

ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลในชุมชนเปรมประชา แขวงทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง เพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าว จากการเปิดเผยของ พล.อ.ต.สมพงษ์ แม้นสงวน ประธานชุมชนเปรมประชา ระบุว่า ชุมชนแห่งนี้ได้ใช้สิทธิจัดซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญตามโครงการชุมชนพอเพียงของ รัฐบาลจริง เป็นจำนวน 2 ตู้ วงเงินตู้ละ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการประชุมหารือร่วมกันของคนในชุมชนว่าต้องการเลือกซื้อสินค้า อะไร หลังจากได้รับแจ้งข้อมูลจากทางเขตดอนเมืองว่าชุนชนมีสิทธิได้รับเงินจาก โครงการฯจำนวน 6 แสนบาท ภายหลังจากทราบเรื่องงบฯไม่นานนัก ทางเขตได้จัดส่งเอกสารแสดงรายการสิ่งของ 4-5 รายการมาให้ชุมชนเลือกด้วย ได้แก่ ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องปั่นไฟ เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูง เป็นต้น ภายหลังจากชุมชนได้ประชุมกันแล้วมีมติว่าจะเลือกซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญ 2 เครื่องดังกล่าว ส่วนเงินที่เหลืออีก 1 แสนบาท ทีแรกไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดี แต่เนื่องจากเสียดายสิทธิส่วนนี้ เลยตัดสินใจซื้อเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน จากนั้นชุมชนได้แจ้งเรื่องไปยังเขตให้ทราบ

พล.อ.ต.สมพงษ์กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการจัดซื้อสินค้า ยอมรับกันตามตรงว่า ทางชุมชน ไม่ได้มีส่วนรวมอะไรมาก ผู้ที่รับผิดชอบจัดการมาให้หมด เพราะภายหลังจากแจ้งเรื่องไปที่เขต ไม่นานนักก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทเอกชนเพื่อนัดวันนำสินค้ามาติดตั้ง ชุมชนตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจรับสิ่งของอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ชุมชนได้ตู้น้ำหยอดเหรียญมาใช้ ผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน ตู้น้ำดังกล่าวเกิดปัญหาขึ้น แผงโซลาร์เซลล์ไม่สามารถปล่อยไฟเข้าตู้ได้ตามปกติ เข้าใจว่าอาจเกิดปัญหาการต่อแผงวงจรผิด ทำให้ต้องแก้ไขปัญหาด้วยการต่อไฟฟ้าบ้านปกติมาใช้แทน ตอนนี้เลยต้องหมุนเวียนกันใช้ทีละตู้เพื่อประหยัดไฟฟ้า

"สิ่งที่ผมไม่ชอบเอามากๆ กับตู้น้ำหยอดเหรียญ คือเรื่องบริการหลังการขายที่ไม่ค่อยดี เวลาเครื่องมีปัญหาโทร.ไปแจ้งบริษัท ก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้ามาดูให้ มันดูไม่ดีเลย ขนาดตัวแบตเตอรี่ ตอนแรกที่เอาของมาส่งเรา เขาไม่มีกล่องปกปิดอะไรให้เลย มาวางไว้เฉยๆ ผมต้องไปหักคออยู่นานกว่าจะได้มา" พล.อ.ต.สมพงษ์กล่าว

พล.อ.ต.สมพงษ์กล่าวด้วยว่า ส่วนเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงที่ซื้อมา ก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะขึ้นชื่อว่าเตาเผาขยะ ทุกคนกลัวว่าจะมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องกลิ่น แม้ว่าตอนที่ซื้อจะได้รับการันตีว่า มีประสิทธิภาพสูงเผาขยะไม่มีควัน แต่เป็นไอน้ำ แต่ไม่มีใครไว้ใจ กว่าจะหาที่ตั้งได้ก็ลำบาก แถมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีใครมาใช้งาน เนื่องจากทุกวันนี้ ทางเขตมีรถมาเก็บขยะอยู่แล้ว หลังจากผู้ขายทดลองเผาให้ชาวบ้านและนักศึกษาที่มาดูงาน 2 ครั้ง จากนั้นก็ไม่เคยได้ใช้งานอีกเลย

ต่อมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนร่วมใจรัก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน และถูกระบุว่าเป็นชุมชนที่เลือกซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญพลังแสงอาทิตย์ จากบริษัท เอ็นเนอร์ยีโปรฯ จากการสอบถามข้อมูลจากคนในชุมชน ทราบว่า ชุมชนแห่งนี้ซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญมาใช้ 2 ตู้ สังเกตพบว่า ตู้น้ำหยอดเหรียญของทั้งสองชุมชน มีรูปแบบเหมือนกันอย่างมาก น่าจะสั่งซื้อมาจากแหล่งเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้างตู้ กลับมีป้ายระบุบริษัท วอเทอร์ เน็ท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิต ไม่ได้ระบุชื่อของบริษัท บีเอ็นบีฯตามที่เจ้าของบริษัท เอ็นเนอร์ยีโปรฯเคยอ้างว่ารับสินค้ามาจากบริษัท บีเอ็นบีฯแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบตู้น้ำหยอดเหรียญของบริษัท เอ็นเนอร์ยีฯ ที่จำหน่ายให้ชุมชนทั้งสองแห่ง คือ รุ่น w-50f2 และรุ่น w-50f1 พบว่า มีคุณสมบัติเครื่องเหมือนกันทุกประการ ส่วนราคาที่แตกต่างกันมีเพียงอย่างเดียวคือ ราคาพัดลมไอน้ำรุ่น s-22 ซึ่งในรุ่น w-50f2 คิดยูนิตละ 40,000 บาท รวม 2 ยูนิต 80,000 บาท ขณะที่ w-50f1 คิดยูนิตเดียวคือ 40,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ทั้งสองชุมชนไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาได้เต็มประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดให้งบฯชุมชนไป ส่งเสริมทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนให้เพิ่มมากขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับฐานรากชุมชน อีกทั้งไม่อาจตอบสนองตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการที่กำหนดว่า 1.ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมคิด-ร่วมทำ ร่วมพัฒนา 2.ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เวลา 16.30 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงการสะท้อนของสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคอีสานในการ สัมมนาผู้นำชุมชนและท้องถิ่น ที่สะท้อนปัญหาโครงการชุมชนพอเพียงว่า อยากแยก 2 ส่วน คือ 1.มีเรื่องซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลย คือ แทนที่จะให้ประชาคมชาวบ้านคิดเอง แต่หลายพื้นที่มีเจ้าหน้าที่หรือใครก็แล้วแต่ ไปยัดเยียดโครงการให้ ได้บอกไปยังนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯที่ดูแลแล้ว ซึ่งก็ไม่ยอม และบอกว่าต้องเป็นเรื่องความต้องการชุมชน และ 2.เป็นเรื่องที่ลำบากเล็กน้อย เพราะบางทีโครงการที่ชุมชนต้องการไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงนัก แต่อย่างโครงการเรื่องปุ๋ยถือว่าสอดคล้อง แต่อย่างการซื้อโต๊ะเก้าอี้ มีโครงการแบบนี้เยอะแล้ว อยากให้ไปใช้ส่วนอื่น เพราะโครงการชุมชนพอเพียงนี้อยากได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ

ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกอร์ปศักดิ์กำลังพยายามกลบเกลื่อนความผิดที่เกิดขึ้น แล้วโยนความรับผิดชอบไปยังชุมชนและข้าราชการระดับล่างถือว่าไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ยังพบอีกว่าโครงการในบางจังหวัดมีลักษณะโครงการเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน ถือว่าผิดปกติมาก จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีใครช่วยเขียนโครงการ แล้วอนุมัติในลักษณะอัฐยายซื้อขนมยาย

"นายกอร์ปศักดิ์แสดงความไม่รู้กฎหมาย โดยการเข้าไปเสนอให้ชุมชนกำหนดราคากลางในการดำเนินโครงการ ถือว่าขัดหลักการโครงการ ในร่างโครงการได้มีการแนบหนังสือ เพื่อให้ประธานชุมชนลงนามท้ายหนังสือ ในลักษณะการยินยอมทุกอย่าง ถือว่าผิดปกติ ถ้าหากประธานชุมชนไม่อ่านรายละเอียด ก็จะเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลในการสมยอมให้กำหนดราคากลางในโครงการ จึงอยากเตือนประชาชนว่าไม่ควรให้ใครหลอกลวงซ้ำสอง และไม่ควรเซ็นเอกสารใดๆ หากใครทราบข้อมูลการทุจริตโครงการ สามารถส่งข้อมูลมาที่พรรคเพื่อไทยได้" นายอนุดิษฐ์กล่าว

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247926389&grpid=01&catid=01

Tuesday, July 14, 2009

เบื้องหลัง 'โกตั๊บ' กับคดีปลอมแปลงเอกสาร กู้เงินแบงก์กรุงไทยพันล้าน !!

เบื้องหลัง 'โกตั๊บ' กับคดีปลอมแปลงเอกสาร กู้เงินแบงก์กรุงไทยพันล้าน !!

เบื้องหลังเอ็มกรุ๊ปของ"สนธิ ลิ้มทองกุล"กู้เงินจากแบงก์กรุงไทย ถูกก.ล.ต.ฟ้องร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้พันล้าน ศาลนัดสืบจำเลยเป็นวันที่ 12 ต.ค.52

13 ปีที่แล้ว บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอนจิเนียริง จำกัด(มหาชน) หรือไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ให้กับ บริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด บริษัทมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร

จะว่าไป เอ็มกรุ๊ป ก็คือ บริษัทแม่ของไออีซี นั่นเอง

ครั้งนั้น เอ็มกรุ๊ปของนายสนธิ กู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทางไออีซีไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฯ

นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานกรรมการไออีซีในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการไออีซีไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของไออีซีปลอมมติคณะกรรมการ

ต่อมา นายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนวยการไออีซี ได้ยอมรับกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ว่า ไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง

เดือน ธันวาคม ปี 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทไออีซีเพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัทไออีซีมีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท ไออีซี เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารด้วย

สำนักงาน ก.ล.ต. ในยุคที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นเลขาธิการ กลต. ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีตกรรมการบริษัท ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัทแมเนอร์เจอร์ฯ

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

หลังสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษ ในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของนายสนธิและบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ปในคดีนี้ก็เงียบหายไป

แต่จริงๆ คดีนี้ค้างอยู่ในศาลอาญา เกือบ 10 ปี โดยคดีนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540

ล่าสุด ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลนัดสืบจำเลย แต่ทนายจำเลย ขอเลื่อนนัด โดยอ้างว่า นายสนธิอยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ

ศาลสั่งเลื่อนคดี เป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552

คดีนี้ เดินไปได้อย่างล่าช้า ผ่านห้วงเวลาที่พลิกผันมาหลายครั้ง จากยุคที่นายสนธิ หรือ โกตั๊บ เชียร์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา จนมาถึงวันที่ความสัมพันธ์ระหว่าง โกตั๊บ กับ ทักษิณ ขาดสะบั้น กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต

จากวันที่ โกตั๊บ เคยเป็นลูกค้าชั้นดีของ ธนาคารกรุงไทย โดยมี วิโรจน์ นวลแข เป็นเพื่อนรักของ โกตั๊บ

ภายในปีนี้ หากสืบพยานฝ่ายจำเลยเสร็จสิ้นลง ศาลอาญาอาจ(จะ)มีคำพิพากษาลงมา

ข่าวดี หรือ ข่าวร้าย ยังต้องรอลุ้นกันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ ใครหลายๆคน บอกว่า พฤติกรรมของ นายห้างทักษิณ กับ โกตั๊บ ละม้ายคล้ายกันยิ่งนัก

กุนซือใหญ่ ผู้เคยทำงานให้ทั้งสนธิ และ ทักษิณ กล่าวว่า พวกเขาอาจเคยทำกรรมร่วมกันมาในชาติก่อน ทำให้ต้องมาตามล้างกันในชาตินี้

กุนซือใหญ่ ผู้หนึ่ง กล่าวว่า "สนธิ เป็นคนศึกษาประวัติศาสตร์ มองเกมมองคนทะลุปรุโปร่ง ส่วนทักษิณ เป็นคนฉลาด แต่พังเพราะบริวารเป็นพิษ"

ถ้า ทักษิณ มีคนเสื้อแดง และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เป็นผนังทองแดง สนธิ ก็มี พวกเสื้อเหลือง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็น กำแพงเหล็ก

ถ้าทักษิณ ใช้สโลแกน คิดใหม่ ทำใหม่ สนธิ ก็ใช้ การเมืองใหม่ เป็นธงนำความคิด

ถ้าทักษิณ มีมูลนิธิไทยคม เสริมภาพลักษณ์เชิงบวก สนธิ ก็มี มูลนิธิ ไชย้ง ลิ้มทองกุล เป็นมูลนิธิเพื่อสังคม ซึ่ง 2 มูลนิธิ ก่อตั้งขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

ถ้าทักษิณ มีทนายคู่บุญคือ ชานนท์ สุวสิน สนธิ ก็มีทนายคู่ใจชื่อ สุวัตร อภัยภักดิ์

ถ้าทักษิณ เป็นตัวแทนของระบอบประชาธิปไตยที่เน้นย้ำว่า "ผมมาจากการเลือกตั้ง" สนธิ คือผู้ประกาศตัว พิทักษ์สถาบันกษัตริย์ ต่อต้านระบบประธานาธิบดี

ถ้าทักษิณ เคยเฉียดล้มละลาย สนธิ ก็ผ่านการล้มละลายมาแล้ว

ถ้าทักษิณ ต้องคำพิพากษาจำคุก คดีที่ดินรัชดาฯ สนธิ ก็กำลังลุ้นระทึกกับคดีหลายสิบเรื่องในศาล

ถ้าทักษิณ มี ชินแซทเทลไลท์ สนธิ ก็เกือบมี ลาวสตาร์ ไว้เชยชม

ถ้าทักษิณ มีพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นที่ปรึกษาทางความคิดและไอเดียหลุดโลก สนธิ ก็มี ชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นนักวิชาการผู้ขี่กระแสโลกาภิวัตน์เป็นคู่บารมี

ถ้าทักษิณ เคยถูกลอบสังหารมาแล้ว 3 ครั้ง สนธิ ก็โดนมาแล้ว มากกว่า 3

ถ้าทักษิณ ใช้บริการนอมินี ไม่ว่าจะเป็น ลูกสาวและลูกชายของตนเอง รวมถึงแก๊งค์คนรับใช้ เช่น นางสาวบุญชู เหรียญประดับ นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี นายวิชัย ช่างเหล็ก ถือหุ้นมูลค่าหลายหมื่นล้าน แทนตัวเอง หรือ ที่เรียกว่า นอมินี สนธิ ก็เรียนรู้วิธีการนี้มาอย่างดี

และถ้าทักษิณ มีปมเรื่อง ชินคอร์ป เป็นจุดตาย

บางที สนธิ อาจต้องลุ้นกับคดี ไออีซี จนนอนไม่หลับ !!!

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:23:51 น.
http://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?newsid=1247470290&grpid=01&catid=00

Thursday, July 9, 2009

Update Influenza A(H1N1) May To July 2009 Thailand

Situation updates - Pandemic (H1N1) 2009
Influenza A(H1N1) 2009
25 May 2009 To 6 July 2009

สถานการณ์ ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ Influenza A(H1N1) ไข้หวัดใหญ่ 2009 (ไข้หวัดหมู) ในประเทศไทย เทียบกับต่างประเทศอย่างเป็นทางการ รายงานโดย WHO ตั้งแต่ปลายเดือน พฤษภาคม ถึง ต้นเดือนกรกฎาคม 2552


Influenza A(H1N1) - update 38
25 May 2009

Influenza A(H1N1) - update 46
10 June 2009

Influenza A(H1N1) - update 54
26 June 2009

Pandemic (H1N1) 2009 - update 58
6 July 2009

Source : http://www.who.int/csr/disease/swineflu/updates/en/index.html