แพทย์ชนบท จี้ตั้งกก.สอบงบไทยเข้มแข็ง ยัดเยียดร.พ.
เผยเส้นนักการเมืองล็อบบี้ยัดเยียดวัสดุ-อุปกรณ์ราคาแพงเกินจริง ล็อตใหญ่รับเละ
เหน็บ"ชวน"เคยตั้ง"หมอบรรลุ"สอบเอา"รักเกียรติ"เข้าคุก แต่ตอนนี้ ...
น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า
ปัญหาของโครงการไทยเข้มแข็งของสาธารณสุขไม่ใช่อยู่ที่การล็อคสเปค
แต่อยู่ที่ ครม.อนุมัติให้ซื้อในสิ่งที่โรงพยาบาลไม่ได้ขอ
เช่น เครื่องฆ่าเชื้อด้วยยูวี ราคา 40,000 บาท ไม่มีใครขอ
เพราะราคาแค่นี้ถ้าโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ก็สามารถใช้เงินบำรุงจัดซื้อเองได้
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนชงให้นักการเมือง แค่อนุมัติให้ซื้อทุกโรงพยาบาลจะเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาทแล้ว
และปัญหาใหญ่อีกอย่างคือราคาที่อนุมัติ แพงเกินไป เช่น
เครื่องช่วยหายใจราคา 1.2 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลบางแห่งเพิ่งซื้อไป 5 แสนกว่าบาทเอง
หรือแฟลตพยาบาล ราคา 9.6 ล้านบาท แต่เมื่อต้นปี 52 โรงพยาบาลบางแห่งเปิดซองประมูลได้ราคาแค่ 6 ล้านบาทเอง
รวมทั้งเครื่องฆ่าเชื้อยูวีราคาแค่ 6,000 บาท
"จากที่ถามโรงพยาบาลบางแห่ง มีนักการเมืองในพื้นที่ติดต่ออยากได้อะไร แล้วนำไปเพิ่มราคาโดยผ่านกองแบบแผนของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมูลถ้ามีการฮั้วราคากันก็คงได้ราคากลางพอดี ทั้งที่ควรจะถูกกว่านั้น โครงการนี้ไม่โปร่งใสตั้งแต่แรก เพราะขาดการมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการพิจารณาว่าอะไรควรซื้อไม่ควรซื้อ และจะซื้อราคาเท่าไหร่ การจัดสรรผ่านคนไม่กี่คนในส่วนกลางในช่วงที่กำลังจะตั้งปลัดกระทรวง และอธิบดีใหม่ ทำให้คนในกระทรวงฯ หลายคนอยากก้าวหน้าดำเนินการชงให้"
นายแพทย์พงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า
สิ่งที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรทำหลังกลับจากประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติก็คือ
แต่งตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิชเป็นประธานกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นคนใส่ราคากลางที่ แพงขนาดนี้
และใครเป็นคนใส่เครื่องฆ่าเชื้อยูวีไปในคำขอที่เสนอครม.
และคณะกรรมการควรตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือลดราคากลางลง
จะทำให้ประหยัดงบประมาณและนำไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นจริงๆเพิ่มได้ อีกจำนวนมาก
"เรื่องนี้เหมือนสมัยที่คุณชวน หลีกภัยตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช สอบสวนเรื่องทุจริตยา จนนำนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พรรคกิจสังคม เข้าคุกได้ แต่ตอนนี้ต่างกันแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นเอง" เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 27 กันยายน 2552
Sunday, September 27, 2009
Thursday, September 17, 2009
แฉเงื่อนงำซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ระบบอัลตราไวโอเลต 4 หมื่นแพงโหด
แฉเงื่อนงำซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ระบบอัลตราไวโอเลต 4 หมื่นแพงโหด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากมีการเสนอข่าวกระแสการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการภายใต้แผน ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (เอสพี) 2555 ระยะที่ 2 รอบที่ 1 โดยล่าสุด ได้รับเอกสารเกี่ยวกับ การจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกจังหวัด จังหวัดละ 15 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการจัดซื้อในส่วนของโครงการพัฒนาระบบบริการระดับทุติยภูมิ งบฯลงทุน ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง โดยมีเอกสาร 3 ใบ คือ หนังสือทางราชการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.) ลงบันทึกด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยแจ้งให้ทราบว่าสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เร่งให้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวไอเลต ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัด พร้อมแนบสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรคและใบเสนอราคาของบริษัทเอกชน ชื่อบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัด ที่อยู่เลขที่ 3 ซอยบางนาตราด 34 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 102 โดยเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรค หรือ UV-FAN ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า หนังสือฉบับดังกล่าวมีความผิดปกติหลายจุด คือ
1.มีการเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรคราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งสูงผิดปกติ ซึ่งเท่าที่ทราบที่ผ่านมาสถาบันทรวงอก กรมการแพทย์ สธ. ได้ผลิตเครื่องชนิดนี้เป็นโครงการนำร่อง มีต้นทุนเครื่องละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น แต่ทำไม สธ.จึงกำหนดราคากลางให้สูงถึง 40,000 บาท
2.ในหนังสือฉบับดังกล่าวยังได้แนบเอกสารอีก 2 ฉบับ คือ รายละเอียดสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรค และใบเสนอราคาของบริษัท ก่อเกียรติ ซัพพลาย จำกัด ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะนี้เครือข่ายแพทย์ชนบทได้กระจายตัวลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว
มติชนรายวัน, วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11514
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากมีการเสนอข่าวกระแสการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการภายใต้แผน ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (เอสพี) 2555 ระยะที่ 2 รอบที่ 1 โดยล่าสุด ได้รับเอกสารเกี่ยวกับ การจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรค ด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกจังหวัด จังหวัดละ 15 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการจัดซื้อในส่วนของโครงการพัฒนาระบบบริการระดับทุติยภูมิ งบฯลงทุน ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง โดยมีเอกสาร 3 ใบ คือ หนังสือทางราชการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.) ลงบันทึกด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยแจ้งให้ทราบว่าสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เร่งให้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวไอเลต ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัด พร้อมแนบสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรคและใบเสนอราคาของบริษัทเอกชน ชื่อบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัด ที่อยู่เลขที่ 3 ซอยบางนาตราด 34 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 102 โดยเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรค หรือ UV-FAN ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า หนังสือฉบับดังกล่าวมีความผิดปกติหลายจุด คือ
1.มีการเสนอราคาเครื่องทำลายเชื้อโรคราคาเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งสูงผิดปกติ ซึ่งเท่าที่ทราบที่ผ่านมาสถาบันทรวงอก กรมการแพทย์ สธ. ได้ผลิตเครื่องชนิดนี้เป็นโครงการนำร่อง มีต้นทุนเครื่องละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น แต่ทำไม สธ.จึงกำหนดราคากลางให้สูงถึง 40,000 บาท
2.ในหนังสือฉบับดังกล่าวยังได้แนบเอกสารอีก 2 ฉบับ คือ รายละเอียดสเปคเครื่องทำลายเชื้อโรค และใบเสนอราคาของบริษัท ก่อเกียรติ ซัพพลาย จำกัด ในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะนี้เครือข่ายแพทย์ชนบทได้กระจายตัวลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว
มติชนรายวัน, วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11514
Labels:
เครื่องทำลายเชื้อโรค,
ไทยเข้มแข็ง,
แพทย์ชนบท,
สาธารณสุข
Tuesday, September 15, 2009
น.ร.ม.กับ ผบ.ตร.
น.ร.ม.กับ ผบ.ตร.
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วยปลายเดือนสิงหาคมกับต้นเดือนกันยายนคงไม่มีข่าวใด ครองเนื้อที่ข่าวเป็นเวลานานกว่าข่าวการดำเนินการของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. กับการปฏิบัติต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่
ตำรวจไทยนั้นอยู่ในฐานะที่น่าเห็นใจ งานในภาระหน้าที่ก็หนัก เงินเดือนก็น้อย บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่ก็เสี่ยงกับอันตรายจากพวกมิจฉาชีพ ที่น่าเห็นใจและน่าน้อยใจแทนตำรวจก็ตรงที่มักจะถูกสังคมกล่าวหาว่าเป็น ผู้ร้ายเสียเองอยู่เสมอ
ตำรวจทั้งประเทศมีจำนวนมากมายกว่า 2 แสนคน ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีเป็นของธรรมดา แต่ที่เคยคบหาสมาคมด้วยก็เห็นว่าเป็นคนดีเป็นส่วนใหญ่ คนไม่ดีนั้นมีจำนวนไม่มาก
การปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาต่อ ผบ.ตร. จนเป็นข่าวเกรียวกราวย่อมกระทบกระเทือนต่อ"เกียรติภูมิ" ของตำรวจทั้งประเทศ ย่อมทำให้เกิดความเศร้าใจแก่ผู้ที่มีอาชีพรับราชการเป็นตำรวจจนไปถึงครอบ ครัวและญาติพี่น้องเป็นของธรรมดา ถ้าข้าราชการตำรวจทั้งประเทศมี 2 แสนคน รวมลูกเมียของตำรวจเข้าไปด้วยก็คงทำให้เกิดความสะเทือนใจแก่ตำรวจ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง จำนวนไม่ต่ำกว่าล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย
น่าจะมีวิธีที่ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจดีกว่านี้ วิธีที่กำลังปฏิบัติต่อ ผบ.ตร. ในขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เริ่มต้นด้วยการออกข่าวว่าให้ ผบ.ตร.ลาราชการไปต่างประเทศ พร้อมทั้งให้ลาต่อไปจนถึงวันเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน เพื่อจะได้ไม่สามารถเข้าประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติได้ จู่ๆ ก็ปรากฏว่า ผบ.ตร.เดินทางกลับจากประเทศจีนในวันที่ 10 สิงหาคม เพื่อมาให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เมื่อ ผบ.ตร.เดินทางกลับเข้าประเทศด้วยเหตุผลและภารกิจที่ต้องเดินทางไปประเทศจีน เสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำ ตามหน้าที่และวินัยก็ต้องกลับมาทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม เมื่อ ผบ.ตร.กลับมา รักษาการ ผบ.ตร.ที่ได้รับการแต่งตั้งก็พ้นไป
ต่อมา ผบ.ตร.ก็ได้รับคำสั่งให้ไปราชการภาคใต้ แล้วก็มีการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ซึ่งสร้างความมึนงงสงสัยให้กับผู้คนจำนวนมากว่า การเดินทางไปราชการต่างจังหวัดนั้นต้องตั้งรักษาการแทนด้วยหรือ เพราะเจ้าตัวยังอยู่ในราชอาณาจักร เมื่อนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดจะต้องตั้งรักษา ราชการแทนด้วยหรือไม่ ก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่ข่าวที่ออกไปก็คงกระทบต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อมีการประชุมใน ก.ต.ช. ผบ.ตร.ก็กลับมาจากต่างจังหวัดเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อประธานเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน ผบ.ตร.ที่จะเกษียณไปเพียงชื่อเดียว ปรากฏว่ามีกรรมการ ก.ต.ช. ผู้หนึ่งติงว่าไม่ควรเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ในที่สุดต้องมีการลงมติ ผู้ที่ท้วงติงเสนอให้คงคะแนนลับ ประธานไม่ยอมให้ลงคะแนนลับ ให้ลงโดยเปิดเผย ผลปรากฏว่าข้อเสนอของประธานไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ไม่ออกเสียง 2 ท่าน คือ กรรมการผู้ท้วงติงกับตัวประธานเอง
การที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งกับประธาน ก.ต.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล และกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในแง่ประธาน ก.ต.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็เสียหาย เพราะเท่ากับทำงานไม่รอบคอบ ปกติประธานก็น่าจะทราบมาก่อนประชุมแล้วว่าข้อเสนอของตนจะได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการหรือไม่ ไม่ใช่มาทราบเพราะต้องมีการลงมติกัน อาจจะเป็นไปได้ว่าประธาน ก.ต.ช. ก็ทราบมาก่อนการประชุมแต่ต้องการให้เป็นข่าวเช่นนี้
ในแง่ตำรวจก็เท่ากับหัวหน้าตำรวจกับหัวหน้ารัฐบาลมีปัญหากันอย่างรุนแรง เพราะปกติแล้วตำรวจคงจะไม่ทำอย่างนั้นกับผู้บังคับบัญชา ทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลเสียหาย หมดความน่าเชื่อถือ เหตุการณ์ทรุดลงไปอีกเมื่อสื่อมวลชนโดยเฉพาะนักข่าวได้ไปตั้งคำถามกับผู้นำ พรรคภูมิใจไทยและได้รับคำตอบว่า ให้ไปถามเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคือคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงคือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งสองท่านมิได้ตอบว่าอย่างไร ไม่ว่านักข่าวจะไปถามแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือบุตรชาย หรือผู้นำพรรคที่อยู่ข้างนอก ต่างก็ยืนยันว่าให้ไปถามรองนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการนายกฯ
การให้ข่าวเช่นนี้จึงทำให้เกิดข่าวลือไปต่างๆนานา ต่อมาเมื่อนักข่าวไปถามประธาน ก.ต.ช.ก็ได้รับคำตอบว่า ประธาน ก.ต.ช.ยังจะเสนอชื่อเดิมเพียงชื่อเดียว เพราะพวกที่ลงมติไม่เห็นชอบนั้นมีข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่มีข้อมูลรอบด้าน กลายเป็นการตอบโต้กันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี สร้างความงุนงงกับตำรวจทั้งประเทศ
เมื่อนายกรัฐมนตรีตอบผู้สื่อข่าวอย่างนี้เรื่องก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ ผู้คนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.น่าจะชี้แจงได้ว่า ในบรรดาตำรวจที่ดำรงตำแหน่งชั้นยศพลตำรวจเอกนั้น ผู้ที่นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาคัดเลือกแล้วนำชื่อมาเสนอนี้มีความเหมาะสมกว่า ผู้อื่นอย่างไร ทั้งในแง่ผลงาน ประวัติการทำงาน มนุษยสัมพันธ์ บารมีและการยอมรับ รวมทั้งอาวุโสในตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อเทียบกับ พล.ต.อ.คนอื่นๆ
แต่ก็ดูเหมือนว่าสื่อมวลชน และสังคมก็มิได้ติดใจสอบถามอย่างจริงจัง แม้ว่านายกรัฐมนตรีถ้าจำไม่ผิดจะได้ชี้แจงไปบ้างแล้วก็ตาม
การให้ข่าวอย่างคลุมเครืออย่างนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะเป็นเหตุให้ผู้คนคิดไปต่างๆ นานา
ขณะเดียวกันก็มีการตั้งกรรมการสอบสวนกรณีการใช้จ่ายเงิน 18 ล้านบาท ในงบฯการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในเวลาไล่เลี่ยกันคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย กับ ผบ.ตร. ในกรณีการสลายการชุมนุมที่มาล้อมอาคารรัฐสภา
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่อาจจะรู้ได้ นอกจากข้อมูลสาธารณะจากหนังสือพิมพ์
แต่รูปการและห้วงเวลาที่เรื่องต่างๆ ออกมาเป็นชุดๆ ติดๆ กันอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย ทำให้สังคมมีการคาดเดา มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ที่สำคัญทำให้กระทบกระเทือน กับขวัญและกำลังใจของตำรวจเป็นอย่างมาก ที่ดูเหมือนกับว่าเพียงเพื่อไม่ให้ ผบ.ตร.มาประชุม ก.ต.ช.ได้เท่านั้นก็เลยมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับ ผบ.ตร. ซึ่งความจริงอีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะเกษียณอายุแล้ว ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงได้มาเสร็จและเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
พอมีข่าวเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกกันว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว ความที่สังคมให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างกรรมการ ก.ต.ช. 5-6 ท่านกับประธาน ก.ต.ช. สื่อมวลชนก็เลยเหมาเอาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่ามีเหตุผลใดแต่ก็น่าสนใจว่าทำไมกรณีที่ดินที่นำเอาไปสร้าง บ้านจัดสรรและสนามกอล์ฟอัลไพน์จึงได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา
ทันทีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกล่าวโทษ ผบ.ตร. ทั้งทางอาญาและทางวินัย ผบ.ตร.ก็กล่าวกับนักข่าวว่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าหนังสือของ ป.ป.ช.จะมีมาถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงหมายความว่าถ้ามีการประชุม ก.ต.ช. ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ผบ.ตร.ก็คงจะไปประชุมซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของนายกรัฐมนตรี
ความจริงแล้วน่าจะพิจารณาดูว่า กฎหมายที่กำหนดกระบวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้นถูกต้อง เป็นไปตามธรรมชาติหรือไม่ เช่น นายกรัฐมนตรีควรจะลงมานั่งเป็นประธาน ก.ต.ช.เองหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ก็เท่ากับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้
นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ควรมาเป็นผู้เสนอแต่งตั้งข้าราชการประจำ สำหรับกระทรวงอื่นๆ ก็มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสามารถจะทักท้วงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นคนสุดท้ายได้
ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นทั้งผู้เสนอและแต่งตั้งกรรมการระดับชาติอย่างนี้แล้ว เกิดที่ประชุมไม่ผ่านให้ก็มีปัญหาในการบริหารประเทศ แต่ถ้ากรรมการต้องลงมติผ่านให้ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเสนอก็เท่ากับเป็นคณะ กรรมการตรายางหรือไม่ ประโยชน์ของคณะกรรมการอยู่ที่ตรงไหน
จึงน่าคิดว่าระบบที่ว่านี้เป็นระบบที่ถูกต้องหรือไม่
ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4140
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi05140952§ionid=0212&day=2009-09-14
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วยปลายเดือนสิงหาคมกับต้นเดือนกันยายนคงไม่มีข่าวใด ครองเนื้อที่ข่าวเป็นเวลานานกว่าข่าวการดำเนินการของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. กับการปฏิบัติต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่
ตำรวจไทยนั้นอยู่ในฐานะที่น่าเห็นใจ งานในภาระหน้าที่ก็หนัก เงินเดือนก็น้อย บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่ก็เสี่ยงกับอันตรายจากพวกมิจฉาชีพ ที่น่าเห็นใจและน่าน้อยใจแทนตำรวจก็ตรงที่มักจะถูกสังคมกล่าวหาว่าเป็น ผู้ร้ายเสียเองอยู่เสมอ
ตำรวจทั้งประเทศมีจำนวนมากมายกว่า 2 แสนคน ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีเป็นของธรรมดา แต่ที่เคยคบหาสมาคมด้วยก็เห็นว่าเป็นคนดีเป็นส่วนใหญ่ คนไม่ดีนั้นมีจำนวนไม่มาก
การปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาต่อ ผบ.ตร. จนเป็นข่าวเกรียวกราวย่อมกระทบกระเทือนต่อ"เกียรติภูมิ" ของตำรวจทั้งประเทศ ย่อมทำให้เกิดความเศร้าใจแก่ผู้ที่มีอาชีพรับราชการเป็นตำรวจจนไปถึงครอบ ครัวและญาติพี่น้องเป็นของธรรมดา ถ้าข้าราชการตำรวจทั้งประเทศมี 2 แสนคน รวมลูกเมียของตำรวจเข้าไปด้วยก็คงทำให้เกิดความสะเทือนใจแก่ตำรวจ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง จำนวนไม่ต่ำกว่าล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย
น่าจะมีวิธีที่ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจดีกว่านี้ วิธีที่กำลังปฏิบัติต่อ ผบ.ตร. ในขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เริ่มต้นด้วยการออกข่าวว่าให้ ผบ.ตร.ลาราชการไปต่างประเทศ พร้อมทั้งให้ลาต่อไปจนถึงวันเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน เพื่อจะได้ไม่สามารถเข้าประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติได้ จู่ๆ ก็ปรากฏว่า ผบ.ตร.เดินทางกลับจากประเทศจีนในวันที่ 10 สิงหาคม เพื่อมาให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เมื่อ ผบ.ตร.เดินทางกลับเข้าประเทศด้วยเหตุผลและภารกิจที่ต้องเดินทางไปประเทศจีน เสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำ ตามหน้าที่และวินัยก็ต้องกลับมาทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม เมื่อ ผบ.ตร.กลับมา รักษาการ ผบ.ตร.ที่ได้รับการแต่งตั้งก็พ้นไป
ต่อมา ผบ.ตร.ก็ได้รับคำสั่งให้ไปราชการภาคใต้ แล้วก็มีการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ซึ่งสร้างความมึนงงสงสัยให้กับผู้คนจำนวนมากว่า การเดินทางไปราชการต่างจังหวัดนั้นต้องตั้งรักษาการแทนด้วยหรือ เพราะเจ้าตัวยังอยู่ในราชอาณาจักร เมื่อนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดจะต้องตั้งรักษา ราชการแทนด้วยหรือไม่ ก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่ข่าวที่ออกไปก็คงกระทบต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อมีการประชุมใน ก.ต.ช. ผบ.ตร.ก็กลับมาจากต่างจังหวัดเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อประธานเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน ผบ.ตร.ที่จะเกษียณไปเพียงชื่อเดียว ปรากฏว่ามีกรรมการ ก.ต.ช. ผู้หนึ่งติงว่าไม่ควรเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ในที่สุดต้องมีการลงมติ ผู้ที่ท้วงติงเสนอให้คงคะแนนลับ ประธานไม่ยอมให้ลงคะแนนลับ ให้ลงโดยเปิดเผย ผลปรากฏว่าข้อเสนอของประธานไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ไม่ออกเสียง 2 ท่าน คือ กรรมการผู้ท้วงติงกับตัวประธานเอง
การที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งกับประธาน ก.ต.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล และกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในแง่ประธาน ก.ต.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็เสียหาย เพราะเท่ากับทำงานไม่รอบคอบ ปกติประธานก็น่าจะทราบมาก่อนประชุมแล้วว่าข้อเสนอของตนจะได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการหรือไม่ ไม่ใช่มาทราบเพราะต้องมีการลงมติกัน อาจจะเป็นไปได้ว่าประธาน ก.ต.ช. ก็ทราบมาก่อนการประชุมแต่ต้องการให้เป็นข่าวเช่นนี้
ในแง่ตำรวจก็เท่ากับหัวหน้าตำรวจกับหัวหน้ารัฐบาลมีปัญหากันอย่างรุนแรง เพราะปกติแล้วตำรวจคงจะไม่ทำอย่างนั้นกับผู้บังคับบัญชา ทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลเสียหาย หมดความน่าเชื่อถือ เหตุการณ์ทรุดลงไปอีกเมื่อสื่อมวลชนโดยเฉพาะนักข่าวได้ไปตั้งคำถามกับผู้นำ พรรคภูมิใจไทยและได้รับคำตอบว่า ให้ไปถามเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคือคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงคือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งสองท่านมิได้ตอบว่าอย่างไร ไม่ว่านักข่าวจะไปถามแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือบุตรชาย หรือผู้นำพรรคที่อยู่ข้างนอก ต่างก็ยืนยันว่าให้ไปถามรองนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการนายกฯ
การให้ข่าวเช่นนี้จึงทำให้เกิดข่าวลือไปต่างๆนานา ต่อมาเมื่อนักข่าวไปถามประธาน ก.ต.ช.ก็ได้รับคำตอบว่า ประธาน ก.ต.ช.ยังจะเสนอชื่อเดิมเพียงชื่อเดียว เพราะพวกที่ลงมติไม่เห็นชอบนั้นมีข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่มีข้อมูลรอบด้าน กลายเป็นการตอบโต้กันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี สร้างความงุนงงกับตำรวจทั้งประเทศ
เมื่อนายกรัฐมนตรีตอบผู้สื่อข่าวอย่างนี้เรื่องก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ ผู้คนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.น่าจะชี้แจงได้ว่า ในบรรดาตำรวจที่ดำรงตำแหน่งชั้นยศพลตำรวจเอกนั้น ผู้ที่นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาคัดเลือกแล้วนำชื่อมาเสนอนี้มีความเหมาะสมกว่า ผู้อื่นอย่างไร ทั้งในแง่ผลงาน ประวัติการทำงาน มนุษยสัมพันธ์ บารมีและการยอมรับ รวมทั้งอาวุโสในตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อเทียบกับ พล.ต.อ.คนอื่นๆ
แต่ก็ดูเหมือนว่าสื่อมวลชน และสังคมก็มิได้ติดใจสอบถามอย่างจริงจัง แม้ว่านายกรัฐมนตรีถ้าจำไม่ผิดจะได้ชี้แจงไปบ้างแล้วก็ตาม
การให้ข่าวอย่างคลุมเครืออย่างนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะเป็นเหตุให้ผู้คนคิดไปต่างๆ นานา
ขณะเดียวกันก็มีการตั้งกรรมการสอบสวนกรณีการใช้จ่ายเงิน 18 ล้านบาท ในงบฯการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในเวลาไล่เลี่ยกันคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย กับ ผบ.ตร. ในกรณีการสลายการชุมนุมที่มาล้อมอาคารรัฐสภา
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่อาจจะรู้ได้ นอกจากข้อมูลสาธารณะจากหนังสือพิมพ์
แต่รูปการและห้วงเวลาที่เรื่องต่างๆ ออกมาเป็นชุดๆ ติดๆ กันอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย ทำให้สังคมมีการคาดเดา มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ที่สำคัญทำให้กระทบกระเทือน กับขวัญและกำลังใจของตำรวจเป็นอย่างมาก ที่ดูเหมือนกับว่าเพียงเพื่อไม่ให้ ผบ.ตร.มาประชุม ก.ต.ช.ได้เท่านั้นก็เลยมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับ ผบ.ตร. ซึ่งความจริงอีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะเกษียณอายุแล้ว ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงได้มาเสร็จและเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
พอมีข่าวเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกกันว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว ความที่สังคมให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างกรรมการ ก.ต.ช. 5-6 ท่านกับประธาน ก.ต.ช. สื่อมวลชนก็เลยเหมาเอาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่ามีเหตุผลใดแต่ก็น่าสนใจว่าทำไมกรณีที่ดินที่นำเอาไปสร้าง บ้านจัดสรรและสนามกอล์ฟอัลไพน์จึงได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา
ทันทีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกล่าวโทษ ผบ.ตร. ทั้งทางอาญาและทางวินัย ผบ.ตร.ก็กล่าวกับนักข่าวว่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าหนังสือของ ป.ป.ช.จะมีมาถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงหมายความว่าถ้ามีการประชุม ก.ต.ช. ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ผบ.ตร.ก็คงจะไปประชุมซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของนายกรัฐมนตรี
ความจริงแล้วน่าจะพิจารณาดูว่า กฎหมายที่กำหนดกระบวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้นถูกต้อง เป็นไปตามธรรมชาติหรือไม่ เช่น นายกรัฐมนตรีควรจะลงมานั่งเป็นประธาน ก.ต.ช.เองหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ก็เท่ากับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้
นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ควรมาเป็นผู้เสนอแต่งตั้งข้าราชการประจำ สำหรับกระทรวงอื่นๆ ก็มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสามารถจะทักท้วงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นคนสุดท้ายได้
ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นทั้งผู้เสนอและแต่งตั้งกรรมการระดับชาติอย่างนี้แล้ว เกิดที่ประชุมไม่ผ่านให้ก็มีปัญหาในการบริหารประเทศ แต่ถ้ากรรมการต้องลงมติผ่านให้ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเสนอก็เท่ากับเป็นคณะ กรรมการตรายางหรือไม่ ประโยชน์ของคณะกรรมการอยู่ที่ตรงไหน
จึงน่าคิดว่าระบบที่ว่านี้เป็นระบบที่ถูกต้องหรือไม่
ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4140
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi05140952§ionid=0212&day=2009-09-14
Thursday, September 3, 2009
เปิดขุมข่ายธุรกิจ-หนี้120ล.ศิริโชค โสภา wallpaper นายกฯ จนจริงหรือแกล้งจน?
เปิดขุมข่ายธุรกิจ-หนี้120ล.ศิริโชค โสภา wallpaper นายกฯ จนจริงหรือแกล้งจน?
เปิดตัวตน "ศิริโชค โสภา " เจ้าของสมญานามวอลเปเปอร์ของนายกฯอภิสิทธิ์ และโด่งดังหลังออกมาขย่มวงการสีกากี 10 ปีที่แล้ว เขาคือนักธุรกิจหนุ่ม แต่วันนี้เขามีหนี้เฉียด 120 ล้าน อยากรู้ว่าเขาจนจริง หรือ แกล้งจน ?? ...คลิกอ่านโดนพลัน
กล่าวกันว่า ถ้าเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นภาพข่าว ฉากหลังของนายกฯ จะต้องมี "ศิริโชค โสภา" เป็นแบล็คกราวน์ อยู่เสมอๆ
จน ส.ส. สงขลา ได้รับสมญาว่า เป็น "wallpaper" ของผู้นำ ทว่า เจ้าตัวบอกว่า ไม่สนใจ ใครจะเรียกอย่างไร
"วอลเปเปอร์ อื่น คือยืนเพื่อออกทีวีอย่างเดียว แต่ผมยืนเพื่อฟังและรับข้อมูล มันก็เลยได้มุมโดยไม่ตั้งใจ..." ศิริโชค กล่าว
แต่ใครจะเชื่อว่า ฤทธิ์เดช วอลเปเปอร์ ที่ชื่อ ศิริโชค สามารถขย่มวงการสีกากี ด้วยการแฉเรื่องการเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ 2 ครั้งซ้อน จนทำเอาวงการสีกากี ปั่นป่วน
ล่าสุด ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดสงครามน้ำลาย กับ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เมื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้ตรวจสอบภูมิหลังนายศิริโชค โดยอ้างว่าบริษัทพี่ชายนายศิริโชคมีคดีความ เกี่ยวกับการทุจริตรวม ทั้งขอให้ตรวจสอบสัญชาติบิดาของนายศิริโชคอีกด้วย
ขณะที่เจ้าตัวออกมาโต้ว่าเป็นเรื่องเก่า ไร้สาระ หากทำให้เสียหายก็จะฟ้องดำเนินคดี และบอกทำนองว่านายพร้อมพงศ์ไปเล่นหนังโป๊ หากเป็นนักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมก็คงเอาซีดีที่นายพร้อมพงศ์แสดงเป็น พระเอกออกมาแจกแล้ว
ศิริโชค ร้องท้าว่า ถ้าการทำธุรกิจของพี่ชาย จะเกิดปัญหาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและคดีดังกล่าวก็เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย
นายศิริโชคกับนายพร้อมพงศ์จึงกลายเป็นมวยคู่ล่าสุด ก่อนหน้านี้ ศิริโชค เคยปะฉะดะกับ จักรภพ เพ็ญแข มาแล้ว
แต่หากย้อนกลับไป วีรกรรมของ ศิริโชค คือ การลอกคราบ บริษัทในเครือชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร เมื่อ ส.ส. สงขลา เปิดโปงการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ และบริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขาถูกเครือข่ายอดีตนายกฯขุดคุ้ยละเอียดยิบทั้งเรื่องส่วนตัวและครอบครัว
ล่าสุด ศิริโชค ถูกลูบคม อีกครั้งหลังจากเปิดโปงกรณีซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและออกมาเล่นบทพระเอก กรณีคลิปฉาวตัดต่อของนายกฯ
อย่างไรก็ตาม นอกจากมีความสามารถในเชิงตรวจสอบแล้ว กระบวนยุทธ์ในการทำธุรกิจและการสะสมทุน ก็มีความน่าสนใจ ไม่ใช่น้อย
ทั้งนี้ นายศิริโชคยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 22 มกราคม 2551 ระบุว่ามีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ คือเงินฝากแบงก์ 1.1 ล้านบาทเศษ ที่ดินในต.ปากพลี จ.นครนายก 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่เศษ มูลค่า 3 แสนบาท รวม 1.4 ล้านบาทเศษ ไม่มีทรัพย์สินอื่น ถ้าเทียบกับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 172 คน ทรัพย์สินของนายศิริโชค รั้งท้ายอยู่อันดับ 165
นายศิริโชคระบุว่ามีหนี้สิน 119.2 ล้านบาท จำแนกเป็นหนี้ธนาคารไทยธนาคาร 27.5 ล้านบาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 31.8 ล้านบาท กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง 4 รายการ 59.8 ล้านบาท
หักลบกลบหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 117.8 ล้านบาท (เป็น 1 ใน 6 ส.ส. ประชาธิปัตย์ที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน)
หนี้ทั้งหมด เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2543 - 2546 ซึ่งนายศิริโชคเป็นจำเลยร่วมกับ บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น บริษัท สหะโสภา นางเสาวรส โสภา (นามสกุลเดิม จันทนะปุญญา) นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย และเครือญาติ รวม 6 ราย
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าครอบครัวนายศิริโชคมีธุรกิจกว่า 10 บริษัท
ปี 2508 ก่อตั้งหจก.บัวไล ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ขายส่งสินค้า เช่น ข้าว แร่ ยาง ไม้ ข้าวโพดออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
ปี 2516 ก่อตั้งบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์ จำกัด (ปิดกิจการแล้ว) ทุน 1 ล้านบาท
ปี 2524 ก่อตั้งบริษัท สหะโสภา จำกัด ทุน 8 ล้านบาท ขายอาหารทะเล ที่อยู่เดียวกับบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์
ปี 2530 ก่อตั้ง บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ทุน 100 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล อยู่ในซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต
ปี 2535 ก่อตั้ง บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุน 10 ล้านบาท
ปี 2536 ก่อตั้งบริษัท ระยองพรอน จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท และบริษัท ปราณบุรี จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล
ปี 2538 ก่อตั้งบริษัท อินโด-ไทย ฟู้ด เทรด จำกัด ทุน 10 ล้านบาท ขายสินค้าอุปโภค บริโภค อยู่ในซอยเอกมัย ,บริษัท โอแมค ปิโตเลี่ยม จำกัด (ปิดกิจการปี 2546) ทุน 1 ล้านบาท ขายน้ำมันเชื้อเพลิง และ บริษัท ไอพีดี แลนด์ จำกัด ทุน 46 ล้านบาท รับเหมาก่อสร้าง (ล้มละลาย 29 พ.ค.2551)
กิจการเกือบทั้งหมดนายศิริโชคถือหุ้นร่วมกับแม่คือนางเสาวรส โสภา น.ส.นุชนาฎ โสภา พี่สาว และ นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย
ที่น่าสนใจคือนายศิริโชคเริ่มผ่องถ่ายหุ้นให้แม่และพี่ชายตั้งแต่ปี 2541 (เป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2544)
วันที่ 10 สิงหาคม 2541 โอนหุ้นบริษัท สหะโสภา จำกัด ให้นางเสาวรส 40 หุ้น และ นายศิริพจน์ 39 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 บาท รวม 790,000 บาท และ โอนหุ้น บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ให้นางเสาวรส และ นายศิริพจน์คนละ 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 10 ล้านบาท
วันที่ 10 เมษายน 2545 โอนหุ้นบริษัท โอแมค ปิโตรเลี่ยม ให้นางเสาวรส 2,800 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 280,000 บาท ,โอนหุ้นบริษัท ระยองพรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท และ โอนหุ้น บริษัท ปราณบุรี พรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท
นายศิริโชคจึงไม่มีหุ้นในธุรกิจอีกต่อไป และ แจ้ง ป.ป.ช.ว่า ไม่มีแม้กระทั่งรถยนต์
อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายการเมือง ต่างเคยเห็น ศิริโชค ควบ รถปอร์เช่ Porsche สุดเท่ห์ ประชันกับ "ชายภิ" อภิมงคล โสณกุล ลูกชายหม่อมเต่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล
แต่ล่าสุด หนุ่มศิริโชค เปลี่ยนมาควบ มินิ คูเปอร์สีแดง บาดตาสาวๆ
ในวงเม้าท์ของนักข่าว เคยมีการเปรียบเทียบความเค็มระหว่าง นายกฯมาร์ค กับ wallpaper ใครจะเข้มข้นกว่ากัน ?
คำตอบคือ wallpaper น่าจะเหนือกว่านายกฯ เพราะนายกฯ ยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายค่ากาแฟ ก่อน wallpaper แค่เสี้ยวนาที (ฮา)
---------------------------------------
บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
วันเดือนปีที่จดทะเบียน 25 มีนาคม 2535
สถานภาพกิจการ ยังดำเนินกิจการอยู่
ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน (บาท) 10,000,000
ที่ตั้ง (กระทรวง) 43/3 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ที่ตั้ง (สบช.3) 43/3 อาคารศูนย์การค้าเฉลิมโลก ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0-2277-1686
ประเภทธุรกิจ 1. ขายทรัพย์สิน - บริการ (65990)
ขนาดธุรกิจ ขนาดเล็ก
ผู้มีอำนาจทำการ 1 (สบช.3) นาย ศิริพจน์ โสภา
อำนาจกรรมการ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ของบริษัท
ข้อมูลรายชื่อกรรมการ
1 นาย สุวัฒน์ โสภาเสถียรพงศ์
2 นาย ศิริพจน์ โสภา
วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น 30 เมษายน 2549 ราคาหุ้นละ 100.00 บาท
# รายชื่อผู้ถือหุ้น
1 นาย ศิริพจน์ โสภา 89.9500% ไทย 8,995 899,500.00
2 นางสาว นุชนาฏ โสภา 10.0000% ไทย 1,000 100,000.00
3 นาย พยนต์ สุวรรณพูล 0.0100% ไทย 1 100.00
4 นาง วิไล พรวิไลโชติกิจกุล 0.0100% ไทย 1 100.00
5 นางสาว เสาวรส จันทนปุณญา 0.0100% ไทย 1 100.00
6 นาย แสงชัย จันทนะเจริญสุข 0.0100% ไทย 1 100.00
7 นางสาว อาพร ทับทิม 0.0100% ไทย 1 100.00
รวม 100.0000% 10,000 1,000,000.00
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 03 กันยายน พ.ศ. 2552
เปิดตัวตน "ศิริโชค โสภา " เจ้าของสมญานามวอลเปเปอร์ของนายกฯอภิสิทธิ์ และโด่งดังหลังออกมาขย่มวงการสีกากี 10 ปีที่แล้ว เขาคือนักธุรกิจหนุ่ม แต่วันนี้เขามีหนี้เฉียด 120 ล้าน อยากรู้ว่าเขาจนจริง หรือ แกล้งจน ?? ...คลิกอ่านโดนพลัน
กล่าวกันว่า ถ้าเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นภาพข่าว ฉากหลังของนายกฯ จะต้องมี "ศิริโชค โสภา" เป็นแบล็คกราวน์ อยู่เสมอๆ
จน ส.ส. สงขลา ได้รับสมญาว่า เป็น "wallpaper" ของผู้นำ ทว่า เจ้าตัวบอกว่า ไม่สนใจ ใครจะเรียกอย่างไร
"วอลเปเปอร์ อื่น คือยืนเพื่อออกทีวีอย่างเดียว แต่ผมยืนเพื่อฟังและรับข้อมูล มันก็เลยได้มุมโดยไม่ตั้งใจ..." ศิริโชค กล่าว
แต่ใครจะเชื่อว่า ฤทธิ์เดช วอลเปเปอร์ ที่ชื่อ ศิริโชค สามารถขย่มวงการสีกากี ด้วยการแฉเรื่องการเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ 2 ครั้งซ้อน จนทำเอาวงการสีกากี ปั่นป่วน
ล่าสุด ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดสงครามน้ำลาย กับ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เมื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้ตรวจสอบภูมิหลังนายศิริโชค โดยอ้างว่าบริษัทพี่ชายนายศิริโชคมีคดีความ เกี่ยวกับการทุจริตรวม ทั้งขอให้ตรวจสอบสัญชาติบิดาของนายศิริโชคอีกด้วย
ขณะที่เจ้าตัวออกมาโต้ว่าเป็นเรื่องเก่า ไร้สาระ หากทำให้เสียหายก็จะฟ้องดำเนินคดี และบอกทำนองว่านายพร้อมพงศ์ไปเล่นหนังโป๊ หากเป็นนักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมก็คงเอาซีดีที่นายพร้อมพงศ์แสดงเป็น พระเอกออกมาแจกแล้ว
ศิริโชค ร้องท้าว่า ถ้าการทำธุรกิจของพี่ชาย จะเกิดปัญหาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและคดีดังกล่าวก็เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย
นายศิริโชคกับนายพร้อมพงศ์จึงกลายเป็นมวยคู่ล่าสุด ก่อนหน้านี้ ศิริโชค เคยปะฉะดะกับ จักรภพ เพ็ญแข มาแล้ว
แต่หากย้อนกลับไป วีรกรรมของ ศิริโชค คือ การลอกคราบ บริษัทในเครือชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร เมื่อ ส.ส. สงขลา เปิดโปงการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ และบริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขาถูกเครือข่ายอดีตนายกฯขุดคุ้ยละเอียดยิบทั้งเรื่องส่วนตัวและครอบครัว
ล่าสุด ศิริโชค ถูกลูบคม อีกครั้งหลังจากเปิดโปงกรณีซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและออกมาเล่นบทพระเอก กรณีคลิปฉาวตัดต่อของนายกฯ
อย่างไรก็ตาม นอกจากมีความสามารถในเชิงตรวจสอบแล้ว กระบวนยุทธ์ในการทำธุรกิจและการสะสมทุน ก็มีความน่าสนใจ ไม่ใช่น้อย
ทั้งนี้ นายศิริโชคยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 22 มกราคม 2551 ระบุว่ามีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ คือเงินฝากแบงก์ 1.1 ล้านบาทเศษ ที่ดินในต.ปากพลี จ.นครนายก 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่เศษ มูลค่า 3 แสนบาท รวม 1.4 ล้านบาทเศษ ไม่มีทรัพย์สินอื่น ถ้าเทียบกับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 172 คน ทรัพย์สินของนายศิริโชค รั้งท้ายอยู่อันดับ 165
นายศิริโชคระบุว่ามีหนี้สิน 119.2 ล้านบาท จำแนกเป็นหนี้ธนาคารไทยธนาคาร 27.5 ล้านบาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 31.8 ล้านบาท กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง 4 รายการ 59.8 ล้านบาท
หักลบกลบหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 117.8 ล้านบาท (เป็น 1 ใน 6 ส.ส. ประชาธิปัตย์ที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน)
หนี้ทั้งหมด เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2543 - 2546 ซึ่งนายศิริโชคเป็นจำเลยร่วมกับ บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น บริษัท สหะโสภา นางเสาวรส โสภา (นามสกุลเดิม จันทนะปุญญา) นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย และเครือญาติ รวม 6 ราย
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าครอบครัวนายศิริโชคมีธุรกิจกว่า 10 บริษัท
ปี 2508 ก่อตั้งหจก.บัวไล ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ขายส่งสินค้า เช่น ข้าว แร่ ยาง ไม้ ข้าวโพดออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
ปี 2516 ก่อตั้งบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์ จำกัด (ปิดกิจการแล้ว) ทุน 1 ล้านบาท
ปี 2524 ก่อตั้งบริษัท สหะโสภา จำกัด ทุน 8 ล้านบาท ขายอาหารทะเล ที่อยู่เดียวกับบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์
ปี 2530 ก่อตั้ง บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ทุน 100 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล อยู่ในซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต
ปี 2535 ก่อตั้ง บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุน 10 ล้านบาท
ปี 2536 ก่อตั้งบริษัท ระยองพรอน จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท และบริษัท ปราณบุรี จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล
ปี 2538 ก่อตั้งบริษัท อินโด-ไทย ฟู้ด เทรด จำกัด ทุน 10 ล้านบาท ขายสินค้าอุปโภค บริโภค อยู่ในซอยเอกมัย ,บริษัท โอแมค ปิโตเลี่ยม จำกัด (ปิดกิจการปี 2546) ทุน 1 ล้านบาท ขายน้ำมันเชื้อเพลิง และ บริษัท ไอพีดี แลนด์ จำกัด ทุน 46 ล้านบาท รับเหมาก่อสร้าง (ล้มละลาย 29 พ.ค.2551)
กิจการเกือบทั้งหมดนายศิริโชคถือหุ้นร่วมกับแม่คือนางเสาวรส โสภา น.ส.นุชนาฎ โสภา พี่สาว และ นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย
ที่น่าสนใจคือนายศิริโชคเริ่มผ่องถ่ายหุ้นให้แม่และพี่ชายตั้งแต่ปี 2541 (เป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2544)
วันที่ 10 สิงหาคม 2541 โอนหุ้นบริษัท สหะโสภา จำกัด ให้นางเสาวรส 40 หุ้น และ นายศิริพจน์ 39 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 บาท รวม 790,000 บาท และ โอนหุ้น บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ให้นางเสาวรส และ นายศิริพจน์คนละ 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 10 ล้านบาท
วันที่ 10 เมษายน 2545 โอนหุ้นบริษัท โอแมค ปิโตรเลี่ยม ให้นางเสาวรส 2,800 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 280,000 บาท ,โอนหุ้นบริษัท ระยองพรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท และ โอนหุ้น บริษัท ปราณบุรี พรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท
นายศิริโชคจึงไม่มีหุ้นในธุรกิจอีกต่อไป และ แจ้ง ป.ป.ช.ว่า ไม่มีแม้กระทั่งรถยนต์
อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายการเมือง ต่างเคยเห็น ศิริโชค ควบ รถปอร์เช่ Porsche สุดเท่ห์ ประชันกับ "ชายภิ" อภิมงคล โสณกุล ลูกชายหม่อมเต่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล
แต่ล่าสุด หนุ่มศิริโชค เปลี่ยนมาควบ มินิ คูเปอร์สีแดง บาดตาสาวๆ
ในวงเม้าท์ของนักข่าว เคยมีการเปรียบเทียบความเค็มระหว่าง นายกฯมาร์ค กับ wallpaper ใครจะเข้มข้นกว่ากัน ?
คำตอบคือ wallpaper น่าจะเหนือกว่านายกฯ เพราะนายกฯ ยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายค่ากาแฟ ก่อน wallpaper แค่เสี้ยวนาที (ฮา)
---------------------------------------
บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
วันเดือนปีที่จดทะเบียน 25 มีนาคม 2535
สถานภาพกิจการ ยังดำเนินกิจการอยู่
ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน (บาท) 10,000,000
ที่ตั้ง (กระทรวง) 43/3 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ที่ตั้ง (สบช.3) 43/3 อาคารศูนย์การค้าเฉลิมโลก ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0-2277-1686
ประเภทธุรกิจ 1. ขายทรัพย์สิน - บริการ (65990)
ขนาดธุรกิจ ขนาดเล็ก
ผู้มีอำนาจทำการ 1 (สบช.3) นาย ศิริพจน์ โสภา
อำนาจกรรมการ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ของบริษัท
ข้อมูลรายชื่อกรรมการ
1 นาย สุวัฒน์ โสภาเสถียรพงศ์
2 นาย ศิริพจน์ โสภา
วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น 30 เมษายน 2549 ราคาหุ้นละ 100.00 บาท
# รายชื่อผู้ถือหุ้น
1 นาย ศิริพจน์ โสภา 89.9500% ไทย 8,995 899,500.00
2 นางสาว นุชนาฏ โสภา 10.0000% ไทย 1,000 100,000.00
3 นาย พยนต์ สุวรรณพูล 0.0100% ไทย 1 100.00
4 นาง วิไล พรวิไลโชติกิจกุล 0.0100% ไทย 1 100.00
5 นางสาว เสาวรส จันทนปุณญา 0.0100% ไทย 1 100.00
6 นาย แสงชัย จันทนะเจริญสุข 0.0100% ไทย 1 100.00
7 นางสาว อาพร ทับทิม 0.0100% ไทย 1 100.00
รวม 100.0000% 10,000 1,000,000.00
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 03 กันยายน พ.ศ. 2552
Saturday, August 29, 2009
ผีซ้ำด้ำพลอย (น้ำลดตอผุด) ที่ สตง
ผีซ้ำด้ำพลอย (น้ำลดตอผุด?) ที่ สตง
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเเงินแผ่นดิน(สตง.)ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย
เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมาก จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว
หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ
1. เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งน.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง.(ส่วนกลาง)ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)
2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์(หมายเลขแดงที่ 1357/2552)
ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)ได้กำหนดไว้
แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม
ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร กรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษา ที่คุณหญิงจารวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้
1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง เนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมายฯลฯ
2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง
อย่างไรก็ตามคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆจนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมาย และดำเนินการเกี่ยวกับคดี ตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549
ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวรซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2548
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)
ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อน เช่นเดียวกับนายอภิชัย
ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น
ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้
ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่
มติชนออนไลน์ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเเงินแผ่นดิน(สตง.)ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย
เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมาก จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว
หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ
1. เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งน.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง.(ส่วนกลาง)ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)
2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์(หมายเลขแดงที่ 1357/2552)
ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)ได้กำหนดไว้
แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม
ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร กรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษา ที่คุณหญิงจารวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้
1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง เนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมายฯลฯ
2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง
อย่างไรก็ตามคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆจนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมาย และดำเนินการเกี่ยวกับคดี ตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549
ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวรซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2548
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)
ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อน เช่นเดียวกับนายอภิชัย
ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น
ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้
ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่
มติชนออนไลน์ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
Friday, August 21, 2009
ลับ ลวง แพะ ชุมชนพอเพียง ปชป.เล่นกล "การเมือง"
ลับ ลวง แพะ ชุมชนพอเพียง ปชป.เล่นกล "การเมือง"
ถามว่าการลาออกของ รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน และประธานอนุกรรมการอำนวยการโครงการกลางคัน พร้อมหลีกทางให้ มีชัย วีระไวทยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและเครือข่ายองค์ความรู้ของโครงการ เจ้าของฉายา "ถุงยางมีชัย" ให้ขึ้นมานั่งแทน
เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีทุจริต "โครงการชุมชนพอเพียง" หรือไม่
มองเผินๆ ก็อาจจะใช่
"กอร์ปศักดิ์" ให้เหตุผลถึงการลุกออกจากเก้าอี้ว่า เป็นเพราะถูกการเมืองเล่นงาน หากเขายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่มองการเมืองต่างกันออกไป ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระทบกระเทือนกับโครงการนี้ ซึ่งตนยอมไม่ได้
"วันนี้ผมจึงยอมเดินออกไป เพื่อผลประโยชน์ของโครงการ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผม"
ส่วนการตรวจสอบการทุจริต เขาให้น้ำหนักกับการทำงานของกองปราบปราม รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อุตส่าห์เดินเข้าไปขอให้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ส่งทีมงานเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเอง
ภาพที่ออกตามสื่อ หลัง "กอร์ปศักดิ์" ทิ้งเก้าอี้ จึงดูดี มีความรับผิดชอบสูงส่งตามมาตรฐาน "ประชาธิปัตย์" แต่ใครจะรู้ว่า "หลังฉาก" มีการวางหมากไว้ 2-3 ชั้น ตามสไตล์การเล่นการเมืองของคน ปชป.ที่ไม่เคยคิดอะไรเพียง "ชั้นเดียว"
อย่าลืมว่า โครงการชุมชนพอเพียงเริ่มส่งกลิ่นตุๆ ออกมาราวต้นเดือนกรกฎาคม หลัง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเปิดเผยถึงความผิดปกติการใช้งบประมาณจัดซื้อ "ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์" ในหลายๆ ชุมชนทั่ว กทม. ทั้งราคาแพงเกินจริง สินค้าด้อยคุณภาพ ที่สำคัญมีนักการเมืองท้องถิ่นของ "พรรคการเมืองเก่าแก่" เข้าไปชี้นำให้ซื้อสินค้าบางประเภท ในลักษณะ "ล็อคสเปค"
เวลานั้น "กอร์ปศักดิ์" ต้องออกมาชี้แจงเป็นพัลวัน ทั้งความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับ ชุมชน (สพช.) บางคน กับบางบริษัทเอกชน
รวมถึงกรณี "น้องชาย" ที่อุตส่าห์ดึงมาช่วยงาน รับเงินเดือนเพียง 4 หมื่นบาท ทั้งที่เคยเป็นทั้ง ส.ว. และ ส.ส. จากข้อกล่าวหาว่า พาญาติพี่น้องเข้ามา "กอบโกย" เพื่อ "ผลประโยชน์" ของตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าตัวเคยตั้งเป็นข้อหาทิ่มแทง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยยังเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อการตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้ามเข้มข้นขึ้น รัฐบาลก็พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง ให้ เจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน
จากนั้น "กอร์ปศักดิ์" ก็มอบหมายให้ สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ไปแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่อาวุโส สพช. 3 ราย ที่สงสัยว่าไปมีส่วนกับการทุจริต ก่อนที่เจ้าตัวเดินเข้าไปขอให้ สตง.ตรวจสอบ พร้อมแถลงข่าววางมือจากโครงการ ในที่สุด
บทที่แกนนำรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์บางคนวางเอาไว้ เกือบจะ "สมบูรณ์แบบ"
หากไม่มีคนไปแอบเห็นว่า ข้อมูลที่ไปแจ้งให้ "กองปราบฯ-สตง." เข้ามาตรวจสอบ ไม่เกี่ยวข้องกับ "ตู้น้ำโซลาร์เซลล์" หรือสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก
และไม่เกี่ยวข้องกับ "บริษัทเอกชน" บางบริษัท ที่มี "สัมพันธ์พิเศษ" กับ "บิ๊กเบิ้ม" บางคนในรัฐบาล แม้แต่น้อย
แต่เป็นเรื่อง "โครงการจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ" ซึ่งสมาชิก ปชป.พยายามชี้เป้าว่า มีอดีตนายใหญ่ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และกล่าวหาว่า มีการทุจริตใน 11 จังหวัดทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน ล้วนๆ!!!
รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย มีวิธีการที่ "ง่ายที่สุด" ในการ "ตอบโต้" การตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยการ "ดิสเครดิต" ตัวผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางฝ่ายที่ออกมาร่วมตรวจสอบการทุจริตไป "ตามหน้าที่" แต่กลับถูกมือมืดไปปล่อยข่าวใน ปชป.ว่า
"ออกมาตีรัฐบาล เพราะเสียผลประโยชน์"
ที่ผ่านมา ความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียงมีการร้องเรียนเข้ามากว่า 200 ชุมชน จากทั้งหมด 8.8 หมื่นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ อนุมัติไปแล้ว 2.1 หมื่นโครงการ โอนเงินไปแล้ว 5,000 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงราวๆ 2,000 ล้านบาท
คำถามคือ หากต้องการสร้างภาพว่าตัวเอง "สะอาด" เหตุใด "กอร์ปศักดิ์" จึงไม่ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาสอบโครงการที่ตนถูกกล่าวหาก่อน
อย่าอ้างว่า รอผลสอบของคณะกรรม การชุด "เจริญ" ที่จะสรุปในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพราะใครก็รู้ว่า ฟันแค่นักการเมืองตัวเล็กๆ เท่านั้น
ไม่แตะ "ตู้น้ำ" แต่ไปไล่บี้กับ "ปุ๋ยชีวภาพ"
ไม่รู้ว่าใครบางคนคิดอะไร จึงออกมาเหน็บแนมฝ่ายที่ออกมาตรวจสอบการโกงกินภาษีประชาชน ว่า "เขียนกันสนุก"
"คุณชายสะอาด" ต้องอยู่เหนือการตรวจสอบ??
มติชนรายวัน วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11486
ถามว่าการลาออกของ รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน และประธานอนุกรรมการอำนวยการโครงการกลางคัน พร้อมหลีกทางให้ มีชัย วีระไวทยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและเครือข่ายองค์ความรู้ของโครงการ เจ้าของฉายา "ถุงยางมีชัย" ให้ขึ้นมานั่งแทน
เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีทุจริต "โครงการชุมชนพอเพียง" หรือไม่
มองเผินๆ ก็อาจจะใช่
"กอร์ปศักดิ์" ให้เหตุผลถึงการลุกออกจากเก้าอี้ว่า เป็นเพราะถูกการเมืองเล่นงาน หากเขายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่มองการเมืองต่างกันออกไป ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระทบกระเทือนกับโครงการนี้ ซึ่งตนยอมไม่ได้
"วันนี้ผมจึงยอมเดินออกไป เพื่อผลประโยชน์ของโครงการ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผม"
ส่วนการตรวจสอบการทุจริต เขาให้น้ำหนักกับการทำงานของกองปราบปราม รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อุตส่าห์เดินเข้าไปขอให้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ส่งทีมงานเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเอง
ภาพที่ออกตามสื่อ หลัง "กอร์ปศักดิ์" ทิ้งเก้าอี้ จึงดูดี มีความรับผิดชอบสูงส่งตามมาตรฐาน "ประชาธิปัตย์" แต่ใครจะรู้ว่า "หลังฉาก" มีการวางหมากไว้ 2-3 ชั้น ตามสไตล์การเล่นการเมืองของคน ปชป.ที่ไม่เคยคิดอะไรเพียง "ชั้นเดียว"
อย่าลืมว่า โครงการชุมชนพอเพียงเริ่มส่งกลิ่นตุๆ ออกมาราวต้นเดือนกรกฎาคม หลัง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเปิดเผยถึงความผิดปกติการใช้งบประมาณจัดซื้อ "ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์" ในหลายๆ ชุมชนทั่ว กทม. ทั้งราคาแพงเกินจริง สินค้าด้อยคุณภาพ ที่สำคัญมีนักการเมืองท้องถิ่นของ "พรรคการเมืองเก่าแก่" เข้าไปชี้นำให้ซื้อสินค้าบางประเภท ในลักษณะ "ล็อคสเปค"
เวลานั้น "กอร์ปศักดิ์" ต้องออกมาชี้แจงเป็นพัลวัน ทั้งความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับ ชุมชน (สพช.) บางคน กับบางบริษัทเอกชน
รวมถึงกรณี "น้องชาย" ที่อุตส่าห์ดึงมาช่วยงาน รับเงินเดือนเพียง 4 หมื่นบาท ทั้งที่เคยเป็นทั้ง ส.ว. และ ส.ส. จากข้อกล่าวหาว่า พาญาติพี่น้องเข้ามา "กอบโกย" เพื่อ "ผลประโยชน์" ของตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าตัวเคยตั้งเป็นข้อหาทิ่มแทง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยยังเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อการตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้ามเข้มข้นขึ้น รัฐบาลก็พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง ให้ เจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน
จากนั้น "กอร์ปศักดิ์" ก็มอบหมายให้ สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ไปแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่อาวุโส สพช. 3 ราย ที่สงสัยว่าไปมีส่วนกับการทุจริต ก่อนที่เจ้าตัวเดินเข้าไปขอให้ สตง.ตรวจสอบ พร้อมแถลงข่าววางมือจากโครงการ ในที่สุด
บทที่แกนนำรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์บางคนวางเอาไว้ เกือบจะ "สมบูรณ์แบบ"
หากไม่มีคนไปแอบเห็นว่า ข้อมูลที่ไปแจ้งให้ "กองปราบฯ-สตง." เข้ามาตรวจสอบ ไม่เกี่ยวข้องกับ "ตู้น้ำโซลาร์เซลล์" หรือสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก
และไม่เกี่ยวข้องกับ "บริษัทเอกชน" บางบริษัท ที่มี "สัมพันธ์พิเศษ" กับ "บิ๊กเบิ้ม" บางคนในรัฐบาล แม้แต่น้อย
แต่เป็นเรื่อง "โครงการจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ" ซึ่งสมาชิก ปชป.พยายามชี้เป้าว่า มีอดีตนายใหญ่ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และกล่าวหาว่า มีการทุจริตใน 11 จังหวัดทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน ล้วนๆ!!!
รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย มีวิธีการที่ "ง่ายที่สุด" ในการ "ตอบโต้" การตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยการ "ดิสเครดิต" ตัวผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางฝ่ายที่ออกมาร่วมตรวจสอบการทุจริตไป "ตามหน้าที่" แต่กลับถูกมือมืดไปปล่อยข่าวใน ปชป.ว่า
"ออกมาตีรัฐบาล เพราะเสียผลประโยชน์"
ที่ผ่านมา ความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียงมีการร้องเรียนเข้ามากว่า 200 ชุมชน จากทั้งหมด 8.8 หมื่นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ อนุมัติไปแล้ว 2.1 หมื่นโครงการ โอนเงินไปแล้ว 5,000 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงราวๆ 2,000 ล้านบาท
คำถามคือ หากต้องการสร้างภาพว่าตัวเอง "สะอาด" เหตุใด "กอร์ปศักดิ์" จึงไม่ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาสอบโครงการที่ตนถูกกล่าวหาก่อน
อย่าอ้างว่า รอผลสอบของคณะกรรม การชุด "เจริญ" ที่จะสรุปในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพราะใครก็รู้ว่า ฟันแค่นักการเมืองตัวเล็กๆ เท่านั้น
ไม่แตะ "ตู้น้ำ" แต่ไปไล่บี้กับ "ปุ๋ยชีวภาพ"
ไม่รู้ว่าใครบางคนคิดอะไร จึงออกมาเหน็บแนมฝ่ายที่ออกมาตรวจสอบการโกงกินภาษีประชาชน ว่า "เขียนกันสนุก"
"คุณชายสะอาด" ต้องอยู่เหนือการตรวจสอบ??
มติชนรายวัน วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11486
Wednesday, August 19, 2009
ข้อหา...ทุจริตแบบ พอเพียง ? จี้ใจ "มาร์ค" สะกดจุด "ปชป."
ข้อหา...ทุจริตแบบ พอเพียง ? จี้ใจ "มาร์ค" สะกดจุด "ปชป."
คงไม่มีวาระใดสะเทือนใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มากเท่าโครงการ "ชุมชนพอเพียง" ที่มีเสียงว่าลือ-อ้าง-อาจจะมีการ "ทุจริต"
เพราะเงินหลวงแม้ตกน้ำไม่ไหล- ตกไฟไม่ไหม้ เรื่องจึงบานปลาย จาก 88 โครงการ เพิ่มเป็นหลายร้อยโครงการที่อยู่ในลักษณะอาจมี "มลทิน"
แม้ "ประธาน" โครงการจะพยายามใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว แต่นับวันเรื่องราวโครงการชุมชนพอเพียง จะถูกกล่าวถึงวันละหลายเวลา หลายฝ่าย จนคึกคักโครมคราม เขย่าพรรคประชาธิปัตย์จนเสียขวัญ
"ผมเสียใจแน่นอนที่ทำให้มีปัญหากับโครงการอย่างนี้ และไม่พอใจอย่างมากที่มีคนหากินกับเรื่องแบบนี้ และจะเดินหน้าตรวจสอบ ในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข่าวออกมาว่ายังไม่มี หลักฐาน ผมก็ได้ส่งหลักฐานให้เพิ่มแล้ว เพราะมีคนร้องมา ไม่มีการที่จะไปฟอกใครทั้งสิ้น"
เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกร้าวกึกก้องจากตึกไทยคู่ฟ้า สั่นสะเทือนไปถึงห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และคณะที่อยู่ในระหว่างการสาง-ซ่อน เรื่องอื้อฉาวในโครงการชุมชนพอเพียง
เสียงเค้น-บีบ-บี้ ให้ผู้รับผิดชอบหน้าซื่อ-ตาใส อย่าง นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการชุมชนพอเพียง สังเวยมรสุม "ทุจริต" ที่พัดผ่านพรรคประชาธิปัตย์ราวกับพายุฤดูฝน
เพราะแกนนำคนสำคัญของ พรรคประชาธิปัตย์ ย้อนศร "กอร์ปศักดิ์" นักค้นข้อมูล "หุ้น" และนักคณิตศาสตร์ตัวยง เรื่อง "ลงทุน" ด้วยการเข้าไป "ค้น" ประวัติของ "สุมิท" เห็นประวัติแล้วต้องยอมจำนน ปล่อยให้มีการกดดันทั้งทางตรง-ทางอ้อม ผลักให้ "สุมิท" พ้นจากตำแหน่ง-ตามธรรมชาติ
นั่นอาจเป็นเพราะ ตัวตนที่แท้ของ "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผอ.สพช.ผู้นี้ ไม่ธรรมดา ? (อ่านประกอบ เปิดตัวตน สุมิท แช่มประสิทธิ์ (www.prachachat.net)
ปมปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน? ที่พรรคประชาธิปัตย์รังเกียจ-รำคาญ กำลังคืบคลานท้าทายกฎเหล็ก 9 ข้อของคณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว พร้อมพุ่งเข้าทำลายภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์-สุจริต ที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" หวงแหนและเชื่อมั่น
ประสบการณ์และคมเขี้ยวการเมือง ของพรรคเก่าแก่-อนุรักษนิยมกว่า 63 ปี ถูกลากพาให้เปลี่ยนแปลง ตามวัน-เวลา และกาละ-เงื่อนไข
คลื่นกระแสความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุด เมื่อคราวประกาศ ?กฎเหล็ก 9 ข้อ? ถูกปรับลดระดับ ลดความน่าเชื่อถือ แทบตกจากบัลลังก์อำนาจ เพราะเรื่องทุจริตร้อนในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยเหตุแห่งปลากระป๋องเน่าที่ติดฉลาก พาดพิง-พัวพัน ถึงตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจนต้องปล่อยเก้าอี้ร้อนพ้นมือ
กว่าจะออกมาแสดงสปิริตได้ทันเวลา เกือบทำให้พรรคประชาธิปัตย์เจียนอยู่-เจียนไป
ด้วยแม่ไม้การเมืองแบบประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" จึงตีลังกา ลอดหว่างขา รอดพ้นจากข้อครหา เรื่องกฎเหล็ก 9 ข้อมาได้อย่างหวุดหวิด
พ้นจากข้อครหาทุจริตไม่ทันข้ามเดือน พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากไปร่วมวงคดี "ก่อการร้าย" ท้าทายตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "กษิต ภิรมย์"
"อภิสิทธิ์? จึงเกือบติดกับดักแห่งกฎเหล็กอีกครั้ง ในวงล้อมแห่ง "พันธมิตร" ซึ่งเป็น "กรรม" ที่เคยร่วมก่อไว้กับมวลชน "เสื้อเหลือง" จากค่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
คำคม "ผมผิดอะไร" ย้อนรอยจนความยาม "ปลด" ให้ "กษิต" พ้นพันธนาการจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรามือ เพราะมี "มือที่มองไม่เห็น" และ "ขาใหญ่" ในพรรค-นอกพรรค กระโดดเข้าปกป้อง
คำประกาศเป็นลายลักษณ์-อักษร ถูกถ่ายทอดทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" กับ "นายกฯอภิสิทธิ์"
มาตรฐานแบบ "อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" ที่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองเหนือความรับผิดชอบตามกฎหมาย ถูกอรรถาธิบายอย่างยืดยาว
"กรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ตำรวจออกหมายเรียก แล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยของมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป
จึงเกิด คำนินทา-พงศาวดารกระซิบ ทั้งในวงใน-วงนอก กลุ่ม-ก๊ก ในพรรคร่วมรัฐบาล ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพวกพันธมิตร ออกโรงแฉเรื่องราว กดดัน "รัฐมนตรีเสื้อเหลือง"
คำตอบ-คำอธิบายจากปาก "อภิสิทธิ์" ถูกตั้งคำถามเรื่องวาจาสิทธิ์-กฎเหล็กอย่างหนัก-หนาหู แต่เรื่องราวทั้งหมดก็ถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับกระแส-ประเด็นร้อน-ข่าวร้าย เรื่องใหม่ ที่ถูกทยอยขุดค้นมาเปิดโปง
พฤติกรรมการเมืองแบบ "ประชาธิปัตย์" ถูกนักรัฐศาสตร์ การเมือง นำไปวิเคราะห์เฉพาะหน้าว่า ปัญหานี้แม้จะเป็นการทุจริตเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่การทุจริตเชิงนโยบายโจ๋งครึ่มเหมือนสมัยรัฐบาล "ทักษิณ" แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สะสางปัญหานี้อย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกฯอภิสิทธิ์ในระยะยาวก็เป็นได้
เพราะสังคมการเมืองไม่มีใครเคยลืมว่าในปี 2538 สมัยที่ นายชวน หลีกภัย นักการเมืองที่ "ใจซื่อ-มือสะอาด-ปราศจากทุจริต" ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะปมปัญหาแห่งคดีทุจริตและการตีความการแจก "ที่ดิน" ส.ป.ก.4-01 ว่าเป็นเหมือน "ทุนการศึกษา" ที่บังเอิญคนรวย-ก็มีสิทธิ
พรรคประชาธิปัตย์มักมีดวงชะตาได้รับอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องเข้าไปสุ่ม-เสี่ยงกับการ "ทุจริต" และมีอันเป็นไปด้วยเหตุทางการเมืองจนต้องล้มหายตายจากฝ่ายรัฐบาล ตกไปเป็น "ฝ่ายค้าน" นานนับ 8 ปี เพราะปฐมเหตุแห่งนโยบาย "หวังดี" แต่มี ผล "ร้าย" ในทางปฏิบัติ
คราวเหตุ ส.ป.ก.4-01 "นายชวน" และคณะ ไม่สามารถถอดสลัก "นายหัว" คนใกล้ชิด "อัญชลี เทพบุตร" ให้พ้นจากปมเงื่อนผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รัฐบาลจึงล้มลงอย่างไม่เป็นท่า
ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" เคยถูกตรา-เป็น "บาป" ติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อย่างยาวนาน
เมื่อเกิดเหตุ "ทุจริต" ในโครงการอันเป็นมงคล ที่ชุมชนพอเพียง ชื่อ "กอร์ปศักดิ์" เพื่อนรัก-คนใกล้ชิด "อภิสิทธิ์" ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นปมปัญหา และยังพัวพันไปถึง "สุมิท-คอนเน็กชั่น" ที่เหนือชั้นไม่ธรรมดายิ่งทำให้โครงการ "พอเพียง" มัวหมอง
ไม่แน่ว่า ประสบการณ์แห่งพงศาวดารอุบัติเหตุทางการเมืองในอดีต อาจยังคง ตามหลอนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป จนกว่าเงื่อนปมแห่ง "ผลประโยชน์ทับซ้อน"จะถูกสะสาง
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4132
คงไม่มีวาระใดสะเทือนใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มากเท่าโครงการ "ชุมชนพอเพียง" ที่มีเสียงว่าลือ-อ้าง-อาจจะมีการ "ทุจริต"
เพราะเงินหลวงแม้ตกน้ำไม่ไหล- ตกไฟไม่ไหม้ เรื่องจึงบานปลาย จาก 88 โครงการ เพิ่มเป็นหลายร้อยโครงการที่อยู่ในลักษณะอาจมี "มลทิน"
แม้ "ประธาน" โครงการจะพยายามใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว แต่นับวันเรื่องราวโครงการชุมชนพอเพียง จะถูกกล่าวถึงวันละหลายเวลา หลายฝ่าย จนคึกคักโครมคราม เขย่าพรรคประชาธิปัตย์จนเสียขวัญ
"ผมเสียใจแน่นอนที่ทำให้มีปัญหากับโครงการอย่างนี้ และไม่พอใจอย่างมากที่มีคนหากินกับเรื่องแบบนี้ และจะเดินหน้าตรวจสอบ ในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข่าวออกมาว่ายังไม่มี หลักฐาน ผมก็ได้ส่งหลักฐานให้เพิ่มแล้ว เพราะมีคนร้องมา ไม่มีการที่จะไปฟอกใครทั้งสิ้น"
เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกร้าวกึกก้องจากตึกไทยคู่ฟ้า สั่นสะเทือนไปถึงห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และคณะที่อยู่ในระหว่างการสาง-ซ่อน เรื่องอื้อฉาวในโครงการชุมชนพอเพียง
เสียงเค้น-บีบ-บี้ ให้ผู้รับผิดชอบหน้าซื่อ-ตาใส อย่าง นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการชุมชนพอเพียง สังเวยมรสุม "ทุจริต" ที่พัดผ่านพรรคประชาธิปัตย์ราวกับพายุฤดูฝน
เพราะแกนนำคนสำคัญของ พรรคประชาธิปัตย์ ย้อนศร "กอร์ปศักดิ์" นักค้นข้อมูล "หุ้น" และนักคณิตศาสตร์ตัวยง เรื่อง "ลงทุน" ด้วยการเข้าไป "ค้น" ประวัติของ "สุมิท" เห็นประวัติแล้วต้องยอมจำนน ปล่อยให้มีการกดดันทั้งทางตรง-ทางอ้อม ผลักให้ "สุมิท" พ้นจากตำแหน่ง-ตามธรรมชาติ
นั่นอาจเป็นเพราะ ตัวตนที่แท้ของ "สุมิท แช่มประสิทธิ์" ผอ.สพช.ผู้นี้ ไม่ธรรมดา ? (อ่านประกอบ เปิดตัวตน สุมิท แช่มประสิทธิ์ (www.prachachat.net)
ปมปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน? ที่พรรคประชาธิปัตย์รังเกียจ-รำคาญ กำลังคืบคลานท้าทายกฎเหล็ก 9 ข้อของคณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว พร้อมพุ่งเข้าทำลายภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์-สุจริต ที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" หวงแหนและเชื่อมั่น
ประสบการณ์และคมเขี้ยวการเมือง ของพรรคเก่าแก่-อนุรักษนิยมกว่า 63 ปี ถูกลากพาให้เปลี่ยนแปลง ตามวัน-เวลา และกาละ-เงื่อนไข
คลื่นกระแสความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุด เมื่อคราวประกาศ ?กฎเหล็ก 9 ข้อ? ถูกปรับลดระดับ ลดความน่าเชื่อถือ แทบตกจากบัลลังก์อำนาจ เพราะเรื่องทุจริตร้อนในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยเหตุแห่งปลากระป๋องเน่าที่ติดฉลาก พาดพิง-พัวพัน ถึงตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจนต้องปล่อยเก้าอี้ร้อนพ้นมือ
กว่าจะออกมาแสดงสปิริตได้ทันเวลา เกือบทำให้พรรคประชาธิปัตย์เจียนอยู่-เจียนไป
ด้วยแม่ไม้การเมืองแบบประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" จึงตีลังกา ลอดหว่างขา รอดพ้นจากข้อครหา เรื่องกฎเหล็ก 9 ข้อมาได้อย่างหวุดหวิด
พ้นจากข้อครหาทุจริตไม่ทันข้ามเดือน พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากไปร่วมวงคดี "ก่อการร้าย" ท้าทายตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "กษิต ภิรมย์"
"อภิสิทธิ์? จึงเกือบติดกับดักแห่งกฎเหล็กอีกครั้ง ในวงล้อมแห่ง "พันธมิตร" ซึ่งเป็น "กรรม" ที่เคยร่วมก่อไว้กับมวลชน "เสื้อเหลือง" จากค่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
คำคม "ผมผิดอะไร" ย้อนรอยจนความยาม "ปลด" ให้ "กษิต" พ้นพันธนาการจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรามือ เพราะมี "มือที่มองไม่เห็น" และ "ขาใหญ่" ในพรรค-นอกพรรค กระโดดเข้าปกป้อง
คำประกาศเป็นลายลักษณ์-อักษร ถูกถ่ายทอดทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" กับ "นายกฯอภิสิทธิ์"
มาตรฐานแบบ "อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" ที่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองเหนือความรับผิดชอบตามกฎหมาย ถูกอรรถาธิบายอย่างยืดยาว
"กรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ตำรวจออกหมายเรียก แล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยของมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป
จึงเกิด คำนินทา-พงศาวดารกระซิบ ทั้งในวงใน-วงนอก กลุ่ม-ก๊ก ในพรรคร่วมรัฐบาล ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพวกพันธมิตร ออกโรงแฉเรื่องราว กดดัน "รัฐมนตรีเสื้อเหลือง"
คำตอบ-คำอธิบายจากปาก "อภิสิทธิ์" ถูกตั้งคำถามเรื่องวาจาสิทธิ์-กฎเหล็กอย่างหนัก-หนาหู แต่เรื่องราวทั้งหมดก็ถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับกระแส-ประเด็นร้อน-ข่าวร้าย เรื่องใหม่ ที่ถูกทยอยขุดค้นมาเปิดโปง
พฤติกรรมการเมืองแบบ "ประชาธิปัตย์" ถูกนักรัฐศาสตร์ การเมือง นำไปวิเคราะห์เฉพาะหน้าว่า ปัญหานี้แม้จะเป็นการทุจริตเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่การทุจริตเชิงนโยบายโจ๋งครึ่มเหมือนสมัยรัฐบาล "ทักษิณ" แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สะสางปัญหานี้อย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกฯอภิสิทธิ์ในระยะยาวก็เป็นได้
เพราะสังคมการเมืองไม่มีใครเคยลืมว่าในปี 2538 สมัยที่ นายชวน หลีกภัย นักการเมืองที่ "ใจซื่อ-มือสะอาด-ปราศจากทุจริต" ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะปมปัญหาแห่งคดีทุจริตและการตีความการแจก "ที่ดิน" ส.ป.ก.4-01 ว่าเป็นเหมือน "ทุนการศึกษา" ที่บังเอิญคนรวย-ก็มีสิทธิ
พรรคประชาธิปัตย์มักมีดวงชะตาได้รับอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องเข้าไปสุ่ม-เสี่ยงกับการ "ทุจริต" และมีอันเป็นไปด้วยเหตุทางการเมืองจนต้องล้มหายตายจากฝ่ายรัฐบาล ตกไปเป็น "ฝ่ายค้าน" นานนับ 8 ปี เพราะปฐมเหตุแห่งนโยบาย "หวังดี" แต่มี ผล "ร้าย" ในทางปฏิบัติ
คราวเหตุ ส.ป.ก.4-01 "นายชวน" และคณะ ไม่สามารถถอดสลัก "นายหัว" คนใกล้ชิด "อัญชลี เทพบุตร" ให้พ้นจากปมเงื่อนผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รัฐบาลจึงล้มลงอย่างไม่เป็นท่า
ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" เคยถูกตรา-เป็น "บาป" ติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อย่างยาวนาน
เมื่อเกิดเหตุ "ทุจริต" ในโครงการอันเป็นมงคล ที่ชุมชนพอเพียง ชื่อ "กอร์ปศักดิ์" เพื่อนรัก-คนใกล้ชิด "อภิสิทธิ์" ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นปมปัญหา และยังพัวพันไปถึง "สุมิท-คอนเน็กชั่น" ที่เหนือชั้นไม่ธรรมดายิ่งทำให้โครงการ "พอเพียง" มัวหมอง
ไม่แน่ว่า ประสบการณ์แห่งพงศาวดารอุบัติเหตุทางการเมืองในอดีต อาจยังคง ตามหลอนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป จนกว่าเงื่อนปมแห่ง "ผลประโยชน์ทับซ้อน"จะถูกสะสาง
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4132
Labels:
กอร์ปศักดิ์,
ชุมชนพอเพียง,
ทุจริต,
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
Subscribe to:
Posts (Atom)