Sunday, January 16, 2011

สูญ2พันล้านซื้อยุทโธปกรณ์ชำรุด เรือเหาะ"เหี่ยว"-บอมบ์สูทล่องหน

สูญ2พันล้านซื้อยุทโธปกรณ์ชำรุด เรือเหาะ"เหี่ยว"-บอมบ์สูทล่องหน

สำรวจขุมทรัพย์จัดซื้อยุทโธปกรณ์ดับไฟ ใต้ 2 พันล้าน ส่วนใหญ่ได้ของ "ชำรุด-ด้อยคุณภาพ" เรือเหาะตรวจการณ์ยังบินไม่ขึ้น กลายเป็น "เรือเหี่ยว" ต้องเคลมผ้าใบบอลลูนผืนใหม่ "จีที 200" เป็นตำนาน "ไม้ล้างป่าช้า" ขณะที่ตำรวจตั้งงบ 330 ล้านซื้อ "บอมบ์สูท" ตั้งแต่ปี 2551-2552 ป่านนี้ยังส่งมอบไม่ได้ ปล่อยกำลังพลสังเวยชุดหมดอายุ

เหตุระเบิดต้อนรับปี 2554 ที่ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ซึ่งทำให้ ด.ต.กิตติ มิ่งสุข เจ้าหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ อีโอดี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 447 ต้องเสียชีวิตคาชุดป้องกันอันตรายจากแรงระเบิด หรือ “บอมบ์สูท” กระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่า "บอมบ์สูท" ที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้น เป็นชุดที่หมดอายุการใช้งานแล้ว สะท้อนถึงปัญหาการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติใน ภารกิจดับไฟใต้ได้เป็นอย่างดี

ล่าสุดจากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณของ "กรุงเทพธุรกิจ" ย้อนหลังไปถึงปีงบประมาณ 2551 และ 2552 พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งงบประมาณจัดซื้อ "บอมบ์สูท" ล็อตใหม่เอาไว้เมื่อปี 2551 จำนวน 118 ล้านบาท สำหรับบอมบ์สูท 9 ชุด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบ

ถัดจากนั้นในปีงบประมาณ 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังตั้งงบประมาณเพื่อซื้อบอมบ์สูทเพิ่มเติมอีก 14 ชุด จำนวน 214 ล้านบาท แต่ผ่านมาถึงปีงบประมาณ 2554 แล้ว ยังไม่มีการจัดซื้อตามงบประมาณที่ตั้งไว้แม้แต่ชุดเดียว

แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณภาค ใต้ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ได้เรียกตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางตำรวจอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากการประมูลมีปัญหา ต้องยกเลิกการประกวดราคาไปถึง 2 ครั้ง ประกอบกับต้องการกำหนดสเปคใหม่ ทำให้ยังจัดซื้อบอมบ์สูทล็อตใหม่ไม่ได้

"ถือเป็นคำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการตั้งงบพร้อมกำหนดจำนวนบอมบ์สูทที่จะจัดซื้อ แสดงว่ามีการกำหนดสเปคเอาไว้เรียบร้อย การพยายามเปลี่ยนแปลงสเปคในภายหลัง ไม่ทราบว่ามีการวิ่งเต้นหรือมีนอกมีในอะไรหรือไม่ ที่สำคัญงบประมาณก้อนนี้รวม 2 ปีงบประมาณสูงถึงกว่า 330 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้กำลังพลในพื้นที่ยังไม่ได้รับบอมบ์สูทล็อตใหม่ จึงต้องใช้บอมบ์สูทที่หมดอายุแล้ว จนเกิดความสูญเสียตามที่เป็นข่าว" แหล่งข่าวระบุ

ปิกอัพหุ้มเกราะ750ล้านยังฝุ่นตลบ

โครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์อีกล็อตหนึ่งสำหรับ ภารกิจดับไฟใต้ที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในช่วงการพิจารณางบประมาณราย จ่ายประจำปี 2554 คืองบที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติเพิ่มจำนวน 750 ล้านบาท จากงบปกติที่ได้รับแล้วถึง 1.7 แสนล้านบาทเศษ สำหรับจัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนหน่วยที่ปฏิบัติในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ กำลังพลได้รับความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งก็คือ "รถยุทธวิธีกันกระสุน" จำนวน 300 คัน ราคาคันละ 2.5 ล้านบาท

สเปคของรถยุทธวิธีกันกระสุน ซึ่งเรียกกันว่า "รถปิกอัพหุ้มเกราะ" เป็นรถปิกอัพแบบดับเบิลแค็บ (สี่ประตู) เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ เสริมเหล็กขนาดความหนา 1-1.30 เซนติเมตร รอบตัวรถ หลังคารถ และพื้นที่ใต้ท้องรถ พร้อมติดกระจกกันกระสุนขนาดความหนาประมาณ 2 เซนติเมตร รอบคัน

แม้งบประมาณก้อนนี้ที่กระทรวงกลาโหมขอแปรญัตติ เพิ่มจะได้รับอนุมัติจากสภาไปแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันกระบวนการจัดซื้อยังมีปัญหา โดยแหล่งข่าวจากวงการค้ายุทโธปกรณ์ เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สาเหตุของความล่าช้ามาจากคุณภาพของรถต้นแบบที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตไม่ผ่าน การทดสอบ

"จริงๆ แล้วรถปิกอัพหุ้มเกราะราคาอยู่ที่เกือบๆ ล้าน หรือ 1 ล้านบาทเศษเท่านั้น หลายบริษัทในประเทศไทยก็ผลิตได้ ซ้ำยังคุณภาพดีกว่าบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสั่งผลิตรถต้นแบบด้วย แต่เป็นที่รู้กันในวงการว่าผู้บริหารของบริษัทผลิตรถต้นแบบมีสายสัมพันธ์ที่ ดีกับผู้ใหญ่ในกองทัพ ทำให้ได้รับเลือก แต่เมื่อคุณภาพของรถยังไม่ผ่านการทดสอบ จึงยังไม่รู้ว่าโครงการนี้จะจบลงอย่างไร" แหล่งข่าว กล่าว

ทั้งนี้ รถปิกอัพหุ้มเกราะล็อตเก่าที่ใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นรถกระบะยี่ห้อดังสี่ประตู ราคาคันละ 8 แสนบาท มีค่ากระจกกันกระสุนเพิ่ม 5 แสนบาท รวมราคารถคันละ 1.3 ล้านบาท

"เรือเหาะ-เรือเหี่ยว"ปีกว่ายังบินไม่ขึ้น

ยุทโธปกรณ์อีกตัวหนึ่ง ที่เรียกเสียงฮือฮาข้ามปีคือ "บอลลูนตรวจการณ์" หรือเรือเหาะ "สกายดรากอน" ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษโดยใช้งบประมาณถึง 350 ล้านบาท ด้วยหวังจะให้เป็น "ดวงตาบนฟากฟ้า" ป้องปรามและไล่ล่ากลุ่มก่อความไม่สงบด้วยศักยภาพของกล้องอินฟราเรดสุดทันสมัย มูลค่าเฉพาะตัวกล้องนับร้อยล้านบาท

หลังจากจัดซื้อเมื่อกลางปี 2552 เรือเหาะลำนี้ต้องเลื่อนกำหนดปล่อยขึ้นปฏิบัติการมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงการทดสอบขึ้นบินในระยะความสูงเพียง 1,000 เมตร ทั้งๆ ที่ตามสเปคจริงต้องบินสูงถึง 3,000 เมตร เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากภาคพื้น ปัจจุบันเรือเหาะลำนี้จึงถูกเก็บอยู่ในโรงจอดภายในกองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ต่อมาเมื่อราวปลายปี 2553 มีการเปิดโปงจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า สาเหตุที่เรือเหาะขึ้นปฏิบัติการไม่ได้ เนื่องจากพบรอยรั่วจำนวนมากบริเวณผืนผ้าใบ ซึ่งข้อกล่าวหานี้ฝ่ายกองทัพยังไม่สามารถชี้แจงเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ สาธารณชนได้

แหล่งข่าวในวงการทหาร เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้มีการตั้งงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือเหาะ เป็นงบประมาณจัดซื้อผ้าใบเพิ่มเติมเพื่อนำมาปะบริเวณรอยรั่ว แต่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะรอยรั่วมีหลายจุดมากเกินไป ทำให้ทางกองทัพต้องขอเปลี่ยนสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต ล่าสุดทางบริษัทได้ส่งบอลลูนผ้าใบผืนใหม่มาให้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณสำหรับเติมก๊าซฮีเลียม ซึ่งต้องใช้งบมากถึง 4 ล้านบาท

"จีที 200" ตำนานไม้ล้างป่าช้า

ยุทโธปกรณ์ที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่ สุดตลอดปี 2553 คือ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 GT200 หลังจากแสดงผลผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง จนเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2552 และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่ตลาดพิมลชัยกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ความผิดพลาดที่นำไปสู่ความสูญเสีย ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่อง จีที 200 GT200 จากองค์กรภาคประชาสังคม นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนออนไลน์ กระทั่งสำนักข่าวบีบีซี เสนอสกู๊ปข่าวการ “ผ่าเครื่อง” ที่มีลักษณะคล้าย จีที 200 GT200 แต่ใช้ชื่อทางการค้าว่า ADE 651 ผลปรากฏว่าเป็นเครื่องลวงโลก เพราะภายในไม่มีกลไกอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ และไร้ประสิทธิภาพในการตรวจหาระเบิดอย่างสิ้นเชิง

จากข้อมูลและกระแสเรียกร้องดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องมีคำสั่งให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจีที 200 GT200 ด้วยวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับ ผลปรากฏว่าการทำงานของเครื่องมีความแม่นยำต่ำกว่าการเดาสุ่ม ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำจนไม่อาจยอมรับได้ หลายคนจึงขนานนาม จีที 200 GT200 ว่าเป็น "ไม้ล้างป่าช้า"

จีที 200 กลายเป็นเรื่อง "น้ำลดตอผุด" เมื่อมีการตรวจสอบราคาที่หน่วยงานต่างๆ จัดซื้อตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าราคามีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 4 แสนบาทไปจนถึง 1.2 ล้านบาท ส่วนราคาขายในต่างประเทศอยู่ที่ 2 แสนบาทเท่านั้น หนำซ้ำยังมีสื่อบางสำนักขุดคุ้ยไปถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง พบว่าราคาอยู่แค่หลักพัน

เครื่องตรวจระเบิด จีที 200 มีใช้อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 541 เครื่อง ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 1 ล้านบาท (เพราะใช้การ์ดตรวจหาสารประกอบระเบิดและดินปืนสูงสุดถึง 18 ใบ) คิดเป็นเงินงบประมาณที่ต้องสูญเสียมากถึง 541 ล้านบาท

รวมมิตรยุทโธปกรณ์ชำรุด-สูญ2พันล้าน

การจัดงบประมาณเพื่อซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีปัญหา เหล่านี้ รวมมูลค่าแล้วเกือบๆ 2 พันล้านบาท ประกอบด้วยบอมบ์สูทที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 330 ล้านบาท รถปิกอัพหุ้มเกราะ 750 ล้านบาท เรือเหาะตรวจการณ์ 350 ล้านบาท และจีที 200 ซึ่งปัจจุบันระงับการใช้งานไปแล้วอีก 541 ล้านบาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางปัญหาและความไม่โปร่งใสดังกล่าวนี้ กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพต่างๆ ยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะปีงบประมาณ 2554 กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 170,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 16,253 ล้านบาท ขณะที่กองทัพบกเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบมากที่สุดของกระทรวงกลาโหม กล่าวคือได้รับงบประมาณจำนวน 83,508.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,644.6 ล้านบาทจากปีงบประมาณ 2553

ส่วน กอ.รมน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 8,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 552 ล้านบาท เป็นงบในภารกิจดับไฟใต้มากถึง 8,019 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ, 17 มกราคม 2554

Thursday, November 4, 2010

เปิดเงื่อนงำใน สตช.ผูกปิ่นโต"ขาใหญ่" รายเดียวทำอาหารเลี้ยงตำรวจหลักสูตรสารวัตร-ผกก.7 ปี 70.8 ล้าน

เปิดเงื่อนงำใน สตช.ผูกปิ่นโต"ขาใหญ่" รายเดียวทำอาหารเลี้ยงตำรวจหลักสูตรสารวัตร-ผกก.7 ปี 70.8 ล้าน

การจ้างเอกชนทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรสารวัตร ผู้กำกับการ และหลักสูตรต่างๆของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แม้มีเม็ดเงินไม่มากในแต่ละปี แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส เมื่อพบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจได้ว่าจ้างเอกชนคือนางกัลยา นภธนภักดี มาตลอด 7 ปี ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้รวมวงเงินกว่า 70.8 ล้านบาท

"ทีมข่าวเจาะ" นำรายละเอียดมานำเสนอดังนี้

ในช่วงปีงบประมาณ 2553 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 เป็นต้นมา) จำนวน 8 ครั้ง ได้แก่

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 68 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,624,000 บาท เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2552
2 จ้างทำงานประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 70 จำนวน 180 คน วงเงิน2,952,000 บาท เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2552
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 100 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,632,000 บาท เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2553
4 จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 101จำนวน160คน วงเงิน 1,632,000 บาท เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2553
5 จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 73 วงเงิน 2,624,000 บาท เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553
6 จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร บตส.รุ่นที่31จำนวน120คน วงเงิน 1,968,000 บาท เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2553
7 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่75จำนวน 170คน วงเงิน 2,788,000 บาท เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2553
8 ล่าสุดจ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 102 จำนวน 220คน วงเงิน 2,244,000 บาท เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2553

ก่อนหน้านี้ในปีงบประมาณ 2552 ได้แก่

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 97 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,632,000 บาท 13 ก.พ. 2552
2 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 66 จำนวน 160 คน วงเงิน 3,520,000 บาท 5 มี.ค. 2552
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 98 จำนวน 172 คน1,754,400 บาท 24 เม.ย. 2552
4 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูงรุ่นที่30 จำนวน129คน วงเงิน 2,115,600 บาท 16 ก.ค. 2552

ปีงบประมาณ 2551 ได้แก่

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 60 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 28 ธ.ค. 2550
2 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับ รุ่นที่ 61 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 11 ม.ค. 2551
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรฝ่ายอำนวยการตำรวจ รุ่น 29 จำนวน 120 คน วงเงิน 1,584,000 บาท 14 ก.พ. 2551
4 จ้างทำงานอาหารเลี้ยงผู้อบรมผู้กำกับการ รุ่นที่ 62 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 24 เม.ย. 2551
5 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 28 จำนวน 120 คน วงเงิน 1,962,000 บาท 16 พ.ค. 2551
6 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กับการ รุ่นที่ 63 จำนวน 160 คน วงเงิน2,640,000 บาท 22 พ.ค. 2551
7 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 96 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,305,600 บาท 13 มิ.ย. 2551

ส่วนปีอื่นๆ อาทิ ปีงบประมาณ 2550

1 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 56 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 24 พ.ย. 2549
2 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 94 จำนวน 160 คน วงเงิน 1,286,400 บาท 2 ก.พ. 2550
3 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 57 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 22 มี.ค. 2550
4 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูงรุ่นที่ 27 จำนวน 120 คน วงเงิน 1,962,000 บาท 4 พ.ค. 2550
5 จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 58 จำนวน 160 คน วงเงิน 2,640,000 บาท 29 พ.ค. 2550
6 จ้างทำอาหารเลีย้งผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับรุ่นที่59 จำนวน 161 คน วงเงิน 2,656,500 บาท 7 มิ.ย. 2550

ปี 2547

จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 24 จำนวน 83 คน วงเงิน 1,095,600 บาท 20 พ.ค. 2547
จ้างทำอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 85 จำนวน160คน วงเงิน1,305,600บาท วันที่ 18 พ.ย. 2547 สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ

ปี 2549

อาทิ จ้างประกอบอาหารเลี้ยงผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรรุ่นที่ 87จำนวน 160 คน ตั้งแต่ 1,305,600 บาท 28 ม.ค. 2548

ประชาชาติธุรกิจ, 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tuesday, November 2, 2010

เจาะงบฯพีอาร์5องค์กรอิสระ"ผู้ตรวจการแผ่นดิน"สนุกมือบ.เดียวกวาด31.8ล-กกต.สะพัด400ล.ก่อนเลือกตั้ง

มิใช่แค่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะกรณีการจัดซื้อรถประจำตำแหน่ง

การใช้งบประมาณทำประชาสัมพันธ์ก็ถูกตั้งคำถามด้วยเหมือนกันโดยเฉพาะผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

"มติชนออนไลน์" ตรวจสอบพบว่า ในระหว่างปี 2548 -2550 ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้งบฯพีอาร์มากสุดถึง 41,609,221 บาท ผ่านเอเจนซี 6 แห่ง ได้แก่

บริษัท แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ จำกัด, บริษัท ครีเอทีฟ จูช จีวัน จำกัด, บริษัท เอ็กซ์เทนเตอร์ จำกัด ,บริษัท พับบลิค จำกัด, บริษัท วิไลเซ็นเตอรแอนอ์ซันส์ จำกัด, บริษัท วี อาร์ วัน เรดิโอ จำกัด และ บริษัท คาเธ่ย์อัลลายแอนซ์ จำกัด

เอเจนซี่ที่ได้รับงบฯมากสุด บริษัท แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ จำกัด จำนวน 3 ครั้ง รวมเงิน 31,809,048 บาท แบ่งเป็นจ้างประชาสัมพันธ์ วันที่ 30 ก.ย. 2548 วงเงิน 14,481,485 บาท ,วันที่ 27 มี.ค. 2549 วงเงิน 16,129,751 บาท , วันที่ 15 ม.ค. 2550 วงเงิน 1,197,812 บาท

ส่วนอีก 5 บริษัท บริษัทละ 1 ครั้ง ได้แก่
บริษัท ครีเอทีฟ จูช จีวัน จำกัด วันที่ 30 มี.ค. 2548 วงเงิน 5 ล้านบาท ,
บริษัท เอ็กซ์เทนเตอร์ จำกัด วันที่ 4 ก.ค. 2548 วงเงิน 959,255 บาท ,
บริษัท พับบลิค จำกัด วันที่ 13 ก.ย. 2548 วงเงิน 850,918 บาท ,
บริษัท วิไลเซ็นเตอร์ แอนด์ ซันส์ จำกัด วันที่ 11 พ.ย. 2548 วงเงิน 642,000 บาท,
บริษัท วี อาร์ วัน เรดิโอ จำกัด วันที่ 14 ก.พ. 2549 วงเงิน 948,000 บาท
และ บริษัท คาเธ่ย์อัลลายแอนซ์ จำกัด วันที่ 30 พ.ค. 2550 วงเงิน 1,400,000 บาท

ทั้งนี้ บริษัท แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 19 สิงหาคม 2545 ทุน 5,000,000 บาท ที่ตั้งเลขที่ 208 อาคาร208 วายเลสโร้ด ชั้น 16 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มีนางอิชยา สันติตระกูล (ล่าสุดเพิ่มก่อตั้งบริษัท แอดสเปซ มีเดีย จำกัด) และ นายประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ถือหุ้นใหญ่

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเลือกตั้งปี 2548-2550 ใช้งบฯประชาสัมพันธ์กว่า 400ล้านบาท แต่หลังเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปลายปี 2550 เป็นต้นมา ใช้งบประมาณโฆษณาทั้งหมด 11,700,000 บาท
แบ่งเป็น

จัดทำสารคดีสั้น 10 กรณีคดีฮาฯ สมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) 1,500,000 บาท 2 มิ.ย. 2553
ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด 1,200,000 บาท 11 ม.ค. 2553
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บริษัท โอ้ มาย กรีน จำกัด 1,200,000 บาท 26 ม.ค. 2553
ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด 1,000,000 บาท 25 ก.พ. 2553
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บริษัท บีลิงค์ มีเดีย จำกัด 1,800,000 บาท 24 มิ.ย. 2552
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์ฯ บริษัท อินดิเพนเด็นท์ นิวส์ เซ็นเตอร์ จำกัด 1,000,000 บาท 13 ส.ค. 2552
ประชาสัมพันธ์ตามโครงการประชาสัมพันธ์ฯ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) 1,000,000 บาท 17 ส.ค. 2552
ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) 1,500,000 บาท 27 ก.พ. 2552
ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 1,500,000 บาท 5 มิ.ย. 2552

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในปีงบประมาณ 2553 จ้างเอกชนทำพีอาร์ทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 18 เม.ย. 2553 บริษัท ซี.เอ.อินโฟ มีเดีย จำกัด (นางอารญารัตน์ ชาญชัยณรงค์ ถือหุ้นใหญ่) ผลิตสปอตผ่านรายการโทรทัศน์ วงเงิน 1,470,000 บาท ครั้งที่สอง วันที่ 4 ส.ค. 2553 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วีเฮ้าส์โปรดักส์ชั่น ผลิตรายการโทรทัศน์ วงเงิน 1,816,272 บาท

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อน "คลิปปลิวว่อน" จ้าง บริษัท โนวาอินเตอร์แอ็ด จำกัด (นายกรณ์ชัย และนางชนิกา กรณี ถือหุ้นใหญ่) ผลิตและเผยแพร่สปอตวิทยุโทรทัศน์ วงเงิน 7,877,340 บาท วันที่ 15 ต.ค. 2551

ศาลปกครอง

ในช่วงปี 2550 จ้าง บริษัท ดิอายส์ จำกัด ผลิตสปอตโทรทัศน์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 6 ปี ศาลปกครอง วงเงิน 1,600,000 บาท วันที่ 13 ก.พ. 2550

กล่าวสำหรับสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงก่อนหน้านี้ไม่พบข้อมูลการว่าจ้างแต่อย่างใด

สรุปในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมดผู้ตรวจการแผ่นดินใช้งบฯพีอาร์มากที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบัน ได้แก่ นายปราโมทย์ โชติมงคล นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ และนายศรีราชา เจริญพานิช

ผู้ตรวจการชุดแรกคือ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ และ นายพิเชต สุนทรพิพิธ

มติชน, 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Sunday, October 31, 2010

เปิดจะๆ ค่าตอบแทน"บริวาร-องคาพยพ"ศาลรธน.ปีละกว่า 20ล้าน แต่งตั้ง"เครือญาติ พวกพ้อง คนรู้ใจ?

ถ้าไม่มีกรณี นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปยุ่มย่ามในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

จนทำให้ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมีคำสั่งปลดฟ้าผ่า นายพสิษฐ์ ออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

คนทั่วไป คงไม่รู้ว่า บริวารและองคาพยพในศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยใครบ้าง ?

ปัจจุบันคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 8 คนประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายเฉลิมพล เอกอุรุ นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับแก้ไขล่าสุด

เงินเดือนประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 64,000 บาท บวก เงินประจำตำแหน่งอีก 50,000 บาท

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เงินเดือน 62,000 บาท บวก เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท

รวมเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ทั้งประธานและตุลาการอีก 8 คน ตกเดือนละ 9.5 แสนบาท ปีหนึ่งก็ตกประมาณ 11.4 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกหลายรายการ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ยังมีบริวารและองคาพยพของประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการอีก 8 คน อีกหลายรายการดังนี้

ทั้งนี้ ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแต่งตั้งบุคลากรประธานศาลรัฐธรรมนูญและ ตุลาการฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันล้วนลงนามประกาศโดย นายชัช ชลวร กำหนดให้ตุลาการฯ 9 คน มีสิทธิแต่งตั้งบุคลากรมาช่วยงานดังต่อไปนี้

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 69,910 บาท เลขานุการ 1 คน เงินเดือน 47,100 บาท ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เงินเดือน 30,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน เงินเดือนตามวุฒิการศึกษาตั้งแต่ 16,000-22,000 บาท คนขับรถ 1 คน เงินเดือน 11,300 บาท เป็นต้น

คำนวณแล้ว จะต้องจ่ายเงินเดือน ให้แก่ ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญ เดือนกว่า 229,000 บาท/ เดือน

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 55,000 บาท เลขานุการ 1 คน ผู้เชี่ยวชาญไม่เกิน 2 คน ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน คนขับรถ 1 คน โดยใช้อัตราเงินเดือนเช่นเดียวกับบุคลากรประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญ

คำนวนเงินเดือนของบรรดา ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ละคนเกือบ 2 แสนบาท รวม 8 คน ก็ตกเดือนละ 1.5 ล้าน

เบ็ดเสร็จแล้ว ต้องจ่ายเป็นค่าบริวารให้แก่ ประธานและตุลาการ รวม 9 คน รวมกว่า 1 ล้าน 7 แสนบาท ปีหนึ่งก็จ่าย 20. 4 ล้าน

ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อดีตที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา การคัดสรรคนเข้ามารับตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นเลขานุการหรือที่ปรึกษานั้น เท่าที่ทราบก็คือไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว เป็นดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งแต่ละคนที่จะตั้งใครมาก็ได้

"ผมเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งในช่วงของ การบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ทำให้ทราบว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่คนที่ตั้ง "นักวิชาการ" เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลืองานด้านวิชาการและให้คำปรึกษาทางวิชาการ ส่วนคนอื่นตั้งใครมาก็ไม่ทราบ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน

แต่จากข้อมูลที่ได้รับทราบ คนเหล่านั้นมีบางคนที่เป็น "เครือญาติ" บางคนก็มีความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ เมื่อตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งก็มีเงินค่าตอบแทน บางคนเอาลูกหลานตัวเองมาเป็นเลขานุการก็เคยมีมาแล้ว" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

เมื่อพิจารณาผ่าน ผลงานสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ คำวินิจฉัย จะพบว่า ปี 2551 เขียนคำวินิจฉัย 26 เรื่อง ปี 2552 เขียนคำวินิจฉัย 20 เรื่อง ปี 2553 จนถึงปัจจุบันเขียนคำวินิจฉัย เพียง 7 เรื่อง ต้นทุนต่อคำวินิจฉัย 1 ฉบับ จึงสูงมาก

แต่ปัญหาไม่ใช่ ถูกหรือแพง หรือ วัดกันที่ปริมาณคำวินิจฉัย ประเด็นคือ คุณค่าของคำวินิจฉัยต่างหาก !!!

ตามหลักการแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ดี จะต้องกอรปด้วยหลักกฎหมาย หลักวิชาการ และข้อเท็จจริง ครบถ้วน ถ้าตุลาการไม่มีเวลาศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบก็ต้องมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยว ชาญที่มีความรู้ความสามารถ ครบเครื่อง

เหลียวดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย้อนหลังไปถึงปี 2541 อาจได้คำตอบว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยยังต้องการเวลาพัฒนา อีกหลายทศวรรษ

มติชน, วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เปิดรสนิยม"รถตำแหน่ง"ก.ก.5 องค์กรอิสระกว่า100ล.3ยี่ห้อดังยอดฮิต-3แห่งซื้อจากบ.เดียวกัน

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย กรณีรถประจำตำแหน่งของกรรมการองค์การอิสระ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ยี่ห้ออะไรได้รับความนิยมมากสุด?

"มติชนออนไลน์" รวบรวมมานำเสนอดังนี้

ศาลรัฐธรรมนูญ 13 คัน แบ่งเป็น

ครั้งแรกประจำตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญและรถประจำตำแหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คัน ในราคา 9.5 ล้านบาท จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พันทวี ออโต้ มาสเตอร์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2548

ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2548 ประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รถยนต์LEXURES300) จำนวน 10 คัน ราคา 30 ล้านบาท จากบริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ จำกัด

ยังมีรถตู้ยี่ห้อ Volkswagen รุ่น Caravelle 2.5 TDI แบบ 11 ที่นั่ง สีบรอนซ์เงิน (8E8E) จำนวน 3 คัน โดย 2 คันแรก ราคา 5,980,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2549 จาก บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด (ตระกูลลีนุตพงษ์ เจ้าของ) และ ซื้อเพิ่มอีก 1 คัน เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2549 ราคา 2,990,000 บาท จากบริษัทเดียวกัน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากการตรวจสอบพบว่า จัดซื้อยี่ห้อ Mercedes Benz 5 คัน แบ่งเป็น

จัดซื้อเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2552 1 คัน ราคา 3,690,000 บาท จากบริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด

จัดซื้อเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 จำนวน 4 คัน ราคา 13,198,000 บาท (ข้อมูลจากการชี้แจงของกรรมการสิทธิมนุษยชน) จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด

อีก 2 คัน ยี่ห้อ BMW ราคา 3,250,000 บาท จากบริษัท มิลเลนเนียม จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 และ ยี่ห้อ Toyota Vellire 2.4 ราคา 3,299,500 บาท จาก บริษัท TSL Auto Corporatiom จำกัด (ที เอส แอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552
รวม 7 คัน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงปี 2547 มีการจัดซื้อ 3 คัน เป็นรถตู้ ยี่ห้อ VOLKSWAGEN CARAVELLE 5 ราคารวม 9,570,000 บาทจาก บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด เมื่อ 30 ก.ค. 2547

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดซื้อในช่วงเดียวกัน จำนวน 2 คัน ราคารวม 7,300,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2547

สำหรับ ศาลปกครอง ยี่ห้อ Mercedes - Benz จำนวน 2 คัน ราคารวม 5,880,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2549

นอกจากนี้ยังซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งในระดับราคาลรองลงมาอีก 7 คัน ได้แก่ ยี่ห้อVOLKSWAGEN รุ่นพาสสาทโฮลายน์ จำนวน 1 คัน เป็นเงิน 1,450,000 บาท จากบริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2544

รถยนต์ประจำตำแหน่ง ยี่ห้อนิสสันเซฟิโร่ รุ่น 2.0L (EXE) จำนวน 3 คัน ราคา 3,294,000 บาท จากบริษัท สยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2544, ยี่ห้อ โตโยต้า camry 2.oe จำนวน 2 คัน ราคา 2,310,000 บาท จาก บริษัท เจริญไทยมอเตอร์เซลส์ จำกัด เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2546 และยี่ห้อนิสสัน เซฟิโร่ ราคา 1,200,000 บาท จาก บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2546

จากข้อมูลเท่ากับ เลกซ์ซัส , Mercedes Benz และ Volkswagen ได้รับความนิยมมากสุด

ดีลเลอร์ที่ได้รับการจัดซื้อมากสุดคือ บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด จากศาลปกครอง , กกต. และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

รวม 5 องค์กรกว่า 100 ล้านบาท

มติชน, 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เปิดข้อมูลละเอียดยิบ"งบฯทัวร์นอก"สนง.ศาลยุติธรรม ปีเดียวเที่ยว17ครั้ง-เกือบครึ่งพึ่งบริการบ.เดียว

นอกจากการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งนับร้อยล้านบาทขององค์กรอิสระที่กลาย เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นการนำผู้เข้าอบอรมไปทัวร์ต่างประเทศของสำนักงานศาลยุติธรรมก็ที่น่าสนใจเช่นกัน

"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ปี เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมาจนถึงเดือนกันยายน (สิ้นปีงบประมาณ 2553) สำนักงานศาลยุติธรรมนำผู้เข้าอบรมไปดูงานต่างประเทศถึง17ครั้ง รวมเป็นเงิน 37.5 ล้านบาท ผ่านตัวแทน 9 บริษัท

บริษัทที่ได้รับการว่าจ้างมากสุดคือ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด จำนวน 7 ครั้ง เป็นเงิน 14.7 ล้านบาท

รองลงมาเป็นบริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด 2 ครั้ง วงเงิน 3,190,550 บาท

สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด จำกัด 2 ครั้ง 3,877,790 บาท

บริษัท ศรัทธาทัวร์ จำกัด 1 ครั้ง จำนวน 1,754,800 บาท

บริษัท ไพรม์ แวลู ทัวร์ จำกัด (ประเทศไทย) 1 ครั้ง จำนวน 2,502,000 บาท

บริษัท ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 4,463,750 บาท

บริษัท ยู.อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 3,516,570 บาท

บริษัท มิสเตอร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 1ครั้ง วงเงิน 2,068,000 บาท

และ บริษัท ยูนิไทย แทรเวิล จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 1,380,000 บาท

การพาผู้อบรมไปดูงานต่างประเทศมีรายละเอียดดังนี้

1.บริการนำผู้เข้ารับการอบรมโงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 2,515,500 บาท 26 ก.พ. 2553

2.บริการนำผู้เข้าอบรมศึกษาดูงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 2,483,000 บาท 5 มี.ค. 2553

3.บริการนำผู้รับการอบรมศึกษาดูงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวลกรุ๊ป จำกัด 3,377,500 บาท 9 มี.ค.2553

4.บริการนำผู้รับการอบรมศึกษาดูงาน บริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด 1,637,000 บาท 19 มี.ค. 2553

5.บริการนำผู้เข้ารับการศึกษาอรมศึกษาดูงาน บริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด 1,553,550 บาท 19 มี.ค. 2553

6.บริการนำผู้รับการอบรมศึกษาดูงาน บริษัท ศรัทธาทัวร์ จำกัด 1,754,800 บาท 25 มี.ค. 2553

7.บริการนำผู้ช่วยฯศึกษาดูงาน บริษัท ไพรม์ แวลู ทัวร์ จำกัด (ประเทศไทย) 2,502,000 บาท 25 มี.ค. 2553

8.บริการนำผู้อบรมดูงาน บริษัท สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด 1,085,000 บาท 22 เม.ย. 2553

9.บริการนำผู้เข้าอบรมดูงาน บริษัท สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด 2,792,790 บาท 22 เม.ย. 2553

10.บริการนำผู้เข้ารับอบรมศึกษาดูงาน บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 2,535,000 บาท 12 เม.ย.2553

11.บริการนำเข้าอบรมศึกษาต่างประเทศ บริษัท ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ จำกัด 4,463,750 บาท 27 พ.ค. 2553

12.นำผู้เข้าอบรมศึกษาดูงานต่างประเทศ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 1,459,350 บาท 27 พ.ค. 2553

13.บริการนำผู้อบรมดูงานต่างประเทศ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป 1,428,300 บาท 27 พ.ค. 2553

14.นำผู้เข้าอบรมดูงานต่างประเทศ บริษัท ยู.อี อินเตอร์เนชั่นแนล 3,516,570 บาท 22 มิ.ย. 2553

15.บริการนำผุ้เข้าอบรมศึกษาดูงานต่างประเทศ บริษัท มิสเตอร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 2,068,000 บาท 12 ก.ค. 2553

16.บริการนำเข้าผู้เข้าอบรมศึกษาดูงานต่างประเทศ บริษัท ยูนิไทย แทรเวิล จำกัด 1,380,000 บาท 11 ส.ค. 2553

17.ศึกษาดูงานต่างประเทศฯ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด 974,840 บาท 3 ก.ย. 2553

ทั้งนี้ บริษัท เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป จำกัด ก่อตั้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท ที่ตั้ง 253 อาคารออริเฟรมอโศกทาวเวอร์ ( ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นายอรรถวุฒิ์ และ นางศิริฐา สุทธาศวิน เป็นเจ้าของ

บริษัท รอยัล ฮอลิเดย์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 10 กันยายน 2547 ทุน 2,500,000 บาท ที่ตั้ง 48/5-6 ชั้น 3 ซอยรุ่งเรือง ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ นางสาวนพมาศ ยืนยง นายราฆพ บัณฑิตย์ นางกณภา ปรักกมะกุล ถือหุ้นใหญ่

บริษัท ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 19 มกราคม 2537 ทุน 5,000,000 บาทที่ตั้งเลขที่ 365 ซอยอาคารสงเคราะห์ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพฯ นายภมร ภมรรัตนกุล นายพัลลภ สนั่นวัฒนานนท์ นางพิกุล ภมรรัตนกุล นางสาวดวงใจ คงธนะรุ่ง นางสาวศรีสมร อิ่มสุขสันต์ ถือหุ้นใหญ่

บริษัท สกาเดีย แอร์ เอ็กซ์เพรส จำกัด ที่จดทะเบียนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 ทุน 5,000,000 บาท ที่ตั้ง 9/9 หมู่ที่ 10 ถนนราชพฤกษ์ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ มีนายไมตรี โสภะ นางณฐพร บุญยิ่ง นางทิพยาภรณ์ ล่าฟ้าเริงรณ เป็นกรรมการ

ส่วนบริษัท ยู.อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 ทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท ที่ตั้ง 113/8 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายสมศักดิ์ วิโมกข์เจริญสุข นางสาวสุนิดา วิโมกข์เจริญสุข นางสาวสมลักษณ์ เต็มภูวภัทร ถือหุ้นใหญ่

มติชน, 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Saturday, October 2, 2010

'ไตรรงค์'เซ็นขายข้าวล้านตัน 'เอ็มที'ขยับเลื่อนเวลาส่งมอบ

'ไตรรงค์'เซ็นขายข้าวล้านตัน 'เอ็มที'ขยับเลื่อนเวลาส่งมอบ

"ไตรรงค์" เซ็นขายข้าวล้านตันให้บริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรดแล้ว ก่อนบินเปิดแน่บไปไนจีเรีย-เซเนกัล หลังถ่วงเวลาให้บริษัทหาแบงก์ค้ำประกันนานกว่าครึ่งเดือน วงการค้าข้าวหึ่ง "มร.เฉิน" ปล่อยข้าวเหนียว 10% ลอตแรกที่คลังสกลนครให้ผู้ซื้อภายในประเทศแล้ว ขณะที่ มร.เฉินออกมายอมรับ 60 วันขนข้าวไม่ทัน อ้างให้รัฐวิสาหกิจจีนคู่สัญญาทำหนังสือขอขยายเวลารับมอบข้าวออกไปอีก

นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กขช. ได้เซ็น "อนุมัติ" ให้จำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ตามที่คณะอนุกรรมการระบายข้าวที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอไป โดยการเซ็นอนุมัติครั้งนี้เป็นการเซ็นก่อนที่นาย ไตรรงค์จะนำคณะเจ้าหน้าที่เดินทางไปเจรจาขายข้าวให้กับรัฐบาลไนจีเรีย-เซเนกัล มีกำหนดจะเดินทางกลับประเทศในวันที่ 5 ตุลาคม 2553

ส่วนกรณีที่ขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลมากกว่า 1 ล้านตันให้กับบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด โดยไม่มีการเปิดประมูลท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า บริษัทเอ็มทีฯเป็นใคร เนื่องจากไม่มีใครรู้จักในวงการค้าข้าวมาก่อนนั้น นายมนัสกล่าวว่า บริษัทเอ็มทีฯเป็นผู้ซื้อข้าวรายหนึ่งที่เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศมายืนยัน ทั้งจากจีน-สิงคโปร์-บรูไน

ทางคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารก็ได้สอบถึงที่มาของออร์เดอร์นั้นพบว่า "น่าเชื่อถือ" แต่คงไม่ถึงขั้นตรวจสอบไปยังสถานทูตเพราะบริษัทผู้ซื้อข้าวไม่ใช่คู่สัญญาของรัฐบาลโดยตรง ส่วนกรณีที่บริษัทเม้งไต๋ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทเอ็มทีฯมีคดีฟ้องร้องกับธนาคารนั้น "ผมไม่ทราบ ไม่ได้ลงตรวจสอบละเอียดขนาดนั้น แต่บริษัทเม้งไต๋ไม่ได้เกี่ยวกับซื้อข้าวครั้งนี้" แต่ตามหลักเกณฑ์การขายข้าวบริษัทจะต้องนำหลักทรัพย์มาวางค้ำประกัน 5% ของมูลค่าข้าว หากซื้อทั้งข้าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ก็ต้องทำสัญญาวางค้ำประกัน 2 ฉบับ

"บริษัทเอ็มทีฯจะดำเนินการทำสัญญาซื้อข้าวใน 10 วัน หลังจากได้รับแจ้งจาก กรมการค้าต่างประเทศ แต่นี่ผมยังไม่ได้แจ้งบริษัทไหนเลย เพราะท่านไตรรงค์เพิ่งอนุมัติวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 กันยายน) หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องมาทำพร้อมกันทั้งหมด อาจจะทยอยมาก็ได้ แต่ต้องแจ้งเจตนามาว่า จะทำสัญญาก่อน ถ้าไม่มาก็โดนหยึดหลักทรัพย์ แล้วเราจะเอาข้าวไปขายต่อ โดยราคาที่ขายให้เป็นราคา Ex Warehouse ไม่รวมค่าปรับปรุง ค่าขนส่ง" นายมนัสกล่าว

ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตจากวงการค้าข้าวว่า การขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลมากกว่า 1 ล้านตันให้กับบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรดนั้น ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นการขายเพื่อการส่งออก แต่บริษัทเอ็มทีฯโดยมิสเตอร์เฉิน หรือนายจุ้งเชียง เฉิน กรรมการผู้จัดการบริษัท กลับเปิดตัวทั้งกับโรงสีข้าว-ผู้ส่งออกเสนอที่จะขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลจำนวนมากกว่า 2 ล้านตันให้ ซึ่งถือเป็นการผิดเงื่อนไขการซื้อขายข้าว พร้อมกันนี้ยังมีรายงานข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์เข้ามาว่า บริษัทเม้งไต๋ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (99.99%) ในบริษัทเอ็มทีฯมีคดีความฟ้องร้องในเรื่องการโกงข้าวกับธนาคารอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานจากจังหวัดสกลนครเข้ามาว่า ในวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมาโรงสีข้าวในท้องที่ที่ติดต่อซื้อข้าวเหนียว 10% จาก "มิสเตอร์เฉิน" ได้นำรถไปรับข้าวที่คลังศรีสกล จนถึงเวลา 17.00 น. มีการส่ง Fax เอกสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) ให้เปิดคลัง ซึ่งบรรจุข้าวสารเหนียว 10% ปริมาณ 85,000 กระสอบ โดยขายกระสอบละ 2,450 บาท จากราคาที่ซื้อมาจากรัฐบาล 2,000 บาท เท่ากับกำไร 450 บาท/กระสอบ รวมปริมาณ 38 ล้านบาท โดยผู้ซื้อจะทยอยรับมอบข้าวไปจนครบ 85,000 กระสอบ ภายใน 1 เดือน ไม่จำเป็นต้องขนส่งไปในคราวเดียว สามารถแบ่งจ่ายข้าวในแต่ละครั้งเป็นงวด ๆ ได้

"การเปิดคลังขายข้าวเหนียว 10% ครั้งนี้น่าสงสัยมาก เพราะบริษัทเอ็มทีฯคงไม่สามารถทำสัญญาซื้อข้าวกับ อคส.ทันภายใน 2 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และท่านไตรรงค์ก็เพิ่งเซ็นอนุมัติให้ขายข้าวได้ในวันที่ 24 กันยายน เข้าใจว่าบริษัทเอ็มทีฯคงจะหมุนเงินก่อน ด้วยการเลือกขายข้าวเหนียวที่ราคาดี เพราะคนซื้อข้าวขาว 5% กับข้าวปทุมธานียังไม่ได้รับการติดต่อให้ไปขนข้าวในคลัง อ.ต.ก./อคส.จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทเอ็มทีฯอาจจะขอรับมอบข้าวก่อนทำสัญญาหรือไม่เพราะไม่สามารถหาหลักทรัพย์ไปวางค้ำประกันข้าวมากกว่า 1 ล้านตันคราวเดียวกันได้หมด นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อมือขวาของบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริฯในอดีตออกมาช่วยขายข้าวให้ด้วย"

ล่าสุดผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ติดต่อไปยังนายจุ้งเซียง เฉิน กรรมการบริหาร บริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด และบริษัทเม้งไต๋ จำกัด แจ้งว่า วันนี้ (28 กันยายน) กำลังเข้าพบกับผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) เพื่อขอเลขที่สัญญา ซึ่งจะนำไปขอหนังสือหลักทรัพย์ค้ำประกัน (L/G) จากสถาบันการเงินหลายแห่ง แต่ว่าทางกระทรวงพาณิชย์เกรงว่าจะกระทบต่อราคาตลาดจึงให้ดำเนินการอย่างเงียบ ๆ และเป็นความลับ

"หลังจากได้เลขสัญญาเพื่อออก L/G แล้วก็ยังต้องรอก่อน ผมขนข้าวทันทีไม่ได้ ต้องรอให้รัฐวิสาหกิจจีนทำหนังสือมาถึงรัฐบาลไทยขอให้ขยายระยะเวลารับมอบข้าวเพราะขนไม่ทัน ผมซื้อข้าว 1.1 ล้านตัน ก็ต้องขน 60 วัน จะซื้อ 1.6 ล้านตัน ก็ต้องขน 60 วัน ทางรัฐวิสาหกิจจีนออร์เดอร์มา ผมทำหน้าที่แค่ซื้อหน้าคลัง ส่งของลงเรือก็จบแล้ว เป็นคนกลางเท่านั้น ส่วนเรื่องแบล็กลิสต์กับธนาคารไทยพาณิชย์เป็นความลับของธนาคารกับลูกค้า" นายเฉินกล่าว

ประชาชาติธุรกิจ, 30 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4249